โสเภณีไทย Thai prostitute


การสวิงกิ้ง (Swinging) คือรูปแบบหนึ่งของการมีเพศสัมพันธ์ โดยการแลกเปลี่ยนคู่นอน ให้หลับนอนกับคนอื่น รวมไปถึงการมีเซ็กซ์หมู่ หรือมีเพศสัมพันธ์แบบหลายคนในคราวเดียว การสวิงกิ้งจะรวมไปถึงการนั่งดูคู่อื่นมีเพศสัมพันธ์กัน หรือเข้าร่วมมีเพศสัมพันธ์ด้วย บุคคลที่มีรสนิยมชอบสวิงกิ้งนี้ มีตั้งแต่คู่ที่แต่งงานกันมานานแล้ว และต้องการความแปลกใหม่ในเรื่องเซ็กซ์, เด็กวัยรุ่นที่เป็นแฟนกัน ไปจนถึงคนที่ยังไม่มีแฟน แต่อยากลอง  น่าแปลกที่ การแลกเปลี่ยนคู่นอนโดยไม่ตะขิดตะขวงใจแบบนี้ ไม่ใช่อาการของคนที่จิตผิดปกติแต่อย่างใด แต่ถือว่าเป็นค่านิยมของสังคมแบบหนึ่งที่เมื่อเห็นคนอื่นทำ แล้วจึงทำตาม จนกลายเป็นค่านิยมผิดๆ ในสังคมของวัยรุ่นไทย วัยรุ่นหาคู่สวิงกิ้งผ่านเน็ตเมื่อความนิยมเรื่องสวิงกิ้งเริ่มระบาดในสังคมไทย อินเทอร์เน็ตเริ่มถูกใช้เป็นเครื่องมือแลกเปลี่ยน และหาคู่นอนกันอย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของการขายบริการทางเพศ และประกาศหาคู่สวิงกิ้งกันแบบฟรีๆ เพื่อแลกกับความอยากลองเซ็กซ์ที่แปลกใหม่ และกรณีที่ตำรวจได้ล่อจับนักศึกษาคู่หนึ่งที่ประกาศหาคู่สวิงกิ้ง ผ่านเวบบอร์ดในเวบไซต์เรื่องเซ็กซ์แห่งหนึ่ง ซึ่งฝ่ายชายได้บอกว่าทำไปเพราะขัดสนเรื่องเงิน และคิดว่าไม่มีความผิดทางกฎหมาย เนื่องจากไม่มีการบังคับจิตใจ เพราะฝ่ายหญิงก็เต็มใจด้วย เมื่อสอบถามเพิ่มเติมทราบว่าได้มีลูกค้ามา 10 กว่ารายแล้ว และความคิดเรื่องการหาเงินจากการสวิงกิ้งนี้ มาจากการชักชวนของคนที่พูดคุยกันในอินเทอร์เน็ตนี่เอง จะเห็นได้ว่า การค้าบริการทางเพศผ่านเน็ตทำได้ง่ายมาก ซึ่งเริ่มจากการที่มีเวบไซต์ให้พูดคุยเรื่องเพศอย่างเสรี มีเวบบอร์ดให้โพสข้อความโฆษณา และเชิญชวน อีกทั้งยังมีเนื้อที่ที่ให้คนทางบ้านส่งรูปมาลงได้ ซึ่งในเวบไซต์แห่งหนึ่ง ได้มีหญิงสาวโพสรูปโป๊ของตัวเอง พร้อมทั้งชักชวนให้มีเพศสัมพันธ์ด้วย

แนวทางป้องกันเบื้องต้นเพื่อไม่ให้เยาวชนตกเป็นเหยื่อค้าบริการออนไลน์

1. พูดคุยกับลูกให้เข้าใจ อธิบายถึงค่านิยมผิดๆ ที่ขัดต่อวัฒนธรรมของสังคมไทยที่ดีงาม และชี้แจงให้ลูกรู้ถึงผลเสียของการกระทำนั้น

2. กำชับให้ลูกบอกคุณทันที เมื่อลูกไปพบข้อความที่เข้าข่ายการค้าบริการทางเพศ หรือการชักชวนให้คุยเรื่องเพศสัมพันธ์

3. ไม่ควรกีดกันลูกโดยไม่ให้เล่นอินเทอร์เน็ต แต่ควรใช้วิธีป้องกัน โดยอาจจะหาโปรแกรมที่สามารถป้องกันไม่ให้เด็กเข้าถึงเวบไซต์เรื่องเพศที่ไม่เหมาะสมได้

ยังมีปัญหาใหญ่ที่จะเกิดขึ้นต่อตัวผู้กระทำอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคเอดส์ หรือพลาดพลั้งตั้งครรภ์ขึ้นมา แต่ยังไม่พร้อมที่รับภาระเลี้ยงดู ปัญหาการทำแท้งที่ผิดศิลธรรมจรรยาสร้างความหม่นหมองให้กับวัฒนธรรมไทยอันดีงามให้หมดไป

การแพร่กระจายเรื่องเซ็กซ์แบบเสรีในหมู่วัยรุ่นไทย เป็นปัญหาใหญ่ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ผู้ใหญ่จึงควรดูแลเยาวชนของเราไม่ให้คล้อยตามไปกับค่านิยมผิดๆ แบบตะวันตก ด้วยการช่วยกันสอดส่องและป้องกัน ไม่ให้ปัญหาลุกลาม จนเด็กใกล้ตัวคุณกลายเป็นเหยื่อของสังคมมืดในอินเทอร์เน็ตไปด้วย

Free Sex เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายถึงการมีอิสระในการที่จะมีเพศสัมพันธ์หรือไม่มีก็ได้ เพราะการจะมีเพศสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งซึ่งกันและกันนั้นจะต้องเกิดจากความพร้อมของทั้งสองฝ่าย และแต่ละฝ่ายมีสิทธิที่จะตัดสินใจเป็นอิสระ โดยไม่ขึ้นอยู่กับการบังคับไม่ว่าจะเป็นจากวาจาหรือการกระทำ แท้จริงแล้วฟรีเซ็กซ์ไม่ใช่การมีเซ็กซ์แบบฟรีๆอย่างที่คนไทยรุ่นใหม่ทั่วๆไปคิดกันอยู่</

ปัจจุบันความเติบโตของการค้าเซ็กซ์ที่พัฒนาขึ้นอย่ างรวดเร็ว เนื่องจากปัจจัยคือ ทัศนคติในเรื่องเพศสัมพันธ์มีความเปลี่ยนแปลงในทิศทางของวัฒนธรรมทางตะวันตกหรือยุคนี้ถ้าจะใช้คำว่า “ฟรีเซ็กซ์” ก็คงไม่ผิด

นางศิริพร สโครบาเนค เลขาธิการมูลนิธิผู้หญิง วิเคราะห์ว่า เด็กวัยรุ่นหลงทางสู่ถนนค้าเซ็กซ์ เพราะถูกซึมซับจากอิทธิพลวัฒนธรรมของฝรั่ง ซึ่งมีทัศนคติที่ยอมรับและเปิดเผยเสรีในเรื่องเพศสัมพันธ์   วัฒนธรรมตะวันตกที่เปิดเผยในเรื่องเพศสัมพันธ์ ซึ่งมีการแสดงความรักด้วยการกอดจูบ การมองเรื่องเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องของประสบการณ์ คือ ทัศนคติที่ว่ามีเพศสัมพันธ์มากครั้งเท่าไหร่ ก็เหมือนการเก็บเกี่ยวประสบการณ์มากขึ้นเท่านั้น สิ่งเหล่านี้ได้ถูกถ่ายทอดและหลั่งไหลเข้ามาด้วยกระแสโลกาภิวัตน์จากสื่อต่างๆ ทุกด้านทั้งจากทีวี วิดีโอและนิตยสาร ที่ค่อยซึมซับเข้ามาครอบงำความคิดและพฤติกรรมของสังคมไทย โดยเฉพาะสื่อจากทีวีมีอิทธิพลมาก เพราะปัจจุบันรายการต่างๆ ทั้งจากฟรีทีวี เคเบิลทีวี ซึ่งมีรายการประเภทมิวสิกวิดีโอ ภาพยนตร์ประเภทล่อแหลม นิตยสาร ล้วนเป็นรายการที่นำพาให้สังคมวัยรุ่นเริ่มมองแบบโลกตะวันตกมากขึ้น” เลขามูลนิธิผู้หญิง วิเคราะห์อีกว่า เด็กวัยรุ่นเป็นวัยแห่งการเรียนรู้ วัยที่กำลังอยากลอง อยากรู้อยากเห็น เป็นวัยแห่งการเจริญพันธุ์ ดังนั้นเมื่อมีความท้าท้ายใหม่ๆ เข้ามาก็เป็นโอกาสที่เด็กจะได้รับและนำมาดำเนินชีวิต เห็นได้ชัดจากแฟชั่นการแต่งกายแบบหวือหวาที่กำลังนิยมอยู่บนถนนแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็นเสื้อสายเดี่ยว สายเกาเหลา (เสื้อไม่มีสาย หรือเสื้อเกาะอก) รองเท้าส้นตึก ล้วนเป็นกระแสวัฒนธรรมแฟชั่นต่างชาติ ที่พัดพาสู่ความเปลี่ยนแปลงตามกระแสนิยม การมีเซ็กซ์หรือมีเพศสัมพันธ์ก็เช่นนั้น จากค่านิยมดั้งเดิมที่เรื่องเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องต้องห้าม ปกปิด เป็นสิ่งที่ไม่ดีไม่งามที่จะนำมาเปิดเผย แต่ค่านิยมเหล่านี้กำลังถูกทำลายลงด้วยการยอมรับวัฒนธรรมต่างชาติ ทัศนคติเซ็กซ์แบบตะวันตกนี่เอง ที่เป็นตัวเปิดประตูค้าเซ็กซ์ เพศสัมพันธ์เหมือนวิชา”คณิตศาสตร์ ” สุภาษิตสอนหญิงที่ว่า “รักนวลสงวนตัว ” และคำว่า “อย่าชิงสุกก่อนห่าม” คงไม่สามารถใช้เป็นสุภาษิตสอนหญิงในปัจจุบันได้อีกแล้ว เพราะคำนิยามเพศสัมพันธ์ในพ.ศ.นี้ ไม่ต่างอะไรจากวิชา “คณิตศาสตร์” นั่นเอง วิชาเลขคณิตหรือวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งผู้ที่สอบผ่านหรืออยากเก่ง วิชานี้จะต้องมั่นทำแบบฝึกหัด จึงจะเข้าใจและสามารถทำข้อสอบได้ เพศสัมพันธ์หรือการมีเซ็กซ์ก็เช่นกัน ทัศนคติเรื่องเพศสัมพันธ์ของสังคมวัยรุ่น เด็กสาวแรกรุ่นจำนวนไม่น้อย ต่างมีความคิดและลงสู่วิถีทางแห่งเพศสัมพันธ์ด้วยหลักการทางวิชาเลขคณิต นั่นคือ ยิ่งปฏิบัติกิจทางเพศสัมพันธ์มากเท่าใด ก็จะยิ่งเก่งยิ่งเจ๋งมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งไม่ต่างจากวิชาคณิตศาสตร์ที่อยากเก่งเลขก็ต้องทำแบบฝึกหัดบ่อยๆ

ร.ศ.สุพัตรา สุภาพ อาจารย์ทางด้านสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ทัศนคติถึงนิยามดังกล่าวว่า เพศสัมพันธ์เหมือนวิชา “คณิตศาสตร์” กำลังเป็นปัญหาพฤติกรรมทางเพศของสังคมวัยรุ่น และปัจจุบันกล้าพูดได้เลยว่า สาวแรกรุ่นสมัยนี้สะกดคำว่า “พรหมจารีย์” ไม่เป็นแล้ว แน่นอนเด็กวัยรุ่นประพฤติตัวอยู่ในกรอบประเพณีมีอยู่จำนวนไม่น้อย แต่เด็กวัยรุ่นที่เดินหลงทางทุกวันนี้ก็มีจำนวนมาก ที่เห็นการเสียตัวเป็นเรื่องที่สนุก เป็นเรื่องของประสบการณ์ในชีวิต “ที่น่าเป็นห่วงที่สุด แม้แต่ผลการสำรวจของสวนดุสิตโพล ก็ยังระบุชัดเจนว่าเด็กผู้หญิงสมัยนี้เริ่มเสียตัวกัน ตั้งแต่อายุ 14-15 ปี บางคนก็เสียตัวด้วยความเต็มใจให้กับคนรัก คิดว่าผู้ชายจะรักเราจริง แต่พอเลิกกันไปมีผู้ชายคนใหม่ ก็พลีกายให้ชายคนรักอีก ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์อย่างนี้บ่อยๆ บางคนก็เห็นว่าไม่เสียหายก็เลยเถิดไปสู่การขายตัว” อาจารย์ทางด้านสังคมระบุอีกว่า เกือบทุกเดือนมีจำนวนพ่อแม่เด็กมากกว่าสิบราย โทรศัพท์เข้ามาปรึกษาเรื่องลูก ซึ่งอายุประมาณ 14-16 ปี ว่า ลูกสาวท้องบ้างและหนีตามผู้ชายไปบ้าง จะหาทางออกอย่างไร

และที่น่าตะลึงที่สุด มีอาจารย์โรงเรียนมัธยมหลายๆ โรงเรียน ต่างให้ข้อมูลว่า ขณะนี้เด็กมัธยมต้น นับเป็นระดับชั้นที่มีปัญหาเรื่องเพศสัมพันธ์ถึงขนาดตั้งท้องมากที่สุด จึงเป็นที่น่าหนักใจสำหรับคนที่เป็นพ่อ เป็นแม่ เพราะสภาพแวดล้อมทุกวันนี้ มีหลายสิ่งหลายอย่างที่มีอิทธิพล ฉุดเด็กให้เดินหลงทาง ทั้งสื่อต่างๆ ที่เด็กรับรู้ และที่ถือว่ามีอิทธิพลกับเด็กมากที่สุด คือ “เพื่อน” ทั้งนี้วัยรุ่นเป็นวัยที่ให้ความสำคัญกับเพื่อนมาก หากคบเพื่อนดีเด็กก็มักจะเดินในแนวทางที่ดี แต่ในขณะเดียวกันหากคบเพื่อนที่ “สำส่อน” โอกาสที่เขาจะสำส่อนก็มีเปอร์เซ็นต์สูงมาก “มันเป็นเรื่องจริง เคยรู้จักเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเป็นเด็กที่เรียนดีมาก แต่พอเข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง ไปคบเพื่อนที่เป็นกลุ่มที่นิยมเที่ยวเตร่ ทุกอย่างเปลี่ยนเด็กคนนี้เรียนไม่จบ ตั้งท้องและในที่สุดก็ต้องออกจากมหาวิทยาลัย พ่อแม่เด็กโทรมาปรึกษาว่า พวกเขาแทบไม่เชื่อเลยว่าลูกของเขาจะเปลี่ยนแปลงไปจากเด็กอยู่ในกรอบประเพณี จะกลายเป็นเด็กใจแตก” นอกจากเพื่อนจะมีอิทธิพลสำคัญต่อการกำหนดทิศทางของพฤติกรรมของวัยรุ่นแล้ว ปัญหาของครอบครัวก็เป็นอีกเหตุผลที่โยงใยสู่ถนนโลกีย์ สถาบันครอบครัว ถือเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลมากหากครอบครัวที่พ่อแม่ไม่มีเวลาให้ลูก ตีกรอบบีบคั้นเด็กมากเกินไปไม่รู้จักดูแลให้คำปรึกษาเยี่ยงเพื่อสิ่งเหล่านี้ก็ทำให้พื้นฐานสภาพจิตใจของเด็กอ่อนแอ ไม่เข้มแข็งถูกชักจูงได้ง่าย ในขณะเดียวกันครอบครัวที่อยู่ต่างจังหวัด ที่มักส่งลูกมาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ พ่อแม่ให้ลูกมาเช่าหอพัก บ้านเช่า อพาร์ตเมนต์ อยู่ในระหว่างการเรียนทำให้ห่างไกลจากพ่อแม่ ซึ่งเด็กกลุ่มนี้ก็ถือว่ามีความเสี่ยงที่จะเดินหลงทาง

“เด็กที่อยู่ตามหอพักร้อยละ 70 -80% ส่วนใหญ่จะมีปัญหา และพบว่าหลายคนต้องเดินเข้าสู่กระบวนการขายตัว เพราะการอยู่อย่างอิสระมากเกินไป บางคนเผลอใจ หลงกับความศิวิไลซ์ แสง สี เสียง เงินไม่พอใจ ก็ต้องหาลำไพ่พิเศษด้วยการขายตัว”

อย่างไรก็ตาม อยู่ที่ตัวของเด็กด้วย เด็กบางคนก็อยู่ในสภาพครอบครัวที่ดี อบอุ่น แต่ก็เสียผู้เสียคน หนีตามผู้ชาย และสุดท้ายต้องขายตัว เพราะมีต้นเหตุจากฝ่ายชายด้วย “หากผู้ชายคนไหนรักจริง ส่วนใหญ่เขาจะไม่ทำลายผู้หญิงก่อนถึงเวลาที่เหมาะสม นั่นหมายถึง การเข้าพิธีแต่งงาน แต่ยุคนี้ค่านิยมระหว่างคู่รัก ฝ่ายชายมักจะชิงสุกก่อนห่าม ซึ่งเมื่อสุดท้ายไม่ได้แต่งงานกันจริง ผู้หญิงก็เท่ากับต้องสูญเสียพรหมจารีย์อย่างไร้ค่า” ถนนค้าเซ็กซ์ในพ.ศ.นี้จึงล้วนเต็มไปด้วยหญิงสาวที่สวมชุดนักศึกษาและมีแนวโน้มจะเพิ่มมากขึ้น อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งเป็นวิวัฒนาการการค้าเซ็กซ์และเครื่องหมายการค้าบริการทางเพศยุคใหม่ ที่อดหวนคิดถึงรูปแบบการ

นับวัน เรื่องของ “ฟรีเซ็กซ์” หรือการแสดงออกเรื่องเพศแบบเสรี เหมือนกับวัฒนธรรมตะวันตก จะยิ่งเห็นได้ชัดในหมู่วัยรุ่นไทย ซึ่งเริ่มเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้น และยากที่จะแก้ไข ดังที่เราได้รับรู้ข่าวจากสื่อต่างๆ หรือได้เห็นมากับตา ซึ่งจะเห็นได้ว่า วัยรุ่นสมัยนี้กล้าที่จะเปิดเผยเรื่องเพศมากขึ้น เช่น การอยู่ด้วยกันทั้งๆ ที่ยังเป็นนักเรียน นักศึกษา, การกอดจูบลูบคลำกันในที่สาธารณะ และที่น่าตกใจยิ่งไปกว่านั้น คือ เรื่องของการแลกเปลี่ยนคู่นอนกันในหมู่เพื่อนฝูง หรือที่เรียกว่า “สวิงกิ้ง”

“สวิงกิ้ง” นับเป็นประเด็นเรื่องเพศในสังคมที่มีการพูดถึงกันอย่างหนาหู และในปัจจุบัน การสวิงกิ้งนั้นเริ่มจะเป็นที่นิยมแพร่หลายในหมู่วัยรุ่นมากขึ้นทุกที เมื่อวัยรุ่นนั้นเริ่มใช้อินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางติดต่อคนที่มีรสนิยมเหมือนกัน ด้วยการลงประกาศหาคู่สวิงกิ้งกันอย่างโจ๋งครึ่มในเวบบอร์ดที่มีเกือบอยู่ทุกเวบไซต์เรื่องเพศ

โสเภณีเป็นปัญหาสังคมหรือไม่ เป็นคำถามที่ชวนคิด เพราะหากมองอย่าง “คนนอก” ที่มองสังคมทั้งระบบ อาจจะมองว่า โสเภณีเป็นปัญหาใหญ่ของสังคม และเป็นตัวปัญหาสำคัญที่นำไปสู่ปัญหาด้านอื่นๆ ตามมา
ในอีกทางหนึ่ง หากมองอย่าง “คนใน” ในมุมมองปัจเจกบุคคล หรือในมุมของผู้เป็นโสเภณี/คนในระบบธุรกิจค้าประเวณี โสเภณีอาจมิใช่อะไรอื่นที่เป็นปัญหาสังคม ตรงกันข้ามสังคมต่างหากที่สร้างปัญหาให้โสเภณี เพราะไม่สามารถจัดหาตำแหน่งแห่งที่ หรือดูแลโสเภณีให้ถูกที่ถูกทาง และปัญหาต่างๆ เช่น มาเฟีย โสเภณีเด็ก อีตัวเถื่อน จึงเป็นผลมาจากรัฐ/สังคมต่างหากที่ปล่อยปละละเลย ไม่มองถึงความเป็นจริงและไม่คิดจะจัดการแก้ไขอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะมองในมุมใดก็จะเห็นได้ว่า มีปัญหาเกิดขึ้นแน่ ดังนั้นการ re-managing โสเภณี ก็น่าจะมองให้รอบพอที่จะเข้าใจได้ว่า โสเภณีเป็นปัญหาร่วมของชาติที่มีผลกระทบต่อระบบสังคม วัฒนธรรมและระบบการศึกษา ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะของตัวกระทำการหรือตัวรองรับการกระทำของสังคม
แต่ถึงกระนั้น พื้นฐานเบื้องต้นต่อการจัดการเรื่องนี้ก็คงอยู่ที่โลกทัศน์ของสังคมที่มองธุรกิจกิจโสเภณีว่าคืออะไร เป็นอย่างไร สมมติว่าถ้ามองเป็น “เชิงลบ” คือ ความชั่ว เลว ผิด ต่ำทราม การเสนอทางออกในการจัดการคือการ “ขจัด/ทำลายล้าง/ปราบปราม” ให้หมดสิ้นไปใช่ไหม ซึ่งที่ผ่านมาล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นว่า มันไม่เป็นผล
ในทางตรงกันข้ามหากมองโสเภณีใน “ด้านบวก” คือ มิได้เลวร้ายชั่วช้าต่ำทราม แต่ทำคุณอะไรบางอย่างให้สังคม โดยเฉพาะอย่างน้อยก็เป็นทางหนึ่งของทางออกในเรื่อง “การเก็บกด/ปิดกั้น/ต้องการทางเพศ” ในสังคมไทย ประเด็นคือมองเชิงบวกแล้วจะจัดการมันอย่างไร
1) ถ้ามองเชิงบวก ควรจะบวกมันไปเรื่อยๆ ใช่ไหม ทำให้ถูกต้อง (โดยไม่คำนึงถึงผิดชอบชั่วดี) ยกย่องเสียว่าควรปล่อยให้มันเติบโตไป ขยายตลาดไปให้มาก เพราะเป็นลู่ทางเพื่อความร่ำรวยทางเศรษฐกิจ
2) หรือมองเชิงบวก ที่เห็นว่า ควรจะทำให้ถูกในแง่ที่ จัดให้ถูกต้อง ทำให้ถูกที่ มีให้ถูกทาง เพื่อสนองตลาดเฉพาะกิจ ดูแลกลุ่มผลประโยชน์เฉพาะทาง โดยไม่ไปทำลายระบบศีลธรรม/วัฒนธรรม/สังคมส่วนใหญ่
นอกจากนี้ ประเด็นที่น่าจะทำความเข้าใจอีกประการในเรื่องนี้ คือ ขบวนการโสเภณีในปัจจุบันเองก็มีพลวัตรในตัวมันเอง โดยจากที่สังคมเคยรับรู้หรือเข้าใจว่า คนเป็นโสเภณีมักมาจากการถูกบังคับค้าหรือจำยอมแบบในฐานะ “ผู้ถูกกระทำ” (object) กลับกลายเป็นการเลือกเข้าสู่อาชีพโสเภณีโดยสมัครใจ/ตั้งใจ หรืออีกนัยคือพลวัตรที่ได้แปลงภาพผู้ถูกกระทำหรือเหยื่อมากลายเป็น “ผู้กระทำการ” (subject) หรือ “ผู้ล่า” ที่คอยหาเหยื่อที่ดูโง่แต่โก้หรูแทน
ดังข้อมูลจากการศึกษาวิจัยในหลายแหล่ง เช่น มูลนิธิผู้หญิง งานวิจัยการศึกษากับสังคมของคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ งานสนิมดอกไม้ และงานศึกษาอื่นๆ ซึ่งสามารถยกตัวอย่างลักษณะการเป็นโสเภณีที่ปรากฏในปัจจุบันได้เช่น (อาจมีมากกว่าที่นำเสนอ)
โสเภณีสมัยก่อน (เหตุผล สู่ทางเลือกและการกระทำ) 
กลุ่มหนึ่ง “เพราะเลือกเกิดไม่ได้ จึงไม่มีทางเลือก” คือ หมดสิทธิ์เลือก ถูกบังคับ ไร้ความรู้ ไร้การศึกษา 
กลุ่มสอง “เลือกแทบไม่ได้ จึงต้องเลือก” นั่นคือคำตอบสุดท้าย หรือทางเลือกเดียวที่จะไปได้ เพราะความรู้ 
การศึกษาต่ำ
โสเภณีปัจจุบัน (เหตุผล สู่ทางเลือกและการกระทำ) 
กลุ่มสาม “คือทางเลือกที่ดีอันดับแรก” เป็นคำตอบแรกที่ดีสำหรับชีวิต ไม่ต้องคิดมากอะไรแล้ว 
กลุ่มสี่ “เป็นทางเลือกคู่ขนาน” หรือทางเลือกเสริม ทำไปพร้อมๆ กับอาชีพอื่น หารายได้เสริมจากงานประจำ 
การศึกษาสูง
กล่าวได้ว่าเมื่อมองความสลับซับซ้อนของโสเภณีไทยในวันนี้ ก็จะเห็นว่ามีหลายคำตอบ การจัดการ/จัดระเบียบโสเภณีถูกกฎหมายคงมิเพียงการสร้างแนวทางใดแนวทางหนึ่งเพื่อจัดการ (management) โสเภณีในทุกกลุ่มทุกประเภท และในทางนี้ ประเด็นสำคัญ คือสังคมไทยมีองค์ความรู้มากพอต่อการจัดการชุดความรู้ของระบบโสเภณีที่หลากหลายเหล่านี้เพียงใด และมีองค์ความรู้แห่งการจัดระเบียบที่ต้องการความหลากหลายและแนวทางที่ชัดเฉพาะกลุ่ม
ตัวอย่างพื้นที่โสเภณี สามสี่สนามข้างต้น น่าจะสะท้อนให้เห็นว่า ทางออกหรือมาตรการสำหรับการจัดการเรื่องนี้ก็คงไม่ควรจะมีลู่ทางเดียว หากแต่ควรมีหลายช่องทางที่ดีหรือมียุทธวิธีมากแบบที่จะจัดการงานให้ตอบโจทย์ปัญหาเฉพาะกลุ่มเฉพาะกิจด้วย และแน่นอนว่านั่นย่อมกระทบต่อระบบกระบวนการศึกษาอย่างแน่ชัด อันหมายความว่า การศึกษาจะต้องเข้าไปมีบทบาทไม่ทางใดก็ทางหนึ่งที่จะต้องสร้างความรู้ความเข้าใจต่อปรากฏการณ์ใหม่ๆ ของโสเภณี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พื้นที่ใหม่” ที่กำลังจะกลายเป็นสิ่งถูกกฎหมายในวันนี้ รวมไปถึงพื้นที่แปลกใหม่ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ซึ่งสิ่งที่กระบวนการศึกษาน่าจะเร่งและทำได้ในทันที อาทิ
- ในแง่องค์ความรู้ : การศึกษาต้องเข้าไปช่วยในแง่เป็นเครื่องมือค้นหา/วิจัย (research) เพื่อทำความเข้าใจ/สร้างความรู้ต่อการจัดการความหลากหลายของโสเภณี และพื้นที่ธุรกิจเหล่านี้ที่กำลังขยายตัวในสังคม ด้วยกระบวนการร่วมค้นหาทางออกที่ดีสำหรับทุกฝ่ายและเพื่อประโยชน์สังคม ที่สำคัญองค์ความรู้เหล่านี้ควรส่งไปถึงเบื้องบนที่มีอำนาจในการจัดการ เพื่อให้เป็นฐานข้อมูลที่มากพอสำหรับการวางยุทธศาสตร์ที่ใช้จัดการเรื่องดังกล่าว
- รัฐ/สถาบันที่รับผิดชอบต่อการจัดการโสเภณี : กระทรวงไหน หรือหน่วยงานใดจะรับผิดชอบเรื่องนี้ ควรมีมาตรการกำกับดูแลป้องกัน ควบคุม ปราบปราม “จำกัด/จัดพื้นที่” (zoning) ให้มีพื้นที่เฉพาะที่ไม่ใช่มีเกลื่อนทั่วสาธารณะ การไม่ตีตราขึ้นทะเบียนโสเภณี แต่ขึ้นทะเบียนสถานประกอบการให้ถูกต้อง (ให้รับผิดชอบการดูแลธุรกิจและดูแลโสเภณีอย่างถูกต้องชอบธรรม) การบังคับใช้กฏหมาย เช่น การจับกุมผู้ค้าประเวณีเด็กหรือการบังคับค้า รวมไปถึงมาตรการ “สร้าง/ให้ความรู้” (educating) ทั้งในแง่สำหรับกลุ่มโสเภณี และประชาชนทั่วไป เช่น ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพของตนเอง และสุขภาวะของสังคมโดยเลี่ยงการเสี่ยงสนุกทางเพศ เป็นต้น
- การศึกษาทั้งในระบบโรงเรียน นอกระบบ และตามอัธยาศัย : จะต้องไปเสริมสร้างความรู้ความเข้าต่อเรื่องที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบของขบวนการโสเภณี/พื้นที่ที่มีกับผลกระทบต่อสังคม หัวใจสำคัญคือทำ/สร้างให้ผู้เรียนได้รับรู้หรือเข้าใจว่า สิทธิและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์นั้นแท้จริงอยู่ตรงไหน การให้คุณค่ากับคนหรือความเป็นมนุษย์ควรคำนึงถึงอะไร และมนุษย์จะอยู่อย่างไรอย่างเป็นสุข (แน่นอนว่าโสเภณีคือก็คน หากแต่พวกเธอ/เขา ได้เลือกดำรงศักดิ์ศรีหรือมองคุณค่าในความเป็นมนุษย์ของตนเองต่างออกไป และไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ การกระทำเหล่านี้ล้วนมีผลต่อสุขภาวะด้านต่างๆ ของโสเภณีทั้งสิ้น เช่น ต้องติดยา เสี่ยงโรคเรื้อรัง ฯลฯ)
- ระบบสังคมและวัฒนธรรม : จะต้องเข้ามาช่วยหล่อหลอมคุณค่าและสำนึกที่ดี โดยอาศัยกระบวนการขัดเกลาทางสังคมและการถ่ายทอดวิถีชีวิตที่ถูกครรลองครองธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสังคมและวัฒนธรรมดำรงอยู่ได้ด้วยความเชื่อและหลักธรรมทางศาสนา ก็จำเป็นต้องอาศัยศาสนาเป็นเครื่องกำกับจิตใจ การมีสติ การรักษา “ศีล” เช่นเดียวกับสถาบันครอบครัว และสถาบันต่างๆ ในชุมชนจะต้องช่วยกันปลูกฝังคุณค่าแท้ (value) ของมนุษย์ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้แม้จะทำได้อย่างในยุคปัจจุบัน แต่ถ้าไม่ทำ สังคมก็อาจจะไปไม่รอด
- กระบวนการสื่อสารทางสังคม : การให้ข้อมูลข่าวสารที่รอบด้าน มากพอที่จะช่วยให้ประชาชนเข้าใจ และแยกแยะได้ มิใช่กระบวนการครอบงำหรือชวนให้เชื่อฝ่ายใดฝ่ายเดียว แต่ต้องยืนอยู่บนหลักที่ไม่เอียง “เชียร์-แช่ง” จนไร้เหตุอันทำให้สังคมไม่อาจเข้าใจปัญหาที่เป็นจริงได้
กล่าวโดยสรุปว่า “โสเภณีไทยจะอยู่ตรงไหนในแผ่นดินสยาม” คำตอบของการจัดการในเรื่องนี้ก็คงขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบ หลายบริบท หลายความคิด การสรุปเรื่องดังกล่าวว่าถูกต้อง ผิดชั่วในยุคนี้ และคงไม่ใช่ทางออกที่ดีสำหรับสังคม อย่างไรก็ดีสำหรับในยุทธศาสตร์ของการจัดการ “โสเภณีและพื้นที่” ทุกฝ่ายคงต้องร่วมกันขบคิดด้วยว่า ถ้าจะทำให้โสเภณีถูกกฎหมาย มีพื้นที่ทางสังคม ก็ต้องไม่กระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ หรือไม่ขยายออกไปจนทำให้สังคมทั้งหมดเห็นดีเห็นงามกับดำเนินธุรกิจประเภทนี้ จนทำให้ระบบคุณค่าที่มองศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์ต้องสูญสลายไป และมนุษย์ได้กลายเป็น “สินค้า” ที่ท้ายที่สุดก็ไม่อาจตอบได้ว่า พัฒนาประเทศไปแล้ว “สยามประเทศดีขึ้นอย่างไร”

เมื่อธุรกิจโสเภณี หรือการค้าบริการทางเพศถูกกฎหมายได้กลายเป็นมาตรการที่รัฐเสนอขึ้น เพื่อ “re-managing” เศรษฐกิจนอกระบบให้กลับมาสู่ระบบที่ชอบโดยกฎหมาย อย่างไรก็ตามกระบวนการจัดการ/จัดระเบียบใหม่สำหรับกรณีธุรกิจการค้าโสเภณีก็ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับทางออกที่รัฐได้เสนอให้กับสังคม
ดังนั้นในงานเขียนชิ้นนี้ จึงหยิบประเด็นธุรกิจโสเภณีมาวิเคราะห์ วิพากษ์ปรากฏการณ์ดังกล่าวในแง่โสเภณี การมีอยู่และความหมาย รวมถึงนัยต่อผลกระทบต่อสังคมและวัฒนธรรมแล้ว และทางออกของการจัดการ โดยอาศัยหลักวิเคราะห์ภายใต้แนวคิดเชิงบูรณาการ แนวคิดเรื่องพื้นที่ (space) และแนวคิดพัฒนศึกษา
โสเภณีหญิงงาม นางกลางเมือง : ค้าเซ็กส์ เสพกาม สนามชีวิต 
”โสเภณี” คืออะไร เป็นใคร อยู่ตรงไหน ทำอะไรในสังคม
คำถามดังกล่าวอาจจะมีตอบคล้ายๆ กันในหลายสังคมว่า โสเภณีคือ “หญิง/ชายขายตัว” หรือการขายตัวเป็นสินค้า โดยร่วมหลับนอนมีเพศสัมพันธ์ เพื่อแลกกับเงินตราหรือสิ่งของเป็นผลตอบแทนอื่นๆ (ยศ สันติสมบัติ, 2535) โสเภณีมีชีวิตอยู่ในซ่อง/โรงแรม/แหล่งโลกีย์ต่างๆ โดยไม่ได้ทำอะไรให้สังคมได้เท่ากับแค่สนองความต้องการทางเพศของผู้กระหายในกามารมณ์ ดังนั้นธุรกิจธุรกรรมต่างๆ ของโสเภณีจึงเกี่ยวพันกับเรื่องของการค้าเซ็กส์ เสพกาม จนมีการเปรียบโสเภณีเป็น “อีตัว” ตัวอะไรสักอย่างที่เหมือนไม่ใช่คนปกติ โดยสามารถเสพสมผสมพันธุ์กับคนทุกเผ่าทุกเชื้อชาติทุกชนชั้นที่มีผลตอบแทนให้ได้ อันหมายความว่า โสเภณีจะมีพื้นที่อยู่ตรงไหนก็ตาม แต่ก็คือ “แหล่งชั่ว” และนั่นคือความรู้ความเข้าใจที่คนส่วนใหญ่ยอมรับกัน
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาให้ลึก นัยต่อการมองโสเภณีนั้นแปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัยของสังคม เช่น เดิมก่อนสมัยใหม่ (pre-modern) ที่อธิบายสังคมด้วยระบบเทวะ –> สู่พระเจ้ากำหนด –> สู่พระบัญญัติ (มีกฎ/บรรทัดฐาน) การมีโสเภณีจึงเป็นเรื่องผิดศีลธรรมจรรยา การควบคุมจัดการจึงมีทั้งรูปแบบการกำราบ ประจาน ตีตรา และสร้างภาพลักษณ์แห่งความชั่วช้าเพื่อป้องกันหรือทำให้คนหวาดกลัว ไม่ใช้ชีวิตมั่วกับกิจกรรมเหล่านี้
แต่ถึงกระนั้นโสเภณีก็ยังมีขึ้นเพื่อสนองกามารมณ์ของเทว/เจ้า/ฤาษีชีไพร พื้นที่ของโสเภณีอาจมีพื้นที่เล็กๆ ที่มีเพื่อสนอง “ใครบางคน” (some one) แต่ถึงกระนั้นในสังคมไทยก็มีการจำกัดพื้นที่สำหรับโสเภณีไว้ว่า ผิด ไม่ควรและไม่มีที่อยู่ให้ โดยสร้างความเชื่อ เช่น ความเชื่อไตรภูมินรก-สวรรค์ กรรม เป็นต้น (จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์, 2540) เพื่อป้องกันการก่อเกิดธุรกิจโสเภณี
เมื่อมาถึงสมัยใหม่ (modern) ดูเหมือนโสเภณีจะเริ่มมีพื้นที่กว้างขึ้น ฉะนั้น “ความเป็นโสเภณี” จึงถูกกำหนดให้มีหน้าที่ทางสังคม หรืออีกนัยคือสังคมกำหนดให้ต้องมี “โสเภณี” เพื่อทำ “หน้าที่เฉพาะกิจ” บางอย่างที่สังคมบัญญัติไว้ เช่น โสเภณีเป็นระบบหนึ่งที่ทำหน้าที่ในกิจกรรมทางเพศ “ที่ต้องห้าม/ปกปิด” สำหรับคนส่วนใหญ่ แต่เป็น “ช่องทาง/พื้นที่ของการแสดงพลังทางเพศ” สำหรับคนเฉพาะกลุ่ม กรณีเช่นมิดะจึงได้รับสถานภาพที่เปรียบเสมือน “ครูเพศ” ที่สอนประสบการณ์ทางเพศ และมีพื้นที่ที่ถูกจัดวางให้ควรแก่การเคารพให้เกียรติ ดังที่แนวคิดโครงสร้างหน้าที่ (structural-function) มองว่า ทุกสังคมมีระบบที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน และในระบบต่างมีหน้าที่กระทำการต่างๆ เพื่อให้สังคมดำรงอยู่ได้ (สัญญา สัญญาวิวัฒน์, 2533)
พื้นที่ของโสเภณีได้ขยายตัวอย่างมากเมื่อแนวคิดทุนนิยมระบาด “โสเภณี” กลายเป็นผลรวมอันว่าด้วยแหล่งธุรกิจ ตลาดสินค้า อุตสาหกรรมบริการ-การบริโภคกาม หรือช่องทางสร้างรายได้ที่ลงทุนต่ำได้กำไรสูง ซึ่งในยุคสมัยหนึ่งประเทศไทยเองก็ได้เปิดธุรกิจการค้าประเวณี/โสเภณี โดยมีรัฐเป็นผู้จัดการควบคุม รวมไปถึงการสร้างขบวนการแห่งการจัดหา ชักนำ บังคับค้าหญิงและเด็กสู่การค้าประเวณี (ศิริพร สะโครบาแนค และคณะ, 2540)
ซึ่งแม้ภายหลังสหประชาชาติได้มีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยเรื่องปรามการค้าหญิงและเด็ก ค.ศ.1921 และค.ศ.1949 และอนุสัญญาฉบับหลังนี่เองที่มีแนวคิดต้องการล้มเลิกระบบโสเภณี โดยไม่ให้รัฐเข้าไปควบคุมการค้าประเวณี (แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้ระบุว่าการเป็นโสเภณีเป็นความผิดที่ต้องลงโทษ)
ประเทศไทยเองก็ได้สนองตอบโดยออกกฎหมายปรามการค้าประเวณีในปี พ.ศ.2503 ทำให้การค้าประเวณีซึ่งเป็นกิจกรรมที่รัฐเคยเข้าควบคุมด้วยการจดทะเบียนซ่องและหญิงโสเภณีกลายเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย และหญิงที่ค้าประเวณีต้องถูกปราบปรามจับกุมลงโทษ แต่ไม่มีการลงโทษผู้ใช้บริการ แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ได้สามารถหยุดยั้งการเติบโตของอุตสาหกรรมบริการทางเพศ และธุรกิจการค้าหญิงได้ (ศิริพร สะโครบาแนค และคณะ, 2540)
ประเด็นที่น่าคิดก็คือขณะที่ “โสเภณี” ถูกจัดวางให้อยู่ใน “พื้นที่แอบ” อันมีกฎหมายปรามการค้าประเวณีรองรับ แต่ในความเป็นจริง มีผลวิจัยจำนวนไม่น้อยที่ได้ปฏิเสธสมมติฐานว่า การค้าดังกล่าวจะลดลงเพราะมีกฎหมายห้าม ตรงกันข้ามจะเห็นได้ว่าในช่วงสามสี่ทศวรรษที่ผ่านมา ธุรกิจการค้า “โสเภณี” นอกจากจะมิได้ลดลงแล้ว ยังกลับขยายตัวมากขึ้น ถึงกับมีการประมาณไว้ว่า ประเทศไทยมีโสเภณีไม่ต่ำกว่า 75,000 คนและสูงเกือบถึง 2 ล้านกว่าคน (ผาสุก พงษ์ไพจิตร และคณะ, 2543) และในบรรดาจำนวนโสเภณีที่มีอยู่นี้ถึงกับเป็นแหล่งทำเงินที่สร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างมหาศาล เรียกได้ว่า ไม่ว่าจะมีกฎหมายห้ามปรามอย่างไร หรือมีขบวนการต่อต้านการค้าโสเภณีว่าเป็นธุรกิจที่สร้างธุรกรรมที่ผิดศีลธรรมจรรยาเพียงใด ก็ยังไม่อาจต้านทานกระแสการเติบโตของตลาดการค้าบริการทางเพศดังกล่าวที่นับวันมีแต่จะขยายตัวสูงขึ้นๆ ยิ่งเมื่อรัฐส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทยก็ยิ่งทำให้ภาคอุตสาหกรรมบริการทางเพศเบ่งบานจนกฎหมายปราบปรามแทบจะใช้ไม่ได้ผล ด้วยเหตุนี้ เมื่อมองในมุมกลับกัน การที่รัฐได้เสนอทางออกของการจัดการในเรื่องนี้ใหม่ว่า เมื่อไม่อาจปรามหรือห้ามไม่ให้มีธุรกิจนี้แล้ว ทางที่ดีก็ยอมรับว่ามีอยู่จริง และทำให้ถูกกฎหมายเลยดีไหม เพื่อให้ “โสเภณี” เป็น “สินทรัพย์/ทุนคน/สินค้ามนุษย์” ที่จะไปช่วยเสริมพลังทางเศรษฐกิจของประเทศเสียเลย อันหมายความว่า แทนที่จะปิดพื้นที่โสเภณีให้อยู่ใน “มุมอับ” ก็เปิดพื้นที่ให้ได้อยู่ในที่โล่งกว้าง “มุมสว่าง” หรือแปลงนัยจาก “โสเภณีในความเป็นอื่น” (other) มาเป็น “หญิงกลางเมือง” ในพื้นที่สาธารณะที่ “ทุกคน” (everyone) ต้องยอมรับ/เข้าใจได้
แน่นอนว่า เมื่อมุมมองต่อการมีอยู่ของโสเภณีเปลี่ยนไปด้วยยุคสมัย 
คำถามก็คือ เรามองกิจการโสเภณีเป็นอะไร อย่างไร
ยิ่งในยุคหลังสมัยใหม่ (post-modern) ที่สังคมต่างมีความเป็นปัจเจกชนมากขึ้น มีความต่างหลากหลาย มีแนวคิดแยกแปลกกระจาย มุมมองต่อการมีโสเภณี และพื้นที่ก็เป็นเรื่องของอำนาจและการช่วงชิงอำนาจ ซึ่งนักคิดอย่างฟูโก ถือว่า ร่างกายของมนุษย์ก็เป็นพื้นที่ชนิดหนึ่ง มีวาทกรรมขององค์ความรู้ มีระเบียบ กฎเกณฑ์ กติกาชุดหนึ่งกำกับเรื่องนี้อยู่ (ชัยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, 2545) ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกที่ประเด็นเรื่องของโสเภณีถูกกฎหมายจึงมีทั้งการเรียกร้อง-ต่อต้าน เห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย ถูก-ผิด ฯลฯ ที่วิพากษ์กันมากในปัจจุบัน