โลกและการเปลี่ยนแปลง


จากการอ่านหนังงสือทั้งสองเล่ม คือ หนังสือวิวัฒนาการและหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์เล่ม 4 ในส่วนของชื่อหนังสือ ผู้วิจารณ์ชื่อของหนังสือในเล่มแรกนั้นยังมีความไม่ชัดเจนอยู่มาก เนื่องจากคำว่า “วิวัฒนาการ” นั้น โดยส่วนมากเราทุกคนก็จะเข้าใจอยู่แล้วว่ามันคือ การที่มีสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ได้มีการพิจาราณาขึ้นอย่างค่อย ๆเป็นค่อย ๆไป แต่ในที่นี้ไม่ได้บอกไว้ว่าวิวัฒนาการอะไร จึงอาจทำให้ผู้ที่อ่านแต่เฉพาะหน้าปกไม่เข้าใจได้ แต่หากการตั้งชื่อเช่นนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นผลเสียเสมอไปเพราะอาจไปเจอกับผู้อ่านที่เป็นคนช่างสังเกต อยากรู้อยากเห็นอยู่ในตัวก็จะเกิดผลดีได้เนื่องจากอาจเป็นแรงบันดาลใจให้อยากพลิกหน้าต่อ ๆไปของหนังสือเพื่อแก้ความฉงนสงสัยอยู่ในตัวก็เป็นได้ส่วนในเล่มที่สองนั้นชื่อหนังสือนั้นถือว่าดีในระดับหนึ่ง เนื่องจากเป็นหนังสือที่ฟังดูครอบคลุมเนื้อหาสาระต่าง ๆ ของเรื่อง จนออกจะครอบคลุมเสียกว้างมากไป เพราะในเนื้อหาของเรื่องได้กล่าวแค่เพียงส่วนหนึ่งของวิทยาศาสตร์ คือ เรื่องเกี่ยวกับโลกและการเปลี่ยนแปลงดังนั้นหากจะตั้งชื่อเรื่องที่มีลักษณะมีลักษณะเป็นความที่กว้าง ๆ แต่ไม่ได้มีเนื้อหาที่ครบทุก ๆ ด้าน ก็ควรที่จะบอกว่าคือ ตอนอะไร เช่น หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์เล่ม 4 ตอน โลกและการเปลี่ยนแปลง เป็นต้น จะเป็นการทำให้ผู้อ่านจะมีความเข้าใจมากกว่า และลดการยุ่งยากในการค้นหา ทำความเข้าใจในหนังสือได้ดีกว่าอีกด้วย
ในส่วนประเภทของหนังสือหนังสือทั้งสองเล่มนั้นเป็นหนังสือประเภทวิชาการด้วยกันแต่จะแตกต่างกันอยู่ที่ว่า หนังสือเล่มแรกนั้นจะออกไปแนวของสารคดีเสียมากกว่า เพราะมีภาษาวิชาการที่เข้าใจได้ยาก แต่ในเล่มที่สองจะอยู่ในรูปแบบของแบบเรื่องที่มีเนื้อหาพื้น ๆ ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ซึ่งอ่านแล้วจะเข้าใจได้ทันที่ หนังสือเล่มแรกจึงไม่เหมาะกับนักเรียนอย่างเล่มที่สอง แต่เหมาะสำหรับผู้ที่อยู่ในระดับอุดมศึกษาขึ้นไป รวมทั้งนักวิชาการ และบุคคลทั่วไปที่ต้องการเจาะลึงในเรื่องนั้น ๆ
โดยจากหนังสือทั้งสองเล่ม ผู้เขียนหนังสือมีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกัน ซึ่งในเล่มแรกผู้เขียนต้องการให้ความรู้ที่เจาะเฉพาะในเรื่องอย่างละเอียดลึกซึ้ง โดยมุ่งตลาดไปที่ผู้สนใจในเรื่องของวิวัฒนาการมนุษย์อย่างแท้จริงเพราะฉะนั้นผู้เขียนจึงต้องพยายามหาแหล่งต่าง ๆ เพื่อให้ดึงดูดใจผู้อ่าน เช่น การลงภาพสีต่าง ๆ เพื่อให้ได้กลุ่มที่สนใจที่มากขึ้น ส่วนในเล่มที่สองผู้เขียนได้มุ่งไปสู่นักเรียนเนื่องจากเป็นหนังสือแบบเรียนภาคบังคับอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นที่จะต้องสร้างสิ่งดึงดูดใจในด้านต่าง ๆ ดังนั้นในเล่มนี้จึงดำเนินไปในแบบที่เรียบง่ายได้ ซึ่งนับเป็นข้อที่ได้เปรียบของหนังสือเล่มที่สอง
หนังสือสองเล่มนี้มีการนำเรื่องที่ค่อนข้างแตกต่างกันคือ ในเล่มแรกจะนำเรื่องโดยการชี้เฉพาะจุดของสิ่งสำคัญ เช่น การกล่าวถึงมนุษย์โฮโมอิเล็คตัส เป็นต้น และยังขยายความถึงจุด ๆ นั้นให้ลึกลงไปอีก เพื่อให้ผู้อ่านได้มีความรู้ในเนื้อเรื่องอย่างละเอียด หนังสือเรื่องนี้จึงเหมาะกับการทำรายงานวิชาการอย่างยิ่ง แต่ในส่วนของเล่มที่สองนั้นได้มีการนำเรื่องในแบบบอกถึงเนื้อหาในส่วนที่กว้าง ๆ แล้วค่อยนำไปสู่เนื้อหาที่แคบเข้า แล้วจึงบอกถึงจุดสำคัญของเรื่องก็เนื่องมาจากหนังสือเล่มนี้เป็นแบบหนังสือแบบเรียนที่ต้องพยายามกล่าวถึงลักษณะโดยรวมเพื่อเป็นการเกริ่นนำให้กลุ่มเป้าหมายซึ่งก็คือนักเรียนได้มีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ โดยทั่วไปก่อน เพราะจะเป็นการทำความเข้าใจได้ง่ายกว่าการนำแบบเล่มแรก
ในส่วนเนื้อเรื่องของทั้งสองเล่มเป็นไปในลักษณะที่เป็นการวิวัฒนาการเหมือนกันแต่แตกต่างกันที่ว่าวิวัฒนาการสิ่งใด คือเล่มแรกเป็นวิวัฒนาการเกี่ยวกับมนุษย์ส่วนในเล่มที่สองเป็นการวิวัฒนาการเกี่ยวกับโลก โดยเนื้อหาของเล่มแรกจะกล่าวถึงอย่างละเอียด เช่น โฮโมแฮบิลิส เป็นมนุษย์แท้จริงพวกแรก เมื่อ 1.5 ล้านปีมาแล้ว เป็นต้น ซึ่งบอกถึงชื่อชนิดของโฮโมและเวลาอย่างชัดเจน แต่ในส่วนของเล่มทีสองมักมีเนื้อหาที่ไม่ค่อยละเอียดและเจาะจงมากนัก เช่น ส่วนธรรมชาตินั้นทำให้เปลือกโลกเปลี่ยนแปลงโดยการเคลื่อนที่ของหินหนืดในชั้นแมนเทิล เป็นต้น โดยมิได้บอกหรือขยายความคำว่าชั้นแมนเทิล เพราะผู้เขียนไม่ได้ต้องการที่จะให้ผู้อ่านรู้อย่างเจาะลึกแต่ผู้เขียนต้องการแค่เพียงให้ผู้อ่านรู้อย่างเข้าใจพอประมาณ เนื่องจากหนังสือแบบเรียนของชั้นมัธยมต้นซึ่งก็ถือว่าเนื้อหาพอเหมาะแล้วกับวัยวุฒิของผู้อ่าน
โดยหนังสือทั้งสองเล่มนี้ก็ได้มีข้อมูลต่าง ๆ เข้ามาช่วยประกอบให้ผู้อ่านมีความเข้าใจได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น อย่างเช่นในหนังสือเล่มแรกส่วนใหญ่ก็จะเน้นของเรื่องของรูปภาพที่มาประกอบโดยมีรูปของการวิวัฒนาการของมนุษย์วานรจนถึงยุคปัจจุบัน ซึ่งทำให้ผู้อ่านสามารถคิดตามไปได้และจดจำลักษณะเด่นต่าง ๆ ของมนุษย์ในแต่ละขั้นได้ดียิ่งขึ้น ในส่วนของหนังสือเล่มที่สองมีข้อมูลเช่นกัน แต่ข้อมูลส่วนใหญ่จะเป็นไปในลักษณะของสถิติตัวเลข เช่น ถ้าต้องการดินที่มีค่า pH 5.5-6.0 ซึ่งยังไม่ค่อยมีรูปภาพมาประกอบมากนัก หากมีก็มักจะเป็นรูปขาวดำ ซึ่งอาจจะแตกต่างจากเล่มแรกที่มีรูปภาพประกอบมากและเป็นรูปสีจึงทำให้ดึงดูดใจได้มากว่า แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันในหนังสือทั้งสองเล่มนี้ก็คือ มีข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงแบบวิชาการเหมือนกัน
การใช้ภาษาในเล่มแรกได้ใช้ภาษากึ่งแบบแผน ที่มีความแจ่มแจ้ง ชัดเจนโดยได้อธิบายรายละเอียดของคำศัพท์วิชาการได้อย่างดี เช่น ออสตราโลพิธีคัส ,โฮโมอิเล็กตัส ,นีแอนเดอร์ธัล ฯลฯ  จนเป็นที่เข้าใจของผู้อ่าน  ทั้งยังมีการแบ่งวรรคตอน ทำให้อ่านได้สบายตาและเข้าใจได้มากขึ้น  ส่วนในเล่มที่สองกึ่งแบบแผนเช่นเดียวกัน แต่ยังคงมีความกำกวมอยู่บ้างในคำศัพท์วิชาการ  เนื่องจากบางครั้งก็ได้กล่าวถึงคำศัพท์วิชาการขึ้นมาอย่างลอยๆ โดยมิได้ขยายความหรือบอกความหมายของคำศัพท์  จนบางครั้งทำให้ผู้อ่านไม่สามารถใช้หลักความเข้าใจได้ จึงต้องใช้หลักในการจำแทน  ซึ่งนับเป็นข้อเสียเนื่องจาก  ความเข้าใจนั้นจะสามารถทำให้เราจำติดตัวได้มากกว่าการจำ  แต่ในเล่มที่สองนี้ ก็ได้มีการแบ่งวรรคตอนได้ดีไม่น้อยไปกว่าเล่มแรก
ในการจบของเนื้อเรื่องเล่มแรก จบได้อย่างสมบูรณ์แบบ  แต่ก็ยังคงประกอบด้วยคำศัพท์ทางวิชาการมาตลอดจึงถือว่าสอดคล้องกับคำนำ เนื้อเรื่อง อย่างเสมอต้นเสมอปลาย  ส่วนเล่มที่สองจะจบภายในขอบเขตของหัวเรื่องที่มี  นั่นก็คือ โลกและการเปลี่ยนแปลง  ซึ่งก็ถือว่าจบเนื้อหาได้ครบถ้วนตามหัวเรื่องที่กำหนด เช่น การเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกมีอะไรบ้าง หินแบ่งออกเป็นกี่ชนิด เป็นต้น
จากการอ่านทั้งสองเล่มผู้วิจารณ์เห็นว่า เล่มแรกมีเนื้อหาที่เด่นชัดมากกว่าเล่มที่สอง  แต่ในการอ่านทำความเข้าใจนั้น  เล่มที่สองอ่านแล้วจะรู้สึกเข้าใจได้ง่ายกว่า  เนื่องจากใช้ภาษาที่ไม่วิชาการมากนัก  แต่เล่มแรกนั้นมักจะมีศัพท์วิชาการอยู่มาก จึงต้องใช้เวลาในการอ่านและทำความเข้าใจมากกว่า  โดยผู้วิจารณ์คิดว่าหนังสือทั้งสองเล่มนั้นมีส่วนดีทั้งคู่  จึงเลือกหนังสือทั้งสองเล่มนี้มาวิจารณ์  แต่ผู้วิจารณ์ได้เลือกเรื่องที่มีเนื้อหาเป็นวิวัฒนาการเหมือนกัน  แต่เป็นวิวัฒนาการคนละด้าน  ก็เนื่องมาจากต้องการความแปลกใหม่  และได้เนื่อหาการเทียบที่กว้างขึ้น  เพราะคิดว่าหากนำเนื้อหาที่เป็นไปในทางเดียวกันเสียทั้งหมดมาวิจารณ์  ก็คงจะเป็นสิ่งที่ค่อนข้างซ้ำซากจำเจ  และเล็งเห็นถึงความแตกต่างได้ยาก  อีกทั้งหนังสือที่นำมาใช้ในการวิจารณ์นั้นเล่มแรกเป็นหนังสือประเภทวิชาการเจาะลึก  ส่วนในเล่มที่สอง เป็นหนังสือของชั้นมัธยมต้น  จึงถือว่ามีความแตกต่างกันอยู่มากพอสมควร  แต่ก็ยังไปในทิศทางของวิวัฒนาการเช่นเดียวกัน  โดยหนังสือทั้งคู่มีเนื้อหาที่ดีทั้งหมด  แต่เราจะต้องรู้จักนำเสนอให้ถูกกับคุณวุฒิ วัยวุฒิ ของผู้อ่าน  จึงเรียกได้ว่าเป็นการใช้หนังสือได้อย่างถูกต้องตามจุดประสงค์ของผู้เขียน
ในด้านรูปแบบของปกนั้นหนังสือเล่มแรกใช้ปกแข็ง หน้าปกเป็นสีน้ำเงินเข้ม มีตัวหนังสือเขียนส่วนบนว่า  วิวัฒนาการและมีรูปหน้าลิงสามตัว ซึ่งแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์  การใช้ปกแข็งนั้นทำให้หนังสือไม่ชำรุดง่าย สามารถกันน้ำได้ และดูเป็นหนังสือทางวิชาการมากขึ้น ส่วนรูปหน้าลิงสามตัวนั้น ก็ตรงตามเนื้อหาดี เพราะแยกกันตามสายพันธุ์วิวัฒนาการ  ส่วนหนังสือเล่มที่สอง ใช้ปกอ่อน หน้าปกเป็นสีเหลือง มีรูปโลกเมื่อ 180 ล้านปีมาแล้ว จนถึงปัจจุบัน และ เหตุการณ์ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ เช่นภูเขาไฟระเบิด หรือ น้ำพุร้อน การใช้ปกอ่อนนั้นทำให้หนังสือดูบางและทำให้ไม่ดูเป็นวิชาการมากเกินไป ส่วนหน้าปกสีเหลืองนั้นทำให้ดูเด่น สดใส  การที่มีรูปอยู่บนปกหนังสือทำให้เรารู้ว่าจะได้ความรู้เกี่ยวกับอะไรและมีความอยากที่จะอ่านมากขึ้น

จากการอ่านหนังงสือทั้งสองเล่ม คือ หนังสือวิวัฒนาการและหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์เล่ม 4 ในส่วนของชื่อหนังสือ ผู้วิจารณ์ชื่อของหนังสือในเล่มแรกนั้นยังมีความไม่ชัดเจนอยู่มาก เนื่องจากคำว่า “วิวัฒนาการ” นั้น โดยส่วนมากเราทุกคนก็จะเข้าใจอยู่แล้วว่ามันคือ การที่มีสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ได้มีการพิจาราณาขึ้นอย่างค่อย ๆเป็นค่อย ๆไป แต่ในที่นี้ไม่ได้บอกไว้ว่าวิวัฒนาการอะไร จึงอาจทำให้ผู้ที่อ่านแต่เฉพาะหน้าปกไม่เข้าใจได้ แต่หากการตั้งชื่อเช่นนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นผลเสียเสมอไปเพราะอาจไปเจอกับผู้อ่านที่เป็นคนช่างสังเกต อยากรู้อยากเห็นอยู่ในตัวก็จะเกิดผลดีได้เนื่องจากอาจเป็นแรงบันดาลใจให้อยากพลิกหน้าต่อ ๆไปของหนังสือเพื่อแก้ความฉงนสงสัยอยู่ในตัวก็เป็นได้ส่วนในเล่มที่สองนั้นชื่อหนังสือนั้นถือว่าดีในระดับหนึ่ง เนื่องจากเป็นหนังสือที่ฟังดูครอบคลุมเนื้อหาสาระต่าง ๆ ของเรื่อง จนออกจะครอบคลุมเสียกว้างมากไป เพราะในเนื้อหาของเรื่องได้กล่าวแค่เพียงส่วนหนึ่งของวิทยาศาสตร์ คือ เรื่องเกี่ยวกับโลกและการเปลี่ยนแปลงดังนั้นหากจะตั้งชื่อเรื่องที่มีลักษณะมีลักษณะเป็นความที่กว้าง ๆ แต่ไม่ได้มีเนื้อหาที่ครบทุก ๆ ด้าน ก็ควรที่จะบอกว่าคือ ตอนอะไร เช่น หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์เล่ม 4 ตอน โลกและการเปลี่ยนแปลง เป็นต้น จะเป็นการทำให้ผู้อ่านจะมีความเข้าใจมากกว่า และลดการยุ่งยากในการค้นหา ทำความเข้าใจในหนังสือได้ดีกว่าอีกด้วย
ในส่วนประเภทของหนังสือหนังสือทั้งสองเล่มนั้นเป็นหนังสือประเภทวิชาการด้วยกันแต่จะแตกต่างกันอยู่ที่ว่า หนังสือเล่มแรกนั้นจะออกไปแนวของสารคดีเสียมากกว่า เพราะมีภาษาวิชาการที่เข้าใจได้ยาก แต่ในเล่มที่สองจะอยู่ในรูปแบบของแบบเรื่องที่มีเนื้อหาพื้น ๆ ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ซึ่งอ่านแล้วจะเข้าใจได้ทันที่ หนังสือเล่มแรกจึงไม่เหมาะกับนักเรียนอย่างเล่มที่สอง แต่เหมาะสำหรับผู้ที่อยู่ในระดับอุดมศึกษาขึ้นไป รวมทั้งนักวิชาการ และบุคคลทั่วไปที่ต้องการเจาะลึงในเรื่องนั้น ๆ
โดยจากหนังสือทั้งสองเล่ม ผู้เขียนหนังสือมีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกัน ซึ่งในเล่มแรกผู้เขียนต้องการให้ความรู้ที่เจาะเฉพาะในเรื่องอย่างละเอียดลึกซึ้ง โดยมุ่งตลาดไปที่ผู้สนใจในเรื่องของวิวัฒนาการมนุษย์อย่างแท้จริงเพราะฉะนั้นผู้เขียนจึงต้องพยายามหาแหล่งต่าง ๆ เพื่อให้ดึงดูดใจผู้อ่าน เช่น การลงภาพสีต่าง ๆ เพื่อให้ได้กลุ่มที่สนใจที่มากขึ้น ส่วนในเล่มที่สองผู้เขียนได้มุ่งไปสู่นักเรียนเนื่องจากเป็นหนังสือแบบเรียนภาคบังคับอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นที่จะต้องสร้างสิ่งดึงดูดใจในด้านต่าง ๆ ดังนั้นในเล่มนี้จึงดำเนินไปในแบบที่เรียบง่ายได้ ซึ่งนับเป็นข้อที่ได้เปรียบของหนังสือเล่มที่สอง
หนังสือสองเล่มนี้มีการนำเรื่องที่ค่อนข้างแตกต่างกันคือ ในเล่มแรกจะนำเรื่องโดยการชี้เฉพาะจุดของสิ่งสำคัญ เช่น การกล่าวถึงมนุษย์โฮโมอิเล็คตัส เป็นต้น และยังขยายความถึงจุด ๆ นั้นให้ลึกลงไปอีก เพื่อให้ผู้อ่านได้มีความรู้ในเนื้อเรื่องอย่างละเอียด หนังสือเรื่องนี้จึงเหมาะกับการทำรายงานวิชาการอย่างยิ่ง แต่ในส่วนของเล่มที่สองนั้นได้มีการนำเรื่องในแบบบอกถึงเนื้อหาในส่วนที่กว้าง ๆ แล้วค่อยนำไปสู่เนื้อหาที่แคบเข้า แล้วจึงบอกถึงจุดสำคัญของเรื่องก็เนื่องมาจากหนังสือเล่มนี้เป็นแบบหนังสือแบบเรียนที่ต้องพยายามกล่าวถึงลักษณะโดยรวมเพื่อเป็นการเกริ่นนำให้กลุ่มเป้าหมายซึ่งก็คือนักเรียนได้มีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ โดยทั่วไปก่อน เพราะจะเป็นการทำความเข้าใจได้ง่ายกว่าการนำแบบเล่มแรก
ในส่วนเนื้อเรื่องของทั้งสองเล่มเป็นไปในลักษณะที่เป็นการวิวัฒนาการเหมือนกันแต่แตกต่างกันที่ว่าวิวัฒนาการสิ่งใด คือเล่มแรกเป็นวิวัฒนาการเกี่ยวกับมนุษย์ส่วนในเล่มที่สองเป็นการวิวัฒนาการเกี่ยวกับโลก โดยเนื้อหาของเล่มแรกจะกล่าวถึงอย่างละเอียด เช่น โฮโมแฮบิลิส เป็นมนุษย์แท้จริงพวกแรก เมื่อ 1.5 ล้านปีมาแล้ว เป็นต้น ซึ่งบอกถึงชื่อชนิดของโฮโมและเวลาอย่างชัดเจน แต่ในส่วนของเล่มทีสองมักมีเนื้อหาที่ไม่ค่อยละเอียดและเจาะจงมากนัก เช่น ส่วนธรรมชาตินั้นทำให้เปลือกโลกเปลี่ยนแปลงโดยการเคลื่อนที่ของหินหนืดในชั้นแมนเทิล เป็นต้น โดยมิได้บอกหรือขยายความคำว่าชั้นแมนเทิล เพราะผู้เขียนไม่ได้ต้องการที่จะให้ผู้อ่านรู้อย่างเจาะลึกแต่ผู้เขียนต้องการแค่เพียงให้ผู้อ่านรู้อย่างเข้าใจพอประมาณ เนื่องจากหนังสือแบบเรียนของชั้นมัธยมต้นซึ่งก็ถือว่าเนื้อหาพอเหมาะแล้วกับวัยวุฒิของผู้อ่าน
โดยหนังสือทั้งสองเล่มนี้ก็ได้มีข้อมูลต่าง ๆ เข้ามาช่วยประกอบให้ผู้อ่านมีความเข้าใจได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น อย่างเช่นในหนังสือเล่มแรกส่วนใหญ่ก็จะเน้นของเรื่องของรูปภาพที่มาประกอบโดยมีรูปของการวิวัฒนาการของมนุษย์วานรจนถึงยุคปัจจุบัน ซึ่งทำให้ผู้อ่านสามารถคิดตามไปได้และจดจำลักษณะเด่นต่าง ๆ ของมนุษย์ในแต่ละขั้นได้ดียิ่งขึ้น ในส่วนของหนังสือเล่มที่สองมีข้อมูลเช่นกัน แต่ข้อมูลส่วนใหญ่จะเป็นไปในลักษณะของสถิติตัวเลข เช่น ถ้าต้องการดินที่มีค่า pH 5.5-6.0 ซึ่งยังไม่ค่อยมีรูปภาพมาประกอบมากนัก หากมีก็มักจะเป็นรูปขาวดำ ซึ่งอาจจะแตกต่างจากเล่มแรกที่มีรูปภาพประกอบมากและเป็นรูปสีจึงทำให้ดึงดูดใจได้มากว่า แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันในหนังสือทั้งสองเล่มนี้ก็คือ มีข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงแบบวิชาการเหมือนกัน
การใช้ภาษาในเล่มแรกได้ใช้ภาษากึ่งแบบแผน ที่มีความแจ่มแจ้ง ชัดเจนโดยได้อธิบายรายละเอียดของคำศัพท์วิชาการได้อย่างดี เช่น ออสตราโลพิธีคัส ,โฮโมอิเล็กตัส ,นีแอนเดอร์ธัล ฯลฯ  จนเป็นที่เข้าใจของผู้อ่าน  ทั้งยังมีการแบ่งวรรคตอน ทำให้อ่านได้สบายตาและเข้าใจได้มากขึ้น  ส่วนในเล่มที่สองกึ่งแบบแผนเช่นเดียวกัน แต่ยังคงมีความกำกวมอยู่บ้างในคำศัพท์วิชาการ  เนื่องจากบางครั้งก็ได้กล่าวถึงคำศัพท์วิชาการขึ้นมาอย่างลอยๆ โดยมิได้ขยายความหรือบอกความหมายของคำศัพท์  จนบางครั้งทำให้ผู้อ่านไม่สามารถใช้หลักความเข้าใจได้ จึงต้องใช้หลักในการจำแทน  ซึ่งนับเป็นข้อเสียเนื่องจาก  ความเข้าใจนั้นจะสามารถทำให้เราจำติดตัวได้มากกว่าการจำ  แต่ในเล่มที่สองนี้ ก็ได้มีการแบ่งวรรคตอนได้ดีไม่น้อยไปกว่าเล่มแรก
ในการจบของเนื้อเรื่องเล่มแรก จบได้อย่างสมบูรณ์แบบ  แต่ก็ยังคงประกอบด้วยคำศัพท์ทางวิชาการมาตลอดจึงถือว่าสอดคล้องกับคำนำ เนื้อเรื่อง อย่างเสมอต้นเสมอปลาย  ส่วนเล่มที่สองจะจบภายในขอบเขตของหัวเรื่องที่มี  นั่นก็คือ โลกและการเปลี่ยนแปลง  ซึ่งก็ถือว่าจบเนื้อหาได้ครบถ้วนตามหัวเรื่องที่กำหนด เช่น การเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกมีอะไรบ้าง หินแบ่งออกเป็นกี่ชนิด เป็นต้น
จากการอ่านทั้งสองเล่มผู้วิจารณ์เห็นว่า เล่มแรกมีเนื้อหาที่เด่นชัดมากกว่าเล่มที่สอง  แต่ในการอ่านทำความเข้าใจนั้น  เล่มที่สองอ่านแล้วจะรู้สึกเข้าใจได้ง่ายกว่า  เนื่องจากใช้ภาษาที่ไม่วิชาการมากนัก  แต่เล่มแรกนั้นมักจะมีศัพท์วิชาการอยู่มาก จึงต้องใช้เวลาในการอ่านและทำความเข้าใจมากกว่า  โดยผู้วิจารณ์คิดว่าหนังสือทั้งสองเล่มนั้นมีส่วนดีทั้งคู่  จึงเลือกหนังสือทั้งสองเล่มนี้มาวิจารณ์  แต่ผู้วิจารณ์ได้เลือกเรื่องที่มีเนื้อหาเป็นวิวัฒนาการเหมือนกัน  แต่เป็นวิวัฒนาการคนละด้าน  ก็เนื่องมาจากต้องการความแปลกใหม่  และได้เนื่อหาการเทียบที่กว้างขึ้น  เพราะคิดว่าหากนำเนื้อหาที่เป็นไปในทางเดียวกันเสียทั้งหมดมาวิจารณ์  ก็คงจะเป็นสิ่งที่ค่อนข้างซ้ำซากจำเจ  และเล็งเห็นถึงความแตกต่างได้ยาก  อีกทั้งหนังสือที่นำมาใช้ในการวิจารณ์นั้นเล่มแรกเป็นหนังสือประเภทวิชาการเจาะลึก  ส่วนในเล่มที่สอง เป็นหนังสือของชั้นมัธยมต้น  จึงถือว่ามีความแตกต่างกันอยู่มากพอสมควร  แต่ก็ยังไปในทิศทางของวิวัฒนาการเช่นเดียวกัน  โดยหนังสือทั้งคู่มีเนื้อหาที่ดีทั้งหมด  แต่เราจะต้องรู้จักนำเสนอให้ถูกกับคุณวุฒิ วัยวุฒิ ของผู้อ่าน  จึงเรียกได้ว่าเป็นการใช้หนังสือได้อย่างถูกต้องตามจุดประสงค์ของผู้เขียน
ในด้านรูปแบบของปกนั้นหนังสือเล่มแรกใช้ปกแข็ง หน้าปกเป็นสีน้ำเงินเข้ม มีตัวหนังสือเขียนส่วนบนว่า  วิวัฒนาการและมีรูปหน้าลิงสามตัว ซึ่งแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์  การใช้ปกแข็งนั้นทำให้หนังสือไม่ชำรุดง่าย สามารถกันน้ำได้ และดูเป็นหนังสือทางวิชาการมากขึ้น ส่วนรูปหน้าลิงสามตัวนั้น ก็ตรงตามเนื้อหาดี เพราะแยกกันตามสายพันธุ์วิวัฒนาการ  ส่วนหนังสือเล่มที่สอง ใช้ปกอ่อน หน้าปกเป็นสีเหลือง มีรูปโลกเมื่อ 180 ล้านปีมาแล้ว จนถึงปัจจุบัน และ เหตุการณ์ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ เช่นภูเขาไฟระเบิด หรือ น้ำพุร้อน การใช้ปกอ่อนนั้นทำให้หนังสือดูบางและทำให้ไม่ดูเป็นวิชาการมากเกินไป ส่วนหน้าปกสีเหลืองนั้นทำให้ดูเด่น สดใส  การที่มีรูปอยู่บนปกหนังสือทำให้เรารู้ว่าจะได้ความรู้เกี่ยวกับอะไรและมีความอยากที่จะอ่านมากขึ้น

การที่ประเทศไทยจะพึ่งตนเองได้ในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้นจำเป็นที่ จะต้องสร้างจิตสำนึกของคนในชาติ  โดยเฉพาะเยาวชนโดย ให้ความรู้ความสามารถของวิทยาศาสตร์ มีทักษะที่สำคัญในการค้นคว้าหาความรู้ รู้จักคิดใช้เหตุผลต่าง ๆ  ตลอดจนสามารถทำงานเป็นกลุ่ม และ อยู่ร่วมกับผู้อื่น ได้อย่างมีความสุข  เหมือนในหนังสือเรียน วิทยาศาสคร์ เล่ม 4 ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533   ที่ให้ความรู้พื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรและจะส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสภาพแวดล้อมอย่างไรบ้าง รวมทั้งให้ความรู้ความเข้าใจว่าภายในโลกของเรานั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง สิ่งเหล่านั้น มีลักษณะมีสภาวะและสถานะอย่างไร ยิ่งไปกว่านั้นยังช่วยให้เข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติหรือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่พบกันอยู่เสมอ เช่น  ภูเขาไฟระเบิด หรือแผ่นดินไหว

หนังสือเล่มนี้จัดทำโดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ ใช้ข้อมูลจากข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ และสถิติข้อมูลในรูปของกราฟแท่งหรือตาราง มีรูปภาพประกอบชัดเจน เช่น รูปการทับถมของตะกอน ณ บริเวณปากแม่น้ำ หรือรูปวาดประกอบในกรณีที่ไม่มีรูปถ่ายจริงหรือเหตุการณ์ที่เกิดไม่สามารถบันทึกเป็นรูปได้ เช่น รูปแสดงแผ่นออสเตรเลียชนกับแผ่นยูเรเซีย  และการที่มีกราฟแท่งหรือตารางทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจถึงสภาวะของแต่ละเรื่องในปัจจุบัน และทำให้เห็นภาพรวมแนวโน้มในอนาคตเพื่อผู้อ่านจะได้คิดวิธีการแก้ไขปัญหาเนื่องจากหนังสือเล่มนี้จัดทำขึ้นโดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเป็นหนังสือประกอบการเรียนการสอน ดังนั้นราคาของหนังสือจึงไม่สูงมาก เมื่อเทียบกับหนังสือเชิงวิทยาศาสตร์อื่น ๆ และตัวหนังสือมีขนาดที่เหมาะสม  อ่านง่ายใช้กระดาษฟอกขาวทำให้หนังสือดูสะอาดและไม่เสื่อมสภาพเร็ว มีการทำกรอบเพื่อเน้นสิ่งที่ต้องการให้ผู้อ่านคิดตามนอกเหนือจากบทเรียน ทำให้ผู้อ่านมีจินตนาการและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล  รวมถึงภาษาที่ใช้ในหนังสือเล่มนี้เป็นภาษากึ่งแบบแผนและมีศัพย์ทางเทคนิคปะปนอยู่เล็กน้อยเช่น สารโคบอลต์เอ, โซเดียมคลอไรด์ หรือ แมกนีเซียมคลอไรด์
เนื้อหาในหนังสือกล่าวถึงโลกและการเปลี่ยนแปลงทำให้ผู้อ่านมีความรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเราและสามารถอธิบายถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ รวมทั้งรู้ถึงผลการทบทั้งข้อดี และข้อเสีย ในการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติ ทั้งที่เกิดขึ้นโดยทางธรรมชาติเองและโดยฝีมือของมนุษย์ รวมทั้งรู้ถึงวิธีป้องกันและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ ยิ่งไปกว่านั้นหนังสือเล่มนี้ยังปลูกฝังให้ผู้อ่านเห็นความสำคัญของธรรมชาติและปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ข้อเสีย
หนังสือเล่มนี้ใช้หมึกสีดำเท่านั้นในการพิมพ์ดังนั้นจึงขาดสีสันในการดึงดูดผู้อ่าน และทำให้รูปภาพขาดรายละเอียดปลีกย่อย

ข้อแนะนำ
ควรให้มีการพิมพ์สีในรูปภาพเพื่อให้ได้รายละเอียดที่ครบถ้วน และชัดเจนรวมถึงทำให้ผู้อ่านเกิดความสนใจและสามารถเก็บรายละเอียดในภาพนั้นมากขึ้น

นำ้

พื้นโลกเราประกอบด้วยพื้นน้ำเป็นส่วนใหญ่มีทั้งที่เป็นน้ำจืดและน้ำเค็มรวมกันร้อยละ 71 หรือ 3ใน4 ของพื้นผิวโลก โดยมีมหาสมุทรแปซิฟิกร้อยละ 33 ,แอตแลนติกร้อยละ 16 , อินเดียร้อยละ 14 ,อาร์กติกร้อยละ 3  ,ทะเลและแหล่งน้ำจืดต่าง ๆ ร้อยละ 5 และ แผ่นดินร้อยละ 29

การหาความลึกของน้ำถ้าพื้นที่ลึกไม่มากอาจจะใช้สายดิ่ง ซึ่งประกอบด้วยเชือกและน้ำหนักของลูกดิ่ง แต่ถ้ามหาสมุทรลึกมากใช้การจับเวลาการเดินทางของเสียงสะท้อนผ่านน้ำทะเลโดยจะต้องรู้อัตราเร็วของเสียงที่ผ่านน้ำทะเลโดยอาศัยหลักการที่ว่าเมื่อเสียงเดินทางผ่านน้ำทะเลไปกระทบพื้นก็จะสะท้อนกลับ  ถ้าจับเวลาเดินทางของเสียงตั้งแต่เริ่มต้นจนได้ยินเสียงสะท้อนแล้วจึงคำนวณหาความลึกที่ตำแหน่งนั้น ๆ  และจากการสำรวจหาความลึกของมหาสมุทรนั้นนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบร่องน้ำที่ลึกที่สุดชื่อ ร่องน้ำมาเรียน่า ลึกประมาณ 11.2 กิโลเมตร อยู่ที่บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกห่างจากเกาะกวมไปทางใต้ 320 กิโลเมตร  มีระยะมากกว่าความสูงของยอดเขาเอฟเวอร์เรสต์ ซึ่งเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก

วัฎจักรของหิน”

เปลือกโลกนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาทำให้หินชนิดหนึ่งเปลี่ยนเป็นอีกชนิดหนึ่งได้ในลักษณะหมุนเวียนกันไปโดยเริ่มจากหินหนืดที่เย็นตัวลงเป็นหินอัคนี หินอัคนีจะสลายตัวสึกกร่อนเป็นเศษหิน และตะกอนขนาดต่าง ๆ ซึ่งจะถูพัดพาไปทับถมจนเกิดเป็นหินตะกอนและถ้าหินตะกอนได้รับความร้อนและแรงกดดันก็จะกลายเป็นหินแปร กระบวนการเกิดการเปลี่ยนแปลงและการหมุนเวียนของหินอัคนี หินตะกอน และหินแปรนี้ เรียกว่า “วัฎจักรของหิน”

เปลือกโลกนอกจากจะมีดินซึ่งให้ความอุดมสมบูรณ์เพื่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตและมีหินซึ่งให้ประโยชน์และคุณค่ามากมายแล้ว ยังมีทรัพยากรในน้ำ ที่ให้คุณประโยชน์แก่สิ่งมีชีวิตอย่างมากมายอีกด้วย

ทรัพยากรธรรมชาติในหิน หินเกิดขึ้นได้อย่างไร?
หิน แบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ หินอัคนี หินตะกอน หินแปร

หินอัคนี  เกิดจากการเย็นตัวของหินหนืด หรือแมกมาเมื่อผุดออกมาบนผิวโลก มีลักษณะเป็นดอกดวงหลายสี ถ้าเย็นตัวใต้ผิวโลกแต่ถ้าเย็นตัวนอกผิวโลกจะมีลักษณะเนื้อละเอียดไม่ค่อยมีดอกดวง หินชนิดนี้มีแร่ธาตุมากมาย และเมื่อเกิดการสึกกร่อน จะกลายเป็นต้นกำเนิดของกรวด , ทราย , โคลน

หินตะกอน เกิดจากตะกอนที่ถูกพัดพาจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งโดยกระแสลมหรือน้ำ ทับถมเป็นชั้น ๆ ในธรรมชาติมีลักษณะเป็นชั้น ๆ มีแร่เหล็กออกไซด์ และแคลเซียมคาร์บอเนตมาก ถ้าหินตะกอนเกิดบนบกเราเรียกว่า “ศิลาแลง” นอกจากนี้ในหินตะกอนยังอาจพบร่องรอยของซากพืชซากสัตว์สมัยโบราณ เรียกว่า “ฟอสซิล” ให้ความรู้เกี่ยวกับความเป็นมาของโลกในอดีตตลอดจนวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ แต่อดีตให้แก่เราอีกมากมาย

หินแปร เกิดจากการที่หินอัคนีและหินตะกอนได้รับความร้อนและแรงกดดันสูงมากภายในโลก จะเกิดการเปลี่ยนแปลงจนเกิดเป็นหินชนิดใหม่ขึ้นเรียกว่า “หินแปร”

ทรัพยากรธรรมชาติในดิน ดินเกิดขึ้นได้อย่างไร?
ดินเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ  เกิดจากการสลายตัวของหินและแร่รวมกับอินทรีย์สารจากการสลายตัวของซากพืชซากสัตว์ โดยมีจุลินทรีย์ช่วยย่อยสลาย ดินจะแตกต่างกันเนื่องจากสภาพภูมิอากาศ สภาพภูมิประเทศวัตถุต้นกำเนิดดิน กาลเวลา และส่วนผสมจากฮิวมัสของสิ่งมีชีวิต ดินประกอบด้วยส่วนที่เป็นของแข็ง ของเหลว และแก็ส ตามปกตินั้นดินชั้นบนมักจะมีสารอินทรีย์สะสมอยู่ที่ผิวดินมาก ทำให้ดินมีสีคล้ำ และสารอินทรีย์นี้จะมีน้อยลงในดินชั้นล่าง ลึกลงไปจากดินชั้นล่างจะพบวัตถุต้นกำเนิดดิน ซึ่งเกิดจากหินบางชนิดที่กำลังสลายตัวนอกจากนี้ดินชั้นบนจะร่วนซุยและเม็ดดินมีขนาดโตกว่าดินชั้นล่างและสามารถระบายน้ำและอากาศได้ดีกว่า  เนื่องจากดินชั้นบนมีความพรุนกว่าดินชั้นล่าง อากาศ น้ำ อาหารพืช สามารถผ่านได้ง่าย การจะปลูกพืชให้งอกงามและได้ผลผลิตดีนั้นดินจะต้องมีค่า pH ที่เหมาะกับพืช ซึ่งพืชแต่ละชนิดจะมีความต้องการแตกต่างกัน เช่น ข้าว ต้องการดินที่มีค่า pH 5.5-6.0 แต่ฝ้ายมีความต้องการดินที่มีค่า  pH ที่ 6.0-8.0  เราสามารถจะปรับปรุงดินได้คือ ถ้าดินเป็นกรดมากก็เติมปูนขาวหรือดินมาร์ล ถ้าดินเป็นเบสมากก็เติม กำมะถันผง

การเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก
1. ส่วนธรรมชาตินั้นทำให้เปลือกโลกเปลื่ยนแปลงโดยการเคลื่อนที่ของหินหนักในชั้นแมนเทิลเพราะได้รับความร้อนจากแก่นโลกและเคลื่อนที่แทรกตัวขึ้นมาตามรอยแยกระหว่างแผ่นเปลือกโลกในมหาสมุทรและทำให้แผ่นเปลือกโลกใต้มหาสุทรเคลื่อนที่และขยายตัวออกจากกันทำให้ ทวีปแยกออกจากกัน นอกจากนี้ความร้อนจากแกนโลกยังทำให้ เปลือกโลกด้านล่างขยายตัวมากว่าผิวด้านบนทำให้รอยต่อระหว่างแผ่นโลกบางแห่งแยกออกจากกัน  บางแห่เคลื่อนที่เข้าชนกัน และ เราเรียกการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า “แผ่นดินไหว”   ส่วนภูเขาไฟเกิดจากหินหนืดถูกแรงดันอัดให้แทรกรอยแตกขี้นสู่ผิวโลก โดยหินหนืดที่พุ่งขึ้นมาจากแรงระเบิดเรียกว่า ลาวา สร้างความเสียหายต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมโดยรอบ ภูเขาเกิดจาก การเคลื่อนที่ชนกันของแผ่นเปลือกโลก หรือ การที่เปลือกโลกถูกแรงบีบอัดจนโค้งงอ หรือ การยกตัวของพื้นทวีปซึ่งได้รับแรงดันจากหินหนืด
2. การกร่อน เกิดจากกระแสน้ำกัดเซาะริ่มฝั่งน้ำให้พังทลายลงและพัดพาเอาชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่หลุดออกมาให้เคลื่อนที่ไปทับถมกันในบางแห่ง การทับถมของตะกอนขึ้นอยู่กับลักษณะพื้นที่ที่กระแสน้ำพัดผ่านไป เช่น ไหลจากภูเขาลงที่ราบ  ตะกอนจะแผ่กระจายออกเป็นเนินตะกอน  ,ไหลจากแม่น้ำสู่ทะเลตะกอนจะแผ่กระจายออกตรงปากน้ำ เรียกว่า ดินดอนสามเหลี่ยม
ผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก เปลี่ยนแปลงบางลักษณะอย่างช้า ๆ ใช้เวลานับพันปีจึงจะสังเกตเห็นสิ่งที่เปลี่ยนไป เช่น การเคลื่อนที่ของเปลือกโลก การเปลี่ยนแปลงบางลักษณะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่น การเกิดแผ่นดินไหว การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ทำให้เกิดความเสียหาย สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ พังทลายสิ่งมีชีวิตต้องเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก  ดังนั้นเราทุกคนจึงควรศึกษาทำความเข้าใจกับกระบวนการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

โลกเรานี้เกิดมาจาก กลุ่มแก็สที่ร้อนจัดและหมุนตัว กระจายออกจากจุดศูนย์กลางและได้กลายเป็นระบบสุริยะและเกิดเป็นดวงอาทิตย์และดาวเคราะห์อื่น ๆ ในระบบสุริยะ  ส่วนโลกนั้นก็เกิดในระยะนี้ โลกแบ่งเป็นชั้น มีอยู่ 4 ชั้น คือ เปลือกโลก, แพนเทิล แก่นโลกชั้นนอก , แก่นโลกชั้นใน   บริเวณขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ของโลก มีคุณสมบัติเป็นขั้วแม่เหล็ก ชนิดขั้วใต้และขั้วเหนือ ทำให้โลกมีสนามแม่เหล็กหุ้มอยู่โดยรอบสามารถใช้ประโยขน์ในการหาทิศ และทำให้แร่แมกนีไทต์มีสมบัติเป็นแม่เหล็กตามธรรมชาติ ซึ่งทำให้มนุษย์สามารถประดิษฐ์แม่เหล็กขึ้นเอง  มีประโยชน์ในการผลิตกระแสไฟฟ้า สิ่งที่มีอยู่บนโลกนั้นมีอิทธิพลต่อความเป็นอยู่ของสิ่งที่มีชีวิตบนโลกมาก มนุษย์ทำให้เปลือกโลกนั้นเปลี่ยนแปลงโดยการ สร้าง เขื่อน , ถนน, อาคาร และ อุโมงค์