แรงงานเด็ก ​Child labor


ปัญหาแรงงานเด็กเป็นเรื่องซับซ้อนหลายด้าน ทั้งทางเศรษฐกิจ และสังคม จำเป็นที่ทุกภาคส่วนในสังคมต้องมีบทบาท และเข้ามามีส่วนร่วมในการทำให้เด็กๆ พ้นจากสภาพอันเลวร้าย และได้ใช้ชีวิตในวัยเด็กอย่างมีความสุข
ปัญหาแรงงานเด็กเป็นปัญหาที่สังคมที่มีผลกระทบมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ขาดความสมดุล การป้องกัน และ แก้ไขจึงต้องมีมาตรการที่เป็นระบบและครบวงจรตั้งแต่การรณรงค์มิให้เด็กต้องเข้าสู่ตลาดแรงงานก่อนวัยอันควร การสร้าง โอกาสและทาง เลือกในการศึกษาและการประกอบอาชีพแก่แรงงานเด็ก การป้องกันมิให้ถูกหลอกลวง จนถึงการคุ้มครอง มิให้มี การใช้ แรงงานเด็กที่ไม่เป็นธรรม อันเป็นการดำเนินมาตรการทั้งในเชิงป้องกัน คุ้มครอง ส่งเสริมและพัฒนา และเน้นการประสาน ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง ภาครัฐและเอกชน ตลอดจนดึงเอาชุมชนในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมแก้ไขปัญหา
เอกชน
- พ่อแม่ ครอบครัว
เน้นการสร้างครอบครัวเป็นสุข โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง อย่าเน้นเงินทองหรือวัตถุเป็นความสุขในชีวิต
พ่อแม่ควรปลูกฝังให้ลูกรักการอ่านหนังสือ  หรือให้หนังสือเป็นของขวัญกับลูก สร้างบรรยากาศสภาพแวดล้อมในบ้านให้เอื้อต่อการอ่านของเด็ก เพราะปัจจุบันเด็กส่วนใหญ่ใช้เวลาไปกับสื่อบันเทิง ทั้งทีวี วิดีโอ อินเตอร์เน็ต และอ่านหนังสือน้อยมาก นอกจากนี้ห้องสมุดให้บริการแก่เด็กไม่เพียงพอ และห้องสมุดที่มีอยู่ก็มีหนังสือไม่หลากหลายหรือไม่สนองตอบความต้องการของเด็กอย่างเพียงพอ  ทำให้เด็กไทยมีการศึกษาน้อย ด้อยความรู้ แรงงานเด็กส่วนมากก็จะเป็นแรงงานด้อยการศึกษา ที่บ้านไม่สนับสนุนให้เรียน แต่นิยมให้เด็กทำงานหาเงินและส่งมาให้เลี้ยงครอบครัว  ผู้ปกครองเด็กควรสนับสนุนให้เด็กอ่านหนังสือให้มากๆ เพราะ การอ่านเป็นการเปิดหน้าต่างบานใหญ่ให้กับตัวเด็ก  หนังสือจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับแรงงานเด็ก ไม่เพียงเป็นสื่อที่ให้ความรู้เท่านั้น แต่ยังมีคุณประโยชน์ต่อพัฒนาการแรงงานเด็กอย่างรอบด้าน ทั้งด้านสติปัญญา, ภาษา สังคม และอารมณ์
- โรงเรียน
สนับสนุนให้เด็กๆ ได้เรียนหนังสือจนจบการศึกษาภาคบังคับ 12 ปี
-  คนในสังคม
ร่วมกันต่อต้านการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย  เช่น  ไม่ซื้อสินค้าที่มาจากการใช้แรงงานเด็ก จ้างเจ้าหน้าที่รัฐเมื่อพบเห็นการใช้แรงงานเด็กไม่เหมาะสม
-  ผู้นำชุมชนในท้องถิ่น
สร้างความเข้มแข็งในชุมชนให้เกิดการพึ่งพาตนเอง และไม่ต้องอพยพเข้ามาขายแรงงานในเมือง
เปิดโอกาสให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับแรงงานเด็ก ปัญหาที่แรงงานเด็กในชุมชนประสบ ด้วยรูปแบบสื่อ วิทยุชุมชน ที่ชาวบ้านในชุมชนสามารถเปิดรับคลื่นได้ตามช่องสัญญาณท้องถิ่น เป็นของชุมชน โดยชุมชน และเพื่อชุมชน  จะสามารถกระจายข่าวสารให้ความรู้แก่คนในชุมชนในเรื่องปัญหาการส่งเด็กไปทำงานในเมือง ว่าเด็กประสบปัญหาอย่างไรบ้าง เพื่อให้คนในชุมชน เข้าใจ รู้ทันปัญหา และสามารถหาทางแก้ไขได้

-  นายจ้าง
ไม่ทำร้ายกดขี่เอาเปรียบเด็ก ให้โอกาสเด็กได้ฝึกฝนพัฒนาตนเอง  เช่นเรียน กศน.  และจัดให้มีสวัสดิการในการทำงานอย่างเหมาะสม
ให้บริการด้านต่างๆ แก่แรงงานเด็ก เช่น ศูนย์การเรียนรู้ เพื่อเสริมทักษะ ด้านความคิด การฝึกอาชีพ กิจกรรมนันทนาการ กีฬา ทัศนศึกษา ฯลฯ
จัดการอบรมความรู้ทักษะชีวิต  การอบรมเรื่องเพศ อนามัยเจริญพันธุ์  สำหรับแรงงานเด็ก เพราะ แรงงานเหล่านี้จะอยู่ ในช่วงที่ร่างกายเริ่มเปลี่ยนแปลง มีลักษณะทางเพศที่ชัดเจนขึ้น เช่น ผู้หญิงนมจะแตกเต้า เริ่มมีประจำเดือน ผู้ชายจะเริ่มเสียงแตก มีการฝันเปียก ดังนั้นเราจึงควรอบรมเรื่องเพศ อนามัยเจริญพันธุ์ ให้กับแรงงานเด็กเหล่านี้  เพื่อที่พวกเขาจะได้มีความรู้และเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของตนเองมากขึ้น รวมทั้งจะได้มีความระมัดระวังในเรื่องของเพศสัมพันธ์ เช่นโรคติดต่อที่มาจากเพศสัมพันธ์ รู้จักการคุมกำเนิด เพื่อป้องกันการท้องก่อนแต่ง การทำแท้ง
-  องค์การเอกชน
ผลิตสื่อ และ เผยแพร่ปัญหา การใช้แรงงานเด็ก ทั้งในเมือง และ ชนบท เพื่อสร้างความตระหนัก ให้สังคม เข้าใจ และมีส่วนร่วม ในการป้องกัน และ แก้ไขปัญหา เช่น แผ่นพับเรื่อง ปัญหาแรงงานเด็ก
ควรป้องกันปัญหาระยะยาว โดยการศึกษาวิจัยสภาพปัญหา กระบวนการนำเด็ก เข้าสู่ตลาดแรงงาน รูปแบบการทำงาน เพื่อหาแนวทาง และ มาตรการในการแก้ไข และ ป้องกันปัญหาแรงงานเด็ก อย่างมีประสิทธิภาพ
รัฐบาล
-  องค์กรรัฐ
ด้านนโยบาย และกฎหมาย   ออกกฎหมาย และบทลงโทษอย่างรุนแรงเพื่อปกป้องคุ้มครองแรงงานเด็ก ไม่ให้ตกอยู่ในสภาพอันเลวร้าย
สนับสนุนให้เกิดความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว โดยการสร้างพื้นที่ในการเรียนรู้ร่วมกันของครอบครัว สร้างกลไกพัฒนาครอบครัวให้เกิดขึ้นทุกชุมชน หาก รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาเด็ก เยาวชน และครอบครัว ใน ๓ เรื่อง ซึ่งเป็นหัวใจของการป้องกันปัญหา แรงงานเด็ก จะทำให้สังคมของเรามีผาสุก ปลอดภัย และมั่นคงอย่างยั่งยืน
ด้านบริการสังคม   การจัดบริการด้านการศึกษา  และสวัสดิการสำหรับแรงงานเด็ก  เพราะเด็กที่ทำงานส่วนใหญ่เป็นเด็กที่มาจากต่างจังหวัด และเรียนจบแค่ชั้น ป.6 หรือ ม.3 ในช่วงอายุ 12-17ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่ขาดทักษะฝีมือแรงงาน และมีการศึกษาภาคบังคับ เด็กกลุ่มนี้ก็จะเข้าสู่โรงงานขนาดเล็กที่ไม่ได้มาตรฐาน และไม่มีระบบสวัสดิการที่เหมาะสม ถูกนายจ้างเอาเปรียบ และไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการที่รัฐเตรียมให้ได้ ทั้งในเรื่องการศึกษานอกโรงเรียน และการฝึกทักษะอาชีพ เพราะยังมีช่องว่างทางกฎหมายที่เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ไม่สามารถใช้บริการได้ รัฐจึงควรรวบรวมข้อมูลการศึกษาของแรงงานเด็ก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ และเอกชน  เพื่อศึกษาหารูปแบบและแนวทางการจัดบริการด้านการศึกษา และสวัสดิการ ที่เหมาะสมสำหรับ แรงงานเด็ก  เพื่อให้เขาได้รับโอกาสพัฒนาตนเองด้านการศึกษา และทักษะอาชีพ เพื่อเพิ่มฝีมือในการทำงาน ให้เป็นแรงงานฝีมือต่อไป
-  เจ้าหน้าที่ตำรวจ   ปราบปราม และจับกุมผู้แสวงหาผลประโยชน์จากเด็ก  ทั้งนายจ้าง  นายหน้า  และผู้มีอิทธิพลอื่นๆ
นักสังคมสงเคราะห์
นักสังคมสงเคราะห์ควรมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาแรงงานเด็ก โดยทั้งทางตรงและทางอ้อม
ทางตรง ได้แก่  การทำงานในกระบวนการให้ความช่วยเหลือแรงงานเด็ก  ทางอ้อมได้แก่ การเผยแพร่ความรู้ ป้องกัน

เด็กคือ บุคคลที่ยังไม่เป็นผู้ใหญ่เต็มที่ ดังนั้น เด็กจึงไม่ใช่ผู้ใหญ่ตัวเล็กๆ แต่เด็กคือบุคคลที่อยู่ในช่วงของการเจริญเติบโตไปสู่สภาพการเป็นผู้ใหญ่ เต็มตัว ดังนั้น ช่วงที่อยู่ในวัยเด็ก บุคคลควรได้รับการพัฒนาทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคมอย่างเหมาะสม จึงจะเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ สมบูรณ์ทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคมได้
อย่างไรก็ตามพบว่า มีเด็กในโลกอีก จำนวนมากที่ต้องทำงาน จะเป็นด้วยปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม หรือปัญหาอื่นๆ ร่วม ด้วย ทำให้เด็กเหล่านั้นเสียโอกาสทางการศึกษา ขาดโอกาสในการ ที่จะพัฒนาตนเองไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ ที่มีคุณภาพชีวิต ที่ดี ใน อนาคต และที่สำคัญคือ ได้รับผลกระทบต่อสุขภาพและพัฒนาการตามวัย ซึ่งเป็นผลเสียทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ต่อชีวิตข้างหน้าด้วย
แรงงานเด็ก คือ ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป แต่ยังไม่ถึง 18 ปี ส่วนเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปีลงมา ห้ามนายจ้างจ้างเป็นลูกจ้างโดยเด็ดขาด ผู้ฝ่าฝืนจะมีโทษ ตามมาตรา 148 แห่ง พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 200,000.-บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ส่วนผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ถือว่าไม่ใช่แรงงานเด็ก
ใครคือแรงงานเด็ก
1. อนุสัญญาว่าด้วยอายุขั้นต่ำ (หมายเลขที่ 138) องค์การแรงงานระหว่างประเทศได้กำหนดอายุขั้นต่ำของลูกจ้างไว้เท่ากับอายุที่จบการศึกษา ภาคบังคับ หรือไม่ต่ำกว่า 15 ปี สำหรับงานทั่วไป ไม่ต่ำกว่า 13 ปี สำหรับงานเบา และไม่ต่ำกว่า 18 ปี สำหรับงานอันตราย แต่สำหรับประเทศ ที่กำลังพัฒนานั้นได้กำหนดอายุขั้นต่ำสำหรับงานทั่วไปเป็น 14 ปี งานเบาเป็น 12 – 14ปี และงานอันตรายเป็น 16 ปี 
2. อนุสัญญาว่าด้วยแรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด (หมายเลขที่ 182) ได้กำหนดว่าเด็กหมายถึง บุคคลที่อายุต่ำกว่า 18 ปี 
3. สำหรับประเทศไทย พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ซึ่งไม่ครอบคลุม ลูกจ้างภาคเกษตรกรรม และลูกจ้างที่รับงานไปทำที่บ้าน ได้กำหนดอายุขั้นต่ำของ ลูกจ้างคือ 15 ปี แรงงานเด็กตามกฎหมายคือ ลูกจ้างที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป แต่ยังไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์

ปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินงานด้านแรงงานเด็กต่างชาติ
ช่องว่างของนโยบาย
1.นโยบายไม่จริงจัง ไม่มีความรับผิดชอบต่อนโยบาย ไม่ใช่แค่การจัดการงบประมาณ  ต้องมีการจัดตั้งกลไกที่จะทำงานรองรับ ติดตามผลด้วย

-   การขาดนโยบายและแผนงานร่วมกันที่ชัดเจนในเรื่องแรงงานเด็กต่างชาติ  มีเครือข่าย กลไกและนโยบายเฉพาะด้าน  ส่งผลให้แรงงานเด็กต่างชาติบางกลุ่มไม่ได้รับการดูแล คุ้มครอง ช่วยเหลือ    เนื่องจากขาด มาตรการ และนโยบายในการรองรับปัญหา
- จากการสถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้น  ทำให้เห็นว่าการกำหนดนโยบายฐานข้อมูลข้อมูลในพื้นที่    ทำให้นโยบายหรือมาตรการที่เกิดขึ้น  หรือ ผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง
นโยบายด้านการจัดบริการทางการศึกษาให้กับกลุ่มเด็กด้อยโอกาสที่เกิดขึ้นยังไม่สามารถลงไปถึงผู้ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของแนวทางการปฏิบัติในพื้นที่
-เพราะถึงแม้จะมีนโยบายในการจดทะเบียนราษฎรเกิดขึ้นแต่ยังขาดแผนปฏิบัติงานที่ชัดเจนในการดำเนินการดังกล่าว  ซึ่งต้องเชื่อมโยงกับนโยบายด้านสาธารณสุขและนโยบายการจัดการศึกษาให้กับเด็กต่างชาติกลุ่มดังกล่าว  เพื่อให้สอดคล้องกับการคุ้มครองสิทธิเด็กตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ

นโยบายการจดทะเบียนแรงงานต่างชาติที่ยังมีช่องว่าง  ได้แก่ การตรวจสอบอายุ  การติดตามผล  การคุ้มครอง  เพื่อที่จะสามารถรู้ถึงข้อมูลของแรงงานเด็กต่างชาติหรือเด็กต่างชาติกลุ่มเสี่ยงในการหามาตรการรองรับเด็กเหล่านั้นได้
นโยบายการจดทะเบียนแรงงานต่างชาติไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในการเรื่องการต่อทะเบียนที่มีการต่อทะเบียนปีละ  1  ครั้ง  ทั้งที่สถานการณ์การเคลื่อนย้ายมีอย่างต่อเนื่องและเคลื่อนไหวเร็ว   ทั้งในเรื่องการเปลี่ยน  การเปลี่ยนพื้นที่   หรือการอพยพเข้ามาใหม่ของกลุ่มแรงงานต่างชาติ  ทำให้ข้อมูลที่ได้จากการจดทะเบียนไม่เป็นข้อเท็จจริงและไม่สามารถทราบจำนวนและความเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้ได้

ด้านกลไกการทำงาน
มีการประกาศเป็นวาระแห่งชาติ มีการวางมาตรการไว้ชัดเจนแล้ว แต่ปัญหาอุปสรรค คือ
3. เจ้าหน้าที่ กลไกของรัฐไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย บันทึกข้อตกลง  ไม่ให้ความสำคัญ ไม่มีการติดตามผล

-  การไม่มีหน่วยงานหลักของภาครัฐที่รับผิดชอบปัญหาโดยตรง

-   การขาดการเชื่อมต่อของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน  เครือข่ายการทำงานไม่มีการประสานงานกันในลักษณะเฉพาะด้านที่ครอบคลุมปัญหาด้านเด็กต่างชาติได้ทั้งหมด  ซึ่งแต่ละหน่วยงานจะมีการดำเนินงานตามกลุ่มเป้าหมายของตนเอง   ประกอบกับไม่มีเวทีที่จะแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง  ทำให้สถานการณ์ด้านเด็กต่างชาติมีการเคลื่อนไหวเฉพาะบางประเด็น เท่านั้น
ขาดเวทีระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาด้านแรงงานเด็กต่างชาติและปัญหาสังคมที่เกี่ยวเนื่องอย่างจริงจัง  การประสานความร่วมมือส่วนใหญ่เป็นไปในทางเศรษฐกิจ

ขาดกลไกรองรับนโยบายที่เกิดขึ้นจากส่วนกลางในการกระจายสู่พื้นที่จังหวัด  ทั้งในเรื่ององค์ความรู้  ความเข้าใจปัญหา  ศักยภาพของบุคลากร  การสนับสนุนจำนวนทรัพยากรบุคคล  เครื่องมือ และงบประมาณและสร้างการขวัญกำลังใจให้กับการทำงานในพื้นที่
ขาดหน่วยงานภาครัฐและคณะกรรมการหรือกลไกระดับชาติในการป้องกันและแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กต่างชาติอย่างเป็นรูปธรรม  โดยในปัจจุบันกลไกการแก้ไขปัญหามุ่งประเด็นไปที่การคุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์

ระบบข้อมูล
การไม่มีข้อมูลสถานการณ์ภาพรวมของแรงงานเด็กต่างชาติและเด็กกลุ่มเสี่ยงที่แน่ชัด    เนื่องจากการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นลักษณะการดำเนินงานของแต่ละหน่วยงานที่ได้มีการรวบรวมไว้ในเฉพาะกลุ่มเป้าหมายและกรอบการทำงานของหน่วยงาน  ทำให้ไม่สามารถที่จะรวบรวมข้อมูลได้ทั้งหมด  ประกอบกับเด็กต่างชาติเป็นกลุ่มที่ซ่อนเร้น  มีการเคลื่อนไหวและกระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ทั้งเข้ามาเกิดใหม่ในประเทศไทย หรือ เคลื่อนย้ายไปตามครอบครัวและแหล่งงาน ทำให้ไม่สารถที่จะทราบจำนวนที่แท้จริงได้
การไม่สามารถเข้าถึงเด็กต่างชาติ  จากลักษณะจำเพาะของกลุ่ม การไม่ทราบข้อมูลที่แน่ชัด  ส่งผลให้การให้บริการและแนวทางการดำเนินการต่างๆ ไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเด็กต่างชาตินี้ได้อย่างทั่วถึง

ความตระหนัก
การไม่ยอมรับปัญหาและข้อมูลข้อเท็จจริงถึงสถานการณ์ปัญหาแรงงานเด็กต่างชาติในพื้นที่   ส่วนหนึ่งมาจากการรักษาภาพลักษณ์ในพื้นที่  และ การสร้างผลงานให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล  โดยละเลยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่    ทำให้ไม่มีการกำหนดมาตรการในการแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่อย่างชัดเจน
การให้บริการทางการศึกษากับแรงงานเด็กต่างชาติ  ยังไม่ได้รับความร่วมมือจากชุมชนในประเทศไทย   เนื่องมาจากปัญหาเรื่องทัศนคติ ที่ต้องการให้มีการจัดบริการทางการศึกษาให้กับเด็กไทยอย่างมีคุณภาพก่อน
-  การศึกษาแต่ในทางปฎิบัติยังคงเป็นปัญหาเดิมในการตีความ และทรัพยากรบุคคล และ งบประมาณที่ต้องเพิ่มขึ้นของโรงเรียนและสถาบันการศึกษา  ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กต่างชาติไม่ได้รับการศึกษา

2.ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจปัญหา ไม่ร่วมมือ การแก้ไขปัญหารัฐบาล ราชการทำตามลำพังไม่ได้
-เห็นคนต่างชาติเป็นศัตรู จิตสำนึกของคนไทย
-เลือกปฏิบัติ  เป็นปัญหารากเหง้า  “อย่าไปปฎิบัติดีกับมัน เดี๋ยวมันมากันมาก”  ซึ่งในความเป็นจริง ไม่เกี่ยวกัน เพราะปัจจัยดึงดูด ด้านเสณษฐกิจ และการนำมาโดยกระบวนการค้ามนุษย์
เมื่อมีปัญหา ใน ข้อ 2  ข้อ 1 เลยไม่รับผิดชอบ

ทัสนคติของประชาชนทั่วไป
ผลกระทบ คนไทยตกงานเพราะนายจ้างไม่จ้างคนไทย เพราะแรงงานต่างด้าวค่าแรงถูกกว่า
บางคนอยู่นานตั้งรกราก แต่เป็นคนที่ไม่มีปัญหาก็อยู่ได้นาน
มาตรการในการควบคุมคนพลัดถิ่นในพื้นที่ย่อหย่อนลง ทำให้มีการออกไปทำงานนอกพื้นที่

ทัศนคติของนายจ้าง
-เชียงใหม่จะเลือกเด็กไทยใหญ่เพราะเชื่อว่าซื่อสัตย์และมารยาทดีกว่ากลุ่มอื่น ไม่มีการทะเลาะวิวาท ในเมืองใหญ่และงานบริการ ร้านอาหาร จำเป้นต้องได้เด็กที่สะอาด มารยาทดี
แต่มีปัญหาเรื่องภาษา และภูมิหลัง ตรวจสอบไม่ได้

ทัศนคติของข้าราชการ
-ค่าใช้จ่ายมาก เบียดบังงบประมาณของเด็กไทยในระบบปกติ
-เจ้าหน้าที่ของรัฐก็ไม่พอใจที่ต้องมาดูแล แก้ไขปัญหา  ทำให้การแก้ไขปัญหายากลำบากมากขึ้น
-อยากให้เอ็นจีโอแสดงจุดยืนว่าไม่เห้นด้วยกับการอพยพหลั่งไหลเข้ามา ไม่ใช่ช่วยเหลือเกินความจำเป้นหรือถือหาง อยากให้มองรอบด้านไม่ใช่มองวัตถุประสงค์ของตนอย่างเดียว องค์กรเอกชนบางแห่งใช้วิธีชักนำให้
เด็กเข้ามากันมากขึ้น
ผู้ว่ายังไม่สนใจ(อุบล) ยังไม่มีการทำงานร่วมกับภาคเอกชน
-โดยภาพใหญ่มองว่าพม่าขี้โกง รวมกลุ่มกัน เขมรกระจาย ลาวซื่อสัตย์(ตราด)
มีการต่อต้าน ซ๊อีโอ ในพื้นที่ ต้องอาศัยเวลาในการปรับเปลี่ยนทัศนคติ
-เอ็นจีโอเกี่ยวกับการเมือง ต้องหาทุนเลยพยายามสร้างบบทบาทตัวเองให้เด่นเพื่อจะขอเงินง่าย ต่อต้าน ชอบมาตีปิ๊บ ทำให้การแก้ไขปัญหายากขึ้น(ตราด)
-ภาพพพจน์องค์กร ในระดับพื้นที่ไม่กล้าเปิดเผยข้อมูลที่แท้จริง  -สาธารณสุขไม่แจ้งพัฒนาสังคม เมื่อเข้าไปตรวจ เพราะกลัวมีการจับกุม จะควบคุมโรคไม่ได้
-ข้อมูลไม่ชัด ไม่ทราบมีจำนวนเท่าไร ไม่สามารถแปลงนามธรรมให้เป็นรูปธรรมได้
-ทำงานแบบตั้งรับ

แนวทางการดำเนินงาน
รูปแบบการป้องกันปัญหาแรงงานเด็กในประเทศไทย  ยังเป็นลักษณะการทำงานในประเทศปลายทาง   ยังขาดรูปแบบการประสานงานเชิงป้องกันไปในพื้นที่ต้นทาง และขยายฐานการคุ้มครองเด็กกลุ่มเสี่ยงเพื่อป้องกันปัญหาการละเมิดสิทธิแรงงานเด็กต่างชาติและปัญหาการค้ามนุษย์
รูปแบบการดำเนินการเชิงป้องกันยังเน้นไปในเรื่องของการสกัดกั้นและปราบปราม  มากกว่าการป้องกันในเชิงพัฒนาที่จะเน้นในเรื่องการเสริมศักยภาพ   เพื่อป้องกันการเข้ามาสู่ตลาดแรงงานและกระบวนการค้ามนุษย์ และการพัฒนาประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านควบคู่ไปอย่างเป็นระบบ
การให้บริการและหลักสูตรทางการศึกษา  ยังไม่สามารถหาแนวทางที่สอดคล้องกับสภาพชีวิต  ความจำเป็น  และความต้องการของแรงงานเด็กต่างชาติและครอบครัว
การบริหารจัดการ
ขาดงบประมาณในการสนับสนุนและรองรับมาตรการในการจัดการศึกษาให้กับกลุ่มแรงงานเด็กต่างชาติ และเด็กกลุ่มเสี่ยงอย่างเป็นรูปธรรม
ระบบการตรวจสอบการเข้า – ออก ประเทศไทยยังไม่มีประสิทธิภาพ  เพราะยังไม่สามารถติดตามคนต่างชาติที่ เข้า – ออก ทั้งที่ผ่านระบบการตรวจสอบและลักลอบหลบหนีเข้าเมืองได้   เพราะยังขาดความพร้อมทั้งในเรื่องบุคลากร  เครื่องมือ และระบบที่ยังไม่เพียงพอ
กฎหมาย
กฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ให้ความคุ้มครองทั้งแรงงานไทยและแรงงานต่างชาติ   แต่ยังไม่สามารถให้ความคุ้มครองแรงงานบางประเภทได้อย่างเต็มที่   เนื่องจากยังมีช่องว่างในการให้ความคุ้มครอง  เช่น กลุ่มแรงงานทำงานบ้าน  ที่ยังได้รับการยกเว้นในการให้ความคุ้มครองในประเด็นอายุขั้นต่ำ  ค่าแรงขั้นต่ำ  วันหยุด และสวัสดิการด้านอื่นๆ
ปัญหาการประสานความร่วมมือในการคุ้มครองแรงงานเด็กต่างชาติและเด็กต่างชาติกลุ่มเสี่ยงระหว่างหน่วยงาน  ยังไม่เป็นระบบและทิศทางเดียว  เป็นการทำงานแยกส่วน  ทำให้ไม่สามารถให้ความคุ้มครองช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพ

(6) โครงการวิจัยเรื่อง “แรงงานต่างชาติและมิติสุขภาพกับนโยบายการจัดการของรัฐไทย อาจารย์กฤตยา อาชวนิจกุล สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล อาจายร์พันธุ์ทิพย์  กาญจนะจิตรสายสุนทร คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

1. ภาพรวมของเด็กต่างชาติในประเทศไทย

1.1 สาเหตุของการเข้ามายังประเทศไทย เด็กต่างชาติเดินทางเข้ามายังประเทศไทยเหตุเพราะปัจจัยสำคัญหลายประการ  อาจกล่าวได้ดังนี้

ปัจจัยผลัก

  • ปัจจัยปัญหาทางการเมืองภายในประเทศบ้านเกิด ได้แก่  การหนีจากการถูกบังคับใช้แรงงานอย่างทารุณ  การกดขี่โดยรัฐบาล  ปัญหาชนกลุ่มน้อย  เป็นต้น
  • ปัจจัยทางเศรษฐกิจภายในประเทศบ้านเกิด  ได้แก่  ปัญหาความยากจน  ปัญหาการไม่มีงานทำ  เป็นต้น
  • ปัจจัยทางสังคม  ได้แก่  ความต้องการความสะดวก  สบาย  ความทันสมัย   ซึ่งได้รับอิทธิพลจากสื่อและการรับรู้ข้อมูลโดยคำบอกเล่าจากคนรู้จักที่เคยเข้ามาอยู่ในประเทศไทย

ปัจจัยดึงดูด

  • สภาพเศรษฐกิจและความเจริญก้าวหน้าของประเทศไทย
  • ความต้องการแรงงานราคาถูก  แรงงานทดแทนภายในประเทศไทย
  • กระบวนการนายหน้าจัดหาแรงงานหลบหนีเข้าเมืองมาทำงานบริเวณชายแดน

1.2 จำนวนเด็กต่างชาติในประเทศไทย

การอพยพย้ายถิ่นในกรณีของคนต่างชาตินั้น  ปรากฏว่าจำนวนผู้คนที่มีความต้องการย้ายถิ่นมีมากเกินกว่าปริมาณการรองรับคนเข้าเมืองอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้  จึงเกิดการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายด้วยวิธีการต่าง ๆ ประกอบกับประเทศไทยเองก็ไม่มีการจัดเก็บฐานข้อมูลในส่วนนี้อย่างเป็นระบบ  จึงไม่สามารถระบุได้ว่าจำนวนคนต่างชาติแท้จริงที่มีอยู่ในประเทศไทยมีจำนวนเท่าไร เพราะฉะนั้นการจะระบุถึงจำนวนของเด็กต่างชาติยิ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก   ข้อมูลเกือบทั้งหมดที่ปรากฏให้เห็นกันอยู่นั้น เป็นเพียงจำนวนโดยการประมาณการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  จากนักวิชาการ  นักวิจัยทั้งหลายที่ได้ทำการศึกษาในเรื่องดังกล่าว  ตลอดจนจากสื่อต่าง ๆ

ตัวอย่างข้อมูลประมาณการณ์เกี่ยวกับเด็กต่างชาติ  ได้แก่

  • จำนวนเด็กต่างชาติ  จากการประมาณการณ์โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล  พบว่ามีจำนวนเด็กต่างชาติอย่างต่ำ 100,000  คน  กระจายตัวอยู่ใน 43 จังหวัดที่ได้รับอนุญาตให้ใช้แรงงานต่างชาติทำงาน
  • จำนวนเด็กต่างชาติ  ประมาณการจากข้อมูลการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนที่เกี่ยวข้อง  รายละเอียด  ดังนี้

-               เด็กที่ได้รับการช่วยเหลือจากมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (พ.ศ.2540-2543)  จำนวน 169 คน  (พ.ศ.2544-2547) จำนวน 200 คน

-               เด็กที่ถูกกักกันอยู่ในสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองในฐานะผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย (พ.ศ. 2538-2540)  14,500 คน

-               เด็กที่ถูกผลักดันกลับประเทศต้นทางโดยสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (พ.ศ.2545-2546)  จำนวน 341 คน

-               เด็กที่อยู่ในสถานแรกรับ 13 แห่งของกรมประชาสงเคราะห์ (พ.ศ.2541-2543) 2,061 คน

  • จำนวนเด็กต่างชาติจากการมาขึ้นทะเบียนราษฎรทั่วประเทศ  ตามนโยบายการจัดระบบแรงงานต่างด้าวปีพ.ศ.2547  ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2547  โดย สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว  ปรากฏดังนี้

-      เด็กแรกเกิด-11 ปี  รวม 59,331 คน

-      เด็กอายุ 12-14 ปี   รวม 15,944 คน

-      ผู้มีอายุ 15 ปีขึ้นไป  รวม 1,032,252 คน

  • จำนวนเด็กต่างชาติจากการมาขึ้นทะเบียนราษฎรทั่วประเทศ  ตามนโยบายการจัดระบบแรงงานต่างด้าวปีพ.ศ.2547  ข้อมูล ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2548 มีเด็กอายุต่ำกว่า  15 ปี จำนวน 93,082  คน รายละเอียดตามแผนภูมิของศูนย์ปฏบัติการจัดระบบการทำงานของคนต่างด้าว (ศจต.) กรมการจัดหางาน  กระทรวงแรงงาน ดังนี้
  • จำนวนนักเรียนจากประเทศเพื่อนบ้านที่ข้ามเข้ามาเรียนในโรงเรียนที่ตั้งอยู่ตามแนวชายแดนของเขตพื้นที่การศึกษาเป้าหมาย  เป็นจำนวน    5,299 คน   ในปีการศึกษา 2547  ดังนี้

- เด็กพม่า    จำนวน  3,942  คน

- เด็กลาว     จำนวน  948  คน

- เด็กกัมพูชา   จำนวน  409  คน

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าข้อมูลจำนวนเด็กต่างชาตินั้นค่อนข้างกระจัดกระจายและมีความหลากหลายของช่วงเวลา  เป็นลักษณะของการเก็บข้อมูลเฉพาะเรื่อง  และเป็นคราว ๆ ไป  ทำให้ข้อมูลที่ปรากฏของแต่ละแหล่งมีส่วนที่เหลื่อมล้ำกันอยู่  ไม่ตรงกัน  ไม่มีความแน่ชัด  และเป็นการยากที่จะมีข้อมูลจำนวนที่ชัดเจน  เพื่อไปกำหนดทิศทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กต่างชาติในประเทศไทย

1.3 สัญชาติและพื้นที่ที่ปรากฏเด็กต่างชาติ

เด็กต่างชาติที่พบในประเทศไทยจะมีสัญชาติพม่า ลาว กัมพูชา จีน เวียดนาม บังคลาเทศ อินเดีย   เป็นต้น  ซึ่งจำนวนที่พบมากที่สุด คือ สัญชาติพม่า  ในส่วนของพื้นที่ที่ปรากฏพบว่า  เด็กต่างชาติกระจายตัวอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย  โดยเฉพาะในจังหวัดที่อยู่ตามแนวชายแดนจะมีความหนาแน่นสูงกว่าจังหวัดที่อยู่รอบใน

ซึ่งจากจำนวนเด็กต่างชาติที่มาขึ้นทะเบียนราษฎรทั่วประเทศ  ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2547  โดย สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว   พบว่าพื้นที่ที่มีจำนวนเด็กต่างชาติช่วงอายุแรกเกิด-14 ปี  สูงสุด 5 อันดับแรก  ได้แก่

  1. จ.ตาก  จำนวน 12,525 คน  เป็นชาย 6,478  คน  เป็นหญิง 6,047  คน
  2. จ.ระนอง  จำนวน 9,288 คน  เป็นชาย 4,934คน  เป็นหญิง 4,354  คน
  3. จ.กาญจนบุรี  จำนวน 6,432 คน  เป็นชาย 3,399  คน  เป็นหญิง 3,033 คน
  4. จ.พังงา  จำนวน 3,918 คน  เป็นชาย 2,287 คน  เป็นหญิง 1,631  คน
  5. จ.สมุทรสาคร จำนวน 3,582 คน  เป็นชาย 1,954  คน  เป็นหญิง 1,628  คน

1.4 ลักษณะการเข้ามาอยู่ของเด็กต่างชาติในประเทศไทย สามารถแบ่งออกได้เป็น  4 ลักษณะ  คือ

  • เด็กต่างชาติที่ติดตามครอบครัวเข้ามายังประเทศไทย
  • เด็กต่างชาติที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยด้วยตนเอง  มากับเพื่อนหรือคนรู้จัก
  • เด็กต่างชาติที่เข้ามาประเทศไทยโดยกระบวนการค้ามนุษย์
  • เด็กต่างชาติที่เกิดใหม่ในประเทศไทย
1.5 เส้นทางและวิธีการในการเดินทางเข้ามาในประเทศไทยของเด็กต่างชาติ

เส้นทางสำคัญที่เป็นช่องทางให้เด็กต่างชาติเดินทางเข้ามายังประเทศไทย  ได้แก่

  • แนวชายแดนไทย-กัมพูชา

-               จ.สุรินทร์ : อ.กาบเชิง  อ.ปราสาท  อ.บ้านกอก

-               จ.สระแก้ว : อ.ท่าพระยา  อ.อรัญประเทศ

-               จ.ตราด : อ.คลองใหญ่ อ.เกาะกง

  • แนวชายแดนไทย-ลาว

-               จ.เชียงราย : อ.เชียงแสน  อ.เชียงของ  อ.เวียงแก่น

-               จ.พะเยา : อ.เชียงคำ

-               จ.น่าน : อ.เฉลิมพระเกียรติ

-               จ.นครพนม : อ.ธาตุพนม  อ.ท่าอุเทน

-               จ.หนองคาย : อ.ศรีเชียงใหม่  อ.ท่าบ่อ

-               จ.มุกดาหาร : อ.ดอนตาล  อ.ส้มป่อย

-               จ.อำนาจเจริญ : อ.ชานุมาน

-               จ.อุบลราชธานี : อ.เขมราฐ  อ.พิบูลมังสาหาร

  • แนวชายแดนไทย-พม่า

-               จ.เชียงราย : อ.แม่สาย  อ.เชียงของ

-               จ.เชียงใหม่ : อ.ฝาง

-               จ.แม่ฮ่องสอน : อ.ขุนยวม

-               จ. ตาก : อ.ท่าสองยาง  อ.แม่สอด

-               จ.กาญจนบุรี : อ.สังขละบุรี  อ.ทองผาภูมิ

1.6 สถานภาพของเด็กต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทย จะมีสถานภาพในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้

  • เด็กต่างชาติในสถานะผู้ติดตาม ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่พบว่าในกลุ่มคนต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่จะอาศัยรวมกันอย่างแออัดในห้องเช่าหรือบ้านเช่าที่แบ่งซอยเป็นห้องเล็กๆ ห้องหนึ่งอยู่รวมกัน 10-15 คน ทั้งที่เป็นชุมชนเฉพาะพวกตนและอยู่ร่วมในชุมชนไทย สภาพปัญหาที่พบจะเป็นในเรื่องสุขภาพอนามัย โรคติดต่อ ส้วมไม่ถูกสุขลักษณะและมีจำนวนน้อย  การขับถ่ายในที่สาธารณะ สภาพแวดล้อมสกปรกเพราะไม่มีการจำกัดขยะอย่างถูกวิธีหรือไม่สนใจจำกัด มีแหล่งน้ำเสีย ปัญหายาเสพติด และอยู่ใกล้แหล่งเริงรมย์

นายแพทย์สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระนอง ยืนยันตรงกับข้อมูลข้างต้นในการประชุมเรื่องเด็กต่างชาติใน จ.ระนอง เมื่อปี พ.ศ.2545 ว่า ในชุมชนคนต่างชาติมีปัญหาสุขภาพอนามัยอย่างมาก ส่วนใหญ่จะไม่สวมรองเท้า กินอาหารด้วยมือ ขับถ่ายลงทะเล เป็นต้น แต่เด็กต่างชาติที่นี่ จำนวน 210 คน อายุ 3-12 ปี ก็ยังมีโอกาสได้รับบริการด้านการศึกษาและความรู้ด้านสุขภาพอนามัย จากศูนย์อบรมเยาวชนชายแดนไทย-พม่า จำนวน 3 แห่ง โดยความร่วมมือของชุมชน หน่วยราชการ และองค์กรพัฒนาเอกชน

  • แรงงานเด็ก

ประเภทของแรงงานเด็ก แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ตามระยะเวลาในการทำงาน  ดังนี้

1. ทำงานชั่วคราว  เช่น  เข้ามาทำงานตามฤดูกาล  ระยะเวลา 10 วัน ถึง 3 เดือน บริเวณที่พบได้แก่  ชายแดนไทย-ลาว ที่ จ.มุกดาหาร เข้ามาทำงานช่วงปิดภาคเรียน  บริเวณที่พบ ได้แก่  ชายแดนไทย-พม่า  ที่ จ.ตาก จ.กาญจนบุรี

2. ทำงานถาวร  พบตามพื้นที่ชายแดนต่าง ๆ และจังหวัดหรือเมืองใหญ่ ๆ

ประเภทของงาน

1. งานบริการทั่วไป  ได้แก่  งานบ้าน  งานร้านอาหาร  พี่เลี้ยงเด็ก  เด็กปั๊ม

2.งานภาคเกษตรกรรม  ได้แก่  “ไร่ส้ม ไร่กุหลาบ  ปลูกอ้อย เลี้ยงสัตว์

3. งานภาคอุตสาหกรรม  ได้แก่  งานในโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ

4. งานอื่น ๆ ได้แก่  งานก่อสร้าง  งานปั๊มน้ำมัน ฯลฯ

สภาพปัญหา

ข้อมูลจากรายงานประจำปีของ มพด. ตั้งแต่ปี พ.ศ.2540-2547 พบว่า แรงงานเด็กต่างชาติได้รับอาหารไม่เพียงพอและเหมาะสมต่อการเจริญเติบโต เด็กบางรายได้กินอาหารเพียงวันละ 1 มื้อ บางวันเป็นบะหมี่สำเร็จรูป 1 ซองแบ่งกันกิน 3 คน ในขณะที่ต้องทำงานหนัก ชั่วโมงทำงานยาวนาน 10-12 ชั่วโมง บางกรณีมากกว่านั้นเพราะต้องทำงานบ้านให้นายจ้างด้วย ส่วนใหญ่ได้พักผ่อนเพียงวันละ 4-6 ชั่วโมง บางรายระบุว่าได้นอนเพียงวันละ 1 ชั่วโมง ที่พักอยู่รวมกันในห้องเดียวแออัด ไม่มีเครื่องนอน หรือต้องนอนในห้องที่ใช้เก็บของด้วย ส่วนใหญ่ไม่ได้ออกไปนอกสถานประกอบการหรือบ้านของนายจ้าง เพราะอยู่ในสถานะ    ผู้ลักลอบเข้า

  • เด็กเร่ร่อนขอทาน

เด็กเร่ร่อนในประเทศไทยพบว่ามีหลากหลายสัญชาติ  จากข้อมูลโดยองค์กรพัฒนาเอกชนต่าง ๆ ระบุว่าพบเด็กกัมพูชา  พม่า  ม้ง ไทยใหญ่ ลาว เวียดนาม บังกลาเทศ และศรีลังกา  ถูกกักอยู่ในสตม.  ทั้งที่มาพร้อมกับครอบครัวและมาโดยลำพัง  และส่วนน้อยอาศัยอยู่ร่วมกับชุมชนไทย โดยเป็นแรงงานภาคเกษตร กลุ่มเด็กจะอยู่ในสถานะผู้ติดตามและแรงงานปั๊มน้ำมัน ร้านขายของ งานบ้าน งานเพาะชำกล้าไม้ ฯลฯ ซึ่งอยู่ในเขต กทม. และปริมณฑล (รายงานประจำปีของมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก พ.ศ.2543-2545)

จำนวน

- ข้อมูลจากสถานแรกรับ 13 แห่งของกรมประชาสงเคราะห์  รายงานว่ามีเด็กต่างชาติอยู่ในสถานแรกรับ(เฉพาะปี พ.ศ. 2544) จำนวน 1,064 คน

- จากการสำรวจข้อมูลของศูนย์ข้อมูลคนหาย เพื่อการต่อต้านการค้ามนุษย์ กลุ่มกระจกเงา พ.ศ.2546  พบเด็กต่างชาติเร่ร่อนขอทานในกทม. จำนวน 33 คน โดยสำรวจจากพื้นที่ 1% ของ กทม. และประมาณการว่า ถ้าคิดเป็นพื้นที่ทั้งหมดอาจพบเด็กต่างชาติเร่ร่อนขอทานมากถึง 3,100 คนเศษ โดยไม่นับรวมเด็กต่างชาติที่ขายดอกไม้และกระดาษทิชชูให้แก่นักท่องเที่ยวตามสถานบันเทิง

สภาพปัญหา

ข้อมูลจากกรมประชาสงเคราะห์ พ.ศ.2545 ระบุเพียงสั้น ๆ ว่า เด็กกลุ่มนี้จะพักอาศัยอยู่ในชุมชนแออัด และออกมาเร่ร่อนขอทานตามที่สาธารณะ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องได้รับผลกระทบจากมลพิษเป็นเวลานาน ได้รับอาหารไม่เพียงพอและเหมาะสมต่อการเจริญเติบโต และยังเสี่ยงต่อการถูกล่อลวงให้เสพและค้ายาเสพติดหรือค้าบริการทางเพศ สอดคล้องกับข้อมูลจากการประชุมเรื่องการค้าเด็กข้ามชาติจากประเทศกัมพูชา ที่ จ.สระแก้ว เมื่อปี พ.ศ.2545 ที่สะท้อนสภาพของเด็กกัมพูชาในบริเวณตลาดโรงเกลือว่า มีลักษณะขาดสารอาหาร เสพยา ดมกาว มีพฤติกรรมก้าวร้าว ทะเลาะวิวาทกันเพราะแย่งงาน ถูกรีดไถ ขาดโอกาสศึกษาเพราะต้องมาเร่ร่อนขอทานทางฝั่งไทย เป็นต้น

  • เด็กในธุรกิจบริการทางเพศ

สภาพปัญหา

ถูกละเมิดสิทธิในด้านศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จากกระบวนการค้ามนุษย์  มีสถานภาพเป็นสินค้าทางเพศ  ถูกเอารัดเอาเปรียบแรงงาน  ถูกกดขี่ข่มเหง  ทำร้ายร่างกกาย  ถูกกักขัง  ติดโรคเอดส์และโรคทางเพศสัมพันธ์  ในเรื่องการคุ้มครองสิทธิ  ก็ไม่ได้รับการคุ้มครองทั้งในเรื่องสัญชาติ  ขาดโอกาสศึกษาและไม่ได้รับการดูแลสุขภาพอนามัย  หรือได้รับการส่งเสริมพัฒนาการที่เหมาะสมกับวัย

  • เด็กต่างชาติเกิดใหม่

ข้อมูลสถานการณ์เด็กเกิดใหม่ไม่สามารถที่จะรวบรวมเป็นจำนวนที่ชัดเจนได้  เพราะมีการเกิดที่กระจายอยู่ใน

สถานพยาบาลต่าง ๆ   ในที่นี้ขอยกตัวอย่างข้อมูลจาก 2 โรงพยาบาล  ดังนี้

-  ในปี 2544 เดือนตุลาคม ปี 43 – กันยายน ปี 44 จำนวน 14,296 คน อ้างอิง 66 จังหวัด จากโรงพยาบาลของรัฐ

-  ในปี 2545 เดือนตุลาคม ปี44 – กันยายน ปี 45  จำนวน 15,772 คน อ้างอิง 76 จังหวัด จากโรงพยาบาลของรัฐ  ส่วนจากภาคเอกชน ได้จาก โรงพยาบาลศรีวิชัย 5 สมุทรสาคร เพียงแห่งเดียว

* ข้อมูลจากกลุ่มพัฒนาระบบบริการ  สำนักพัฒนาระบบบริการสุขภาพ กรมสนับสนุน บริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข

สภาพปัญหา

การไม่สามารถรวบรวมข้อมูลตัวเลขการเกิดของเด็กต่างชาติซึ่งมีทั้งเกิดในสถานพยาบาลและในชุมชน  นอกจากนั้นเด็กเหล่านี้ยังต้องประสบปัญหาในเรื่องการออกหนังสือรับรองการเกิดซึ่งเรียกกันโดยทั่วไป “ทร.1/1. พบว่าโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาล  พร้อมที่จะออกหนังสือรับรองการเกิดในประเทศไทย ของบุตรให้แก่แรงงานต่างชาติ  แต่เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลจำนวนมากตั้งข้อสังเกตว่า คนต่างชาติส่วนใหญ่ไม่เห็นความสำคัญกับการนำเอาหนังสือรับรองการเกิดของบุตรกลับไป  อาจจะเป็นเพราะคนต่างชาตินั้นไม่ตระหนักในความสำคัญ ของการมีเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลที่ออกโดยรัฐ แม้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและองค์กรพัฒนาเอกชนในหลายพื้นที่จะพยายามอธิบายให้เห็นความสำคัญของเอกสารก็ตาม  แต่ด้วยข้อจำกัดของภาษาที่ใช้สื่อสารกันและโลกทัศน์ที่พวกเขาเป็นอยู่  ก็ทำให้ยังมีบุตรของแรงงานต่างชาติเกือบทั้งหมดที่เกิดในประเทศไทยไม่มีหนังสือรับรองการเกิด   ส่งผลให้เด็กเหล่านี้ไม่สามารถเข้าถึงบริการทั้งด้านการศึกษา  สาธารณสุข  และด้านอื่น ๆ ทั้งจากประเทศไทยและประเทศบ้านเกิด

2. นโยบาย มาตรการ กฎหมายและการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับเด็กต่างชาติ

  • ด้านแรงงาน

นโยบายการจดทะเบียนแรงงานต่างชาติ  ตั้งแต่ปี 2539  โดยเริ่มให้นายจ้างนำแรงงานต่างชาติหลบหนีเข้าเมือง 3 สัญชาติ  คือ พม่า  ลาวและกัมพูชา นำลูกจ้างมาจดทะเบียนขอใบอนุญาตทำงานได้เป็นระยะเวลา  2  ปี ในพื้นที่ 39 จังหวัด  มีแรงงานต่างชาติมาจดทะเบียนประมาณ 323,123 คน  ในขณะนั้นนโยบายยังไม่อนุญาต ให้แรงงานต่างชาติสามารถนำครอบครัวมาจดทะเบียนได้   ทั้งที่ในช่วงเวลาดังกล่าวได้มีแรงงานต่างชาติหลบหนีเข้าเมืองมาทั้งครอบครัว  ทำให้คนในครอบครัวต้องหลบซ่อนโดยในจำนวนนั้นมีทั้งเด็กที่ติดตามแรงงานต่างชาติ หรือ แรงงานเด็กต่างชาติที่หลบหนีเข้าเมืองมาทำงาน  เด็กเร่ร่อนขอทาน  และเด็กที่ถูกล่อลวงมาค้ามนุษย์   แต่ไม่มีข้อมูลด้านจำนวนที่แน่ชัดของกลุ่มเด็กต่างชาติในประเทศไทย   ต่อมาในปี 2541 – 2543  นโยบายการจดทะเบียนขออนุญาตทำงานของแรงงานต่างชาติหลบหนีเข้าเมือง  ได้มีการอนุญาตให้แรงงานต่างชาติมาจดทะเบียนได้ ครั้งละ  1 ปี  และมีการเข้มงวดกวาดจับแรงงานต่างชาติที่ไม่ได้จดทะเบียน รวมถึงกลุ่มเด็กต่างชาติที่อยู่ในพื้นที่ต่างๆ และดำเนินการผลักดันกลับประเทศอย่างเข้มงวด

ในปี 2544 – 2545  นโยบายในการจดทะเบียนได้เปิดกว้างขึ้นไปทุกจังหวัดทั่วประเทศ  และ อนุญาตให้จดทะเบียนได้ใน 10 ประเภทงาน  แต่ปัญหายังคงมีปัญหาในขั้นการดำเนินการต่างๆ ทั้งในเรื่องค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียน  การคุ้มครองสิทธิเมื่อแรงงานต้องการเปลี่ยนงาน  ทำให้มีจำนวนแรงงานต่างชาติที่มาจดทะเบียนน้อยลงในช่วงต่ออายุการจดทะเบียน  จาก 568,249  คน มาเป็น 430,074 คน ในปี 2545 และยังไม่สามารถมีข้อมูลของเด็กต่างชาติกลุ่มต่างๆ ได้   และยังคงเกิดปัญหาต่างๆ ตามมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเด็กที่เข้ามาเกิดใหม่ในประเทศไทย  เด็กที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ เนื่องจากมีกระบวนการที่ล่อลวงเด็กโดยการอ้างถึงนโยบายการจดทะเบียน

นโยบายดังกล่าวมิได้ครอบคลุมเด็กต่างชาติในประเทศไทย  ทั้งในเรื่องข้อมูลและการจัดบริหารเพื่อตอบสนองปัญหาและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  ในปี 2547 ได้มีการเปิดให้คนต่างชาติที่หลบหนีเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ออกมาจัดทำทะเบียนราษฎรผู้ไม่มีสัญชาติไทย จาก 3 สัญชาติ ได้แก่ พม่า ลาว กัมพูชา  ข้อมูล  ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2547 สรุปผลได้ดังนี้

-               คนต่างชาติ แรกเกิด – 11 ปี  จำนวน  59,331  คน  คิดเป็น 5.36%

-               คนต่างชาติ อายุ 12 -14 ปี     จำนวน  15,944 คน  คิดเป็น 1.44%

-               คนต่างชาติ อายุ  15  ปี ขึ้นไป จำนวน 1,032,252  คน  คิดเป็น  93.20%

รวมเป็นคนต่างชาติที่มาขึ้นทะเบียนราษฎร จำนวน 1,107,527 คน   เป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้เห็นจำนวนลูกหลานที่ติดตามแรงงานข้ามชาติ   ในจำนวนดังกล่าวยังไม่สามารถยืนยันอย่างเป็นทางการได้ว่าเป็นจำนวนของเด็กต่างชาติทั้งหมดที่อยู่ในประเทศไทย   เพราะถึงแม้จะมีนโยบายในการจดทะเบียนราษฎรเกิดขึ้นแต่ยังขาดแผนปฏิบัติงานที่ชัดเจนในการดำเนินการดังกล่าว  ซึ่งต้องเชื่อมโยงกับนโยบายด้านสาธารณสุขและนโยบายการจัดการศึกษาให้กับเด็กต่างชาติกลุ่มดังกล่าว  เพื่อให้สอดคล้องกับการคุ้มครองสิทธิเด็กตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ

นอกจากนโยบายการจดทะเบียนราษฎรและการจดทะเบียนขออนุญาตทำงานที่ดำเนินการให้กับแรงงานต่างชาติหลบหนีเข้าเมือง  3 สัญชาติแล้ว  รัฐบาลไทย ยังร่วมกับทั้ง 3 ประเทศในการจัดทำบันทึกความเข้าใจ เรื่องการจ้างแรงงาน  โดยมีแนวทางที่สำคัญ คือการพิสูจน์สถานะและการให้แรงงานต่างชาติหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมายมาเป็นแรงงานต่างชาติเข้าเมืองถูกกฎหมายเพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการปัญหาแรงงานต่างชาติในประเทศไทย  จะเห็นได้ว่านโยบายดังกล่าวเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวดที่จะทำให้เห็นว่ารัฐไทยยอมรับในสถานการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้นว่ามีแรงงานต่างชาติและคอบครัวอยู่ในประเทศไทยและมีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านั้นในเชิงบวกและเน้นความร่วมมือกับประเทศต้นทางถึงแม้จะเกิดปัญหาในทางปฏิบัติติดตามมาแต่ปัญหาแรงงานต่างชาติและครอบครัวหลบหนีเข้าเมืองก็จะไม่ถูกซ่อเร้นไปทั้งหมด    แต่ยังคงมีปัญหาที่สำคัญ คือ จะดำเนินการอย่างไรกับแรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะเด็กต่างชาติที่ยังคงซ่อนเร้น  อยู่ในพื้นที่ต่างๆ

  • ด้านการคุ้มครอง

มาตรการด้านคุ้มครองเด็กต่างชาติ   จะเป็นการให้ความสำคัญถึงปัญหาการค้ามนุษย์ข้ามชาติ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้าเด็กมาเป็นแรงงานและใช้ในธุรกิจทางเพศ  ซึ่งเป็นปัญหาที่ทั่วโลกให้ความสนใจและเร่งให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนเนื่องจากเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน  ดังนั้นประเทศไทยจึงถูกมองจากนานาประเทศทั่วโลกว่าเป็นแหล่งหนึ่งของปัญหาดังกล่าว ประเทศไทยอยู่ใน  3 สถานะ คือ  ประเทศต้นทาง  ประเทศทางผ่าน และ ประเทศปลายทางของกระบวนการค้ามนุษย์  ตั้งแต่ปี 2539 คณะรัฐมนตรี  ได้ให้ความเห็นชอบนโยบายและแผนปฏิบัติการด้านการขจัดมิให้มีเด็กในธุรกิจทางเพศ  การดำเนินการผ่านมา 6  ปี  จึงได้มีการประเมิน  และเนื่องจากสภาพปัญหาครอบคลุมการค้าหญิงและเด็กข้ามชาติ  คณะอนุกรรมการการประสานงานการแก้ไขปัญหาการค้าเด็กและหญิงจึงจัดทำนโยบายและแผนระดับชาติ  เรื่องการป้องกัน ปราบปรามและแก้ไขปัญหาการค้าเด็กและหญิงภายในประเทศและข้ามชาติ  โดยคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่  1  กรกฎาคม  พ.ศ.2546

แนวทางดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน โดยมีการจัดทำบันทึกข้อตกลงทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทั้งระดับภูมิภาค ระดับชาติและระหว่างประเทศ  ได้แก่

1)         บันทึกข้อตกลง เรื่อง แนวทางปฏิบัติ่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการกรณีการค้าเด็กและหญิง  พ.ศ.2542 และฉบับที่ 2 พ.ศ.2546

2)        บันทึกข้อตกลง เรื่อง แวทางการดำเนินงานขององค์กรพัฒนาเอกชนที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการกรณีการค้าเด็กและหญิง พ.ศ.2546

3)        บันทึกข้อตกลง  เอง แนวทางปฏัติร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานกรณีเด็กและหญิงที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ พ.ศ.2546

4)         บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งาชอาณาจักรกัมพูชา  เรื่อง ความร่วมมือทวิภาคีว่าด้วยการขจัดการค้าเด็กและหญิงและการช่วยเหลือเหยื่อการค้ามนุษย์  พ.ศ.2546

จากบันทึกข้อตกลงต่างๆที่เกิดขึ้น   ทำให้เกิดมาตรการและกลไกที่คุ้มครองเด็กต่างชาติโดยเฉพาะกรณีที่เป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์  เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและเป็นนโยบายที่มีการขับเคลื่อนในระดับปฏิบัติมากขึ้น   แต่เพื่อประสิทธิภาพในการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ต้องเน้นความร่วมมือตั้งแต่ระดับชุมชน จนถึงระหว่างประเทศ  การค้ามนุษย์จึงถูกจัดเป็นวาระแห่งชาติ  ที่หลายหน่วยงานต้องให้ความร่วมมือในทางแก้ไขปัญหาทั้งในระดับปฏิบัติและระดับนโยบาย

แต่สำหรับเด็กต่างชาติกลุ่มอื่นที่ถูกละเมิดสิทธิและต้องการคุ้มครอง  ยังไม่มีนโยบายหรือมาตรการการคุ้มครองโดยตรง  แต่เป็นการคุ้มครองตามกฎหมายไทยที่มีอยู่ตามสภาพปัญหาที่เด็กประสบทั้งในการคุ้มครองแรงงานตามพรบ.คุ้มครองแรงงาน  พ.ศ.254  การคุ้มครองร่างกาย  จิตใจและทรัพย์สินตามกฎหมายอาญา และ กฎหมายแพ่ง  นอกจากนี้ในปี 2546 ได้มีพรบ.คุ้มครองเด็ก เกิดขึ้น ซึ่งในความหมายของคำว่า “เด็ก” หมายถึง  บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์  แต่ไม่รวมถึงผู้ที่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส ซึ่งครอบคลุมถึงเด็กทุกคน รวมถึงเด็กต่างชาติด้วย  โดยเน้นการปฏิบัติกับเด็กตั้งแต่ในครอบครัว ชุมชน สังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  การดูแลเด็กโดยมีมาตรฐานขั้นต่ำในการดูแลเด็ก  ซึ่งการดูแลเด็กมิได้หมายความถึงพ่อแม่ ผู้ปกครองเท่านั้น  แต่ครอบคลุมถึงนายจ้างที่จ้างแรงงานเด็กด้วย

  • ด้านสาธารณสุข

มาตราการด้านสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับเด็กต่างชาติของกระทรวงสาธารณสุขยังไม่มีการออกนโยบายที่เฉพาะเจาะจงสำหรับเด็กกลุ่มนี้  แต่การดำเนินการควบคู่ไปกับนโยบายการจดทะเบียนแรงงานต่างชาติหลบหนีเข้าเมือง  ทั้งในด้านการบริการและการรักษาพยาบาล  แต่มีหลักการตรงกันทั้งในส่วนกลางและในระดับปฏิบัติ คือ การให้การดูแลรักษาโดยไม่แยกว่าเป็นคนไทยหรือต่างชาติ   แต่จากการทำงานของหลายหน่วยงานและเสียงสะท้อนของหลายเวที  ทำให้เห็นว่าในแต่ละจังหวัดมีความแตกต่างในวิธีการปฏิบัติ และความชัดเจนในหลายประเด็น  ทั้งในเรื่องการปฏิบัติงาในการให้บริการ  แนวทางการให้บริการของแต่ละสถานพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องหลักฐานแสดงการเกิดของลูกแรงงานต่างชาติ  เป็นประเด็นที่มีปัญหามาอย่างต่อเนื่อง  และมีความพยายามผลักดันให้เกิดการแก้ไขทั้งในระดับนโยบายและในระดับปฏิบัติแต่ยังคงพบปัญหาอย่างต่อเนื่อง  เนื่องจากมีเรื่องทัศนคติต่อคนต่างชาติเข้ามาและความไม่ชัดเจนของระเบียบปฏิบัติ   ประกอบกับการทำงานตามนโยบายการจดทะเบียนแรงงานต่างชาติเป็นการเพิ่มงานให้กับบุคลากรด้านสาธารณสุข   แต่ในทางการบริหารจัดการแล้วไม่ได้มีการเพิ่มบุคลากรหรือเสริมสร้างทักษะบุคลากรตามการปฏิบัติงานที่เพิ่มขึ้น   และไม่ได้มีความพยายามที่จะสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการร่วมมือกันแก้ไขปัญหา ทั้งในภาคประชาชน  ภาคธุรกิจ หรือองค์กรภาคเอกชนที่มีความเกี่ยวเนื่องกับปัญหา    โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวแรงงานต่างชาติเอง

แต่ที่สำคัญและน่าสนใจคือ นโยบายด้านสาธารณสุขในระดับจังหวัดหลายพื้นที่ที่ให้ความสำคัญและมีแนวคิดในการปฏบัติในเชิงบวกกับเด็กต่างชาติและครอบครัว  ได้แก่ในพื้นที่แนวตะเข็บชายแดนและพื้นที่ที่มีจำนวนแรงงานและเด็กต่างชาติเป็นจำนวนมาก  ตัวอย่างเช่นจังหวัดสมุทรสาคร  ระนอง  มุกดาหาร เป็นต้น  ซึ่งการให้บริการเกิดจากความร่วมมือในระดับจังหวัด  เห็นถึงความสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านสาธารณสุขให้กับเด็กและแรงงานต่างชาติ   ถึงแม้หลายจังหวัดจะมีนโยบายและแนวทางปฏิบัติ  แต่นโยบายดังกล่าวยังเป็นแค่บางพื้นที่และยังไม่เป็นเป็นการทำงานเชิงรุกเพื่อป้องกัน ควบคุมโรค และส่งเสริมสุขภาพให้กับเด็กต่างชาติและครอบครัวที่กระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างเพียงพอ

  • ด้านการศึกษา

รัฐไทยได้รับรองพันธกรณีระหว่างประเทศที่จะเคารพสิทธิในการศึกษาของมนุษย์อย่างชัดเจน ทั้งในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน 1948   กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ  สังคมและวัฒนธรรม ค.ศ. 1966 และที่สำคัญคือ ข้อที่ 28 ซึ่งกำหนดว่ารัฐภาคียอมรับสิทธิของเด็กที่จะได้รับการศึกษาและเพื่อที่จะให้สิทธินี้บังเกิดผลตามลำดับและบนพื้นฐานของโอกาสที่เท่าเทียมกัน  รัฐภาคีจะ  ก) จัดการศึกษาขั้นประถมศึกษาเป็นภาคบังคับที่เด็กทุกคนสามารถเรียนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ.1989 จะเห็นได้ว่าจากการรับรองพันธกรณีต่างๆ  ตลอดจนกฎหมายของไทยที่ระบุว่า  การจัดการศึกษา  ต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ตามพรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 แต่ในการนำไปปฏิบัติยังคงมีปัญหาในเรื่องการตีความของคำว่า “บุคคล” ว่าเฉพาะบุคคลที่มีสัญชาติไทยเท่านั้นหรือไม่  การปฏิบัติของแต่ละหน่วยงานและสถาบันจึงยังไม่ชัดเจนและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน  ปัญหาที่ตามมา คือ การไม่ยอมรับเด็กต่างชาติเข้าเรียน หรือ รับเข้าเรียนแต่ไม่ให้หลักฐานการศึกษา(รายละเอียดตามปัญหาในทางปฏิบัติ) ซึ่งในความเป็นจริงสามารถออกหลักฐานทางการศึกษาได้  โดยบันทึกและลงนามกำกับข้อความว่า “ไม่มีหลักฐานตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนราษฎร์ ” ลงไว้ในหลักฐานการศึกษาของเด็กต่างชาติเหล่านั้น   ทั้งนี้ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานวัน เดือน ปี เกิดในการรับนักเรียน  นักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ.2535  แต่ในทางปฎิบัติยังคงเป็นปัญหาเดิมในการตีความ และทรัพยากรบุคคล และ งบประมาณที่ต้องเพิ่มขึ้นของโรงเรียนและสถาบันการศึกษา  ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กต่างชาติไม่ได้รับการศึกษา

ในปัจจุบัน กระทรวงศึกษาธิการได้มีความพยายามในการปรับระเบียบที่มีอยู่  ให้มีความสอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนด้านการศึกษา  โดยจะแก้ไขระเบียบกระทรวงศึกษาธิการในส่วนที่ยังเป็นปัญหาและไม่สอดคล้องกับพันธกรณีต่างๆ ที่ไทยรับรอง  ทำให้เห็นทิศทางที่ดีขึ้นในการพัฒนานโยบายด้านการศึกษาให้กับเด็กต่างชาติ  ประกอบกับมีนโยบายการศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาส  ที่ได้รับการเห็นชอบตามมติของคณะรัฐมนตรี ในปี 2547โดยมีการระบุกลุ่มเด็กด้อยโอกาสซึ่งครอบคลุมถึงแรงงานเด็ก  เด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยที่ขาดโอกาสทางการศึกษาและเด็กที่อยู่ในภาวะยากลำบากด้วย  ซึ่งนโยบายดังกล่าวจะเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มเด็กต่างชาติ และเป็นนโยบายที่เห็นถึงความสำคัญของการศึกษาโดยคำนึงถึงโอกาส  ความเสมอภาค  การเรียนรู้ที่หลากหลาย  สิทธิมนุษยชน  ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ฯลฯ

3. ปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินงานด้านเด็กต่างชาติ

1. การไม่มีข้อมูลสถานการณ์ภาพรวมของเด็กต่างชาติที่แน่ชัด  เนื่องจากการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นลักษณะการดำเนินงานของแต่ละหน่วยงานที่ได้มีการรวบรวมไว้ในเฉพาะกลุ่มเป้าหมายและกรอบการทำงานของหน่วยงาน  ทำให้ไม่สามารถที่จะรวบรวมข้อมูลได้ทั้งหมด  ประกอบกับเด็กต่างชาติเป็นกลุ่มที่ซ่อนเร้น  มีการเคลื่อนไหวและกระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ทั้งเข้ามาเกิดใหม่ในประเทศไทย หรือ เคลื่อนย้ายไปตามครอบครัวและแหล่งงาน ทำให้ไม่สารถที่จะทราบจำนวนที่แท้จริงได้

2. การไม่สามารถเข้าถึงเด็กต่างชาติ  จากลักษณะจำเพาะของกลุ่ม การไม่ทราบข้อมูลที่แน่ชัด  ส่งผลให้การให้บริการและแนวทางการดำเนินการต่างๆ ไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเด็กต่างชาตินี้ได้อย่างทั่วถึง

3. การขาดการเชื่อมต่อของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน  เครือข่ายการทำงานไม่มีการประสานงานกันในลักษณะเฉพาะด้านที่ครอบคลุมปัญหาด้านเด็กต่างชาติได้ทั้งหมด  ซึ่งแต่ละหน่วยงานจะมีการดำเนินงานตามกลุ่มเป้าหมายของตนเอง   ประกอบกับไม่มีเวทีที่จะแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง  ทำให้สถานการณ์ด้านเด็กต่างชาติมีการเคลื่อนไหวเฉพาะบางประเด็น เท่านั้น

4. การไม่มีหน่วยงานภาครัฐที่รองรับปัญหาโดยตรง

5. การขาดนโยบายและแผนงานร่วมกันที่ชัดเจนในเรื่องเด็กต่างชาติ  มีเครือข่าย กลไกและนโยบายเฉพาะด้าน  ส่งผลให้เด็กต่างชาติบางกลุ่มไม่ได้รับการดูแล คุ้มครอง ช่วยเหลือ   เนื่องจากขาดหน่วยงาน มาตรการ และนโยบายในการรองรับปัญหา

4. ข้อเสนอแนะต่อการดำเนินงานแก้ไขปัญหาเด็กต่างชาติ

4.1 ระบบข้อมูล

4.1.1 ควรมีการพัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลเรื่องเด็กต่างชาติกลุ่มต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการวางแผน และการดำเนินการด้านต่างๆ  โดยให้มีหน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก ในการวางระบบข้อมูล ที่เชื่อมโยงหลายหน่วยงานซึ่งทำงานเรื่องเด็กต่างชาติ  มีระบบ ติดตามและพัฒนาข้อมูลอย่างต่อเนื่อง

4.1.2 จัดทำโครงการนำร่องเพื่อพัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูล เด็กต่างชาติ โดยการมีส่วนร่วมของฝ่ายต่างๆในระดับพื้นที่

4.1.3 ระบบการจดทะเบียนข้อมูลเรื่องแรงงานต่างชาติและครอบครัว  ควรแยกกลุ่มเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปีให้ชัดเจน

4.1.4 ให้มีการดำเนินการจดทะเบียนการเกิดเด็กต่างชาติทุกคนอย่างเป็นระบบ

4.2 นโยบาย และแผน

4.2.1 ให้มีนโยบายและแผนงานที่ชัดเจนในเรื่องเด็กต่างชาติ และกำหนดแนวปฏิบัติให้หน่วยงานต่างๆดำเนินการได้อย่างเป็นมาตรฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องมีการเชิ่อมโยงกันของนโยบายในเรื่องการคุ้มครองสิทธิ   สาธารณสุข  การศึกษา

4.2.2 นโยบายและยุทธศาสตร์เรื่องการจัดการแรงงานข้ามชาติ ต้องมีการพิจารณาเรื่องเด็กต่างชาติเป็นพิเศษ และในกลไกการจัดการทั้งในระดับชาติ และภูมิภาค   ควรมีองค์ประกอบของหน่วยงานที่ทำงานเรื่องเด็กเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย

4.3 มาตรการและการดำเนินการด้านต่างๆ

4.3.1  ผลักดันให้มีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนเรื่องการจดทะเบียนราษฎรแรงงานต่างชาติและครอบครัว

4.3.2 ให้มีแผนการดำเนินงาน การประเมินผลร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กต่างชาติในการป้องกัน การคุ้มครอง  การช่วยเหลือ  การพัฒนา  การคืนสู่สังคมและชุมชน

4.4 การเสริมสร้างศักยภาพขององค์กรและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง

4.4.1  เนื่องจากการทำงานเรื่องเด็กต่างชาติมีความจำเป็นที่จะต้องมีความเข้าใจ ความรู้และ ทักษะหลายด้าน ที่แตกต่างจากการทำงานกับเด็กไทย จึงควรมีการวางแผนเพื่อพัฒนาศักยภาพขององค์กรและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ในระดับต่างๆ โดยมีการจัดทำหลักสูตร คู่มือ  สื่อ  และสร้างวิทยากรที่เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องเพิ่มขึ้น

4.4.2 การสร้างเสริมเครือข่ายการทำงานเรื่องเด็กต่างชาติให้เพิ่มมากขึ้น และมีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์และหาแนวทางการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง

4.4.3 สถาบันการศึกษา ควรพัฒนาหลักสูตรและองค์ความรู้ การทำงานด้านสังคมสงเคราะห์  การจัดการศึกษา การจัดบริการสำหรับเด็กต่างชาติ เพื่อฝึกอบรมให้มีบุคลากรที่มีความรู้ทักษะในเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้น

4.5 การรณรงค์และการสร้างทัศนคติที่ดีต่อเด็กต่างชาติ

ในภาพรวมของสังคมยังขาดความรับรู้ ความเข้าใจ มีเจตคติที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกปฏิบัติ ในเรื่องเด็กต่างชาติ ซึ่งทำให้การแก้ไขปัญหายังไม่มีประสิทธิภาพ จึงควรมีแผนการรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักและความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว  โดยมีการรณรงค์เชิงมิติวัฒนธรรมเพิ่มมากขึ้น

รายงานสถานการณ์ดังกล่าวได้มีการนำเสนอร่างสรุปสถานการณ์เด็กต่างชาติปี 2548เบื้องต้น    ในวันที่ 21 เมษายน 2548 ณ ห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็กฯ    สรุปรายงานการประชุมเพื่อปรึกษาหารือและหาข้อเสนอแนะรายงานสถานการณ์เด็กต่างชาติในประเทศไทย  สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

  • Ø คุณศรีศักดิ์  ไทยอารี  ประธานคณะทำงานประสานงานเรื่องเด็กต่างชาติ  กล่าวชี้แจงวัตถุประสงค์และกล่าวเปิดการประชุมเพื่อปรึกษาหารือและหาข้อเสนอแนะต่อรายงานสถานการณ์เด็กต่างชาติในประเทศไทย  สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

สถานการณ์ด้านแรงงานต่างชาติ  ที่มีการเคลื่อนย้ายเข้ามาทำงานในประเทศไทยเป็นจำนวนมากรวมถึงแรงงานเด็กต่างชาติ    โดยตั้งแต่ปีพ.ศ 2544 รัฐบาลมีนโยบายเกี่ยวกับการจัดระเบียบแรงงานต่างชาติ กำหนดให้มีการจดทะเบียนแรงงานต่างชาติที่ทำงานในประเทศไทย  ต่อมาปี พ.ศ. 2547 ได้มีการปรับรูปแบบการจดทะเบียนและอนุญาตให้ผู้ติดตามสามารถขอขึ้นทะเบียนอาศัยในประเทศไทยแต่ไม่อนุญาตให้ทำงาน จากการดำเนินการดังกล่าวไม่ได้มีมาตรการในการตรวจสอบอายุ และมีเด็กต่างชาติจำนวนมากที่เข้ามาโดยกระบวนการค้ามนุษย์  หน่วยงานภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนได้มีความพยายามในการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แต่ในปัจจุบันเด็กต่างชาติในประเทศไทยยังคงประสบปัญหาในรูปแบบต่างๆ  ประกอบกับการฐานข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์เด็กต่างชาติ  เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ในการหาแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กต่างชาติในประเทศไทย    ดังนั้น จึงได้มีการจัดประชุมคณะประสานงานเรื่องเด็กต่างชาติ (Thai – Cord) ครั้งที่ 1 ขึ้น เพื่อมาพิจารณาแนวทางการทำงานเรื่องเด็กต่างชาติ โดยที่ประชุมประกอบด้วยองค์กรสมาชิก  ดังนี้  สภาองค์การเด็กและเยาวชน ฯ   มูลนิธิพัฒนาการคุ้มครองเด็ก    มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก   โดยมีผู้แทนโครงการระหว่างประเทศว่าด้วยการแก้ไขปัญหาแรงงานเด็ก (ILO/IPEC) เป็นผู้สังเกตการณ์และร่วมให้ข้อเสนอแนะในการประชุม  โดยในที่ประชุมมอบหมายให้มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก เป็นผู้รวบรวมสถานการณ์เด็กต่างชาติในประเทศไทยเบื้องต้น  และจะดำเนินการจัดประชุมครั้งที่ 2 เพื่อเสนอสถานการณ์และเขิญหน่วยงานภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อปรึกษาหารือแนวทางการดำเนินการต่อไป

ในครั้งนี้ เป็นการจัดประชุมเพื่อให้ผู้เข้าร่วมซึ่งเป็นตัวแทนของภาครัฐทางด้านการศึกษา ด้านแรงงาน กฎหมาย  และองค์กรเอกชนได้ร่วมเสนอแนะต่อร่างเอกสารรายงานสถานการณ์ และพิจารณาแนวทางการทำงานของคณะประสานงานเรื่องเด็กต่างชาติ (Thai – Cord ) โดยในที่ประชุมได้ให้ข้อเสนอแนะ ดังนี้

  • ข้อเสนอแนะต่อรายงานสถานการณ์เด็กต่างชาติในประเทศไทย

1) ด้านการพัฒนากลไก

-  การจัดทำระบบข้อมูล เรื่องเด็กต่างชาติ โดยกระทรวงแรงงานที่มีการจดทะเบียนราษฎรให้กับคนต่างชาติ 3 สัญชาติที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย และกระทรวงศึกษาธิการควรเข้ามามีบทบาทในการสำรวจและรวบรวมข้อมูลเด็กต่างชาติ  เพื่อที่จะเป็นประโยชน์ในการทราบจำนวนข้อมูลและกำหนดมาตรการในการดำเนินการให้กับเด็กต่างชาติกลุ่มนี้  ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่ออกมาเปิดเผยจำนวนที่แน่ชัด  โดยควรพัฒนาระบบการจดทะเบียนที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพ  ทั้งในเรื่องการตรวจสอบอายุเด็ก  การติดตามสภาพความเป็นอยู่  สภาพการทำงาน  พร้อมทั้งให้มีการส่งต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้อง  เพื่อให้การบริการและคุ้มครองโดยทั่วถึง

นอกจากนั้นควรมีการจัดการสำรวจกลุ่มเด็กที่ไม่ได้มาจดทะเบียน  โดยให้เป็นบทบาทขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ต่าง ๆ เป็นผู้ดำเนินการ  เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด  เป็นประโยชน์ต่อการหามาตรการรองรับปัญหาต่าง ๆ

- การจัดสรรงบประมาณในการดำเนินการ ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญในการดำเนินงานของหลายกระทรวงที่ไม่สามารถจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสม   เพื่อแก้ไขปัญหาเด็กต่างชาติในประเทศไทย  ส่วนหนึ่งเกิดจากความไม่เข้าใจในเรื่องการแก้ไขปัญหาเด็กต่างชาติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง    ที่ประชุมจึงเสนอให้มีการสร้างการมีส่วนร่วมและสร้างความเข้าใจต่อปัญหาเด็กต่างชาติ เพื่อให้เกิดการสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง

นโยบายและมาตรการที่มีอยู่ยังมีช่องว่างในการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กต่างชาติ   จึงควรมีการทบทวนถึงสถานการณ์ร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน และมีการจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติในเรื่องเด็กต่างชาติอย่างเป็นรูปธรรม

การจัดทำพื้นที่นำร่องในการแก้ไขปัญหาเด็กต่างชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่แนวตะเข็บชายแดน และพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของแรงงานต่างชาติและครอบครัว อาทิ  สมุทรสาคร  ตาก ระนอง เป็นต้น และมีการดำเนินการสรุปประสบการณ์และขยายผลไปในพื้นที่อื่นที่มีสถานการณ์ปัญหาเช่นเดียวกัน

การติดตามและรวบรวมข้อมูลสถานการณ์ กฎหมาย กฎกระทรวง นโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสร้างกลไกให้กับหน่วยงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัญหาได้สามารถติดตามและเท่าทันสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง  โดยที่ประชุมเสนอให้มีการรวบรวมกฎหมาย กฎระเบียบ มติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ทั้งในรูปแบบการจัดทำรายงานติดตามสถานการณ์และการเป็นเครือข่ายในการแลกเปลี่ยนข้อมูล

2) ด้านการอยู่ร่วมกันในสังคม

-  การสำรวจข้อมูลและเปิดให้มีการจดทะเบียนเด็กต่างชาติ   เพื่อทำให้เด็กต่างชาติเหล่านี้มีสถานะ  ในขณะที่อยู่ในประเทศไทย  โดยที่ประชุมได้เสนอถึงการสำรวจจำนวนเด็กในพื้นที่ต่างๆและจัดทำเอกสารทะเบียนเลข 13 หลักให้แก่เด็กต่างชาติที่อยู่ประเทศไทย   เนื่องจากระเบียบในการจัดสรรงบประมาณของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องต้องอาศัยการจดทะเบียน 13 หลัก  เพื่อเด็กเหล่านี้มีโอกาสที่จะได้รับสวัสดิการที่เหมาะสม

-  การจัดบริการและสวัสดิการต่างๆ ทั้งทางด้านการศึกษา  สาธารณสุขและการคุ้มครองสิทธิโดยต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน  วัฒนธรรม  ความเสมอภาค ซึ่งจะส่งผลให้เด็กต่างชาติและครอบครัวเกิดทัศนคติที่ดีและเป็นการปลูกฝังความรู้สึกอันดีต่อประเทศไทย  โดยครอบคลุมถึงเด็กต่างชาติ   เด็กชนกลุ่มน้อย และเด็กผู้ลี้ภัยด้วย

-  การปรับทัศนคติให้กับนายจ้างและคนในสังคมที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มเด็กต่างชาติ  เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิและเอารัดเอาเปรียบต่าง ๆ    โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจในเรื่องการย้ายถิ่นว่าเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่มนุษย์สามารถกระทำได้  เพื่อลดการเลือกปฏิบัติกับเด็กต่างชาติ

3) ด้านการเปิดโอกาสให้ได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน

-  การแก้ไขปัญหาเด็กต่างชาติในประเทศไทย  ควรต้องคำนึงถึงสิทธิประโยชน์ของเด็กอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะในเรื่องความจำเป็นพื้นฐานต่อการดำรงชีวิต  การศึกษา สาธารณสุข การได้รับคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย   โดยในที่ประชุมได้เสนอรูปแบบด้านการจัดการศึกษาที่เหมาะสมกับเด็กต่างชาติ  อาทิ  การจัดศูนย์จัดการศึกษาเด็กตามอัธยาศัยสำหรับเด็กต่างชาติ  โดยคำนึงถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรม  ภาษา เพื่อเป็นพื้นฐานและเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับกลุ่มเด็ก   อีกทั้งข้อจำกัดหรือสภาพวิถีชีวิตจริงของเด็ก  ดังเช่นกรณีตัวอย่าง  การจัดฝึกอาชีพให้กับกลุ่มเด็กผู้ลี้ภัยซึ่งเด็กไม่สามารถนำความรู้ที่ได้ไปประกอบอาชีพได้จริงเนื่องจากไม่สามารถออกนอกพื้นที่ได้และไม่มีมาตรการรองรับ  ทั้งในเรื่องทุนดำเนินการ  ช่องทางด้านการตลาด  เพื่อเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพ  เป็นต้น  หรือการเปิดโอกาสให้เด็กต่างชาติได้รับการศึกษาผ่านระบบการศึกษานอกโรงเรียน  ซึ่งมีศูนย์ให้บริการอยู่แล้วในหลายพื้นที่

- การเห็นความสำคัญของการให้บริการทางการศึกษากับกลุ่มเด็กต่างชาติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  โดยที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนถึงการลงพื้นที่ของปลัดกระทรวงศึกษาธิการที่ได้ลงสำรวจสถานการณ์ปัญหา  ทำให้เกิดแนวทางในการจัดบริการการศึกษาในพื้นที่ที่เด็กยังไม่สามารถเข้ารับการศึกษาได้อย่างทั่วถึง  เช่น ในค่ายผู้ลี้ภัย  หรือชุมชนตามแนวตะเข็บชายแดน

4) ด้านการป้องกัน

- การหามาตรการในการป้องกันที่มีประสิทธิภาพและได้ผลจริง เพื่อให้มีการลดลงของการเข้าเมืองผิดกฎหมาย ทั้งในรูปแบบการลักลอบและกระบวนการค้ามนุษย์  เพราะถ้าจำนวนลดลงจะได้สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหากลุ่มเด็กต่างชาติที่มีอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบันให้มีความชัดเจนก่อน  เพื่อป้องกันที่จะไม่ให้เกิดปัญหาเพิ่มมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

- การป้องกันปัญหาเด็กต่างชาติในประเทศไทย  ไม่สามารถดำเนินการโดยขาดความร่วมมือจากประเทศต้นทางได้   ควรหาแนวทางในการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของปัญหากับประเทศต้นทาง โดยส่งเสริมให้เกิดระบบการทำงานร่วมกันตั้งแต่การกำหนดแผนและยุทธศาตร์ในการแก้ไขปัญหาไปจนถึงเกิดแนวปฏิบัติร่วมกัน  และเพื่อให้เกิดประสิทธิผลโดยแท้จริง  ควรต้องอาศัยความร่วมมือจากอาเซียน  เพื่อเป็นกลไกในการพัฒนาประเทศสมาชิกร่วมกัน

2.3.2 ข้อเสนอแนะต่อแนวทางการดำเนินงานต่อไป

- ข้อเสนอต่อการประชุมครั้งต่อไป  เสนอให้มีการร่างแผนงาน 3 ปี  สำหรับการป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กต่างชาติในประเทศไทย โดยจัดเป็นการประชุมใหญ่เพื่อระดมความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานภาครัฐองค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ

- การนำเสนอให้มีการจัดทำแผนงานโดยเน้น ประเด็น “ ด้านการศึกษา” เป็นอันดับแรก ที่ประชุมจึงได้มีการเสนอให้พิจารณาแผนในการประชุมระดับชาติและแบ่งประเด็นย่อยตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินการในระยะต่อไป

- การนำเสนอรายงานในการประชุมครั้งต่อไป ควรเพิ่มความเป็นมาของคณะประสานงานเรื่องเด็กต่างชาติ (Thai – Cord)  ตลอดจนรายงานการประชุมที่ผ่านมา  รายชื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกฎระเบียบ มติคณะรัฐมนตรีที่มีการเปลี่ยนแปลงและมีส่วนเกี่ยวข้องกับเด็กต่างชาติ

4. บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์
บทบาทในการป้องกันปัญหา คือจัดทำการวิจัย ศึกษาข้อมูลแรงงานเด็ก ศึกษาปัญหาว่าปัญหาแรงงานเด็กมีความเชื่อมโยงกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมอย่างไร ทิศทางของปัญหาในปัจจุบัน นำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลในอดีต วิเคราะห์ว่าอะไรเป็นแนวโน้มที่ทำให้เกิดปัญหาแรงงานเด็ก เช่น แรงงานเด็กทำงานในบ้าน แรงงานเด็กต่างชาติในปัจจุบันมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และแนวโน้มของปัญหาในอนาคตว่าจะมากขึ้นหรือลดลง เพื่อนำไปกำหนดนโยบายการทำงานของหน่วยงานและบทบาทของนักสังคมสงเคราะห์เอง
บทบาทในการพัฒนาสังคม เพราะการเก็บข้อมูลแรงงานเด็กมาทำวิจัยสถานกาณ์แรงงานเด็ก วิเคราะห์ระบบการทำงานคุ้มครองสิทธิ และพัฒนาระบบสวัสดิการสำหรับแรงงานเด็กในสังคมปัจจุบัน และส่งเรื่องให้กรมแรงงาน เป็นการพยายามทำให้สังคมตระหนักและรับรู้ถึงปัญหาแรงงานเด็กในปัจจุบัน ทำปัญหาแรงงานเด็กโดยเฉพาะเด็กทำงานในบ้านและแรงงานเด็กต่างชาติที่ได้รับการมองข้ามให้เป็นปัญหาใหญ่สำหรับสังคม เป็นปัญหาส่วนรวมที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ไขและปัญหาเหล่านี้อยู่ใกล้ตัวทุกคนมากกว่าที่คิด
นอกจากนี้นักสังคมสงเคราะห์ยังมีส่วนช่วยผลักดันให้เกิดนโยบายการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น

3. ทักษะ  หลักการ และทฤษฎี ต่างๆที่นำมาประยุกต์ใช้ในกิจกรรม
ใช้ทักษะในการสังเกตเพื่อสังเกตแรงงานเด็กที่ข้าพเจ้าได้เข้าไปสัมภาษณ์ ว่าให้ข้อมูลตามจริงหรือไม่ เช่น ในกรณีเด็กชายพล(นามสมมุติ) บอกว่าตนเองจบแค่ ม.3 แต่ไม่สามารถอ่าน แบบสอบถามที่ข้าพเจ้าให้ไปได้ ต้องให้ข้าพเจ้าเป็นคนสัมภาษณ์ และ กรอกข้อมูลเอง
ใช้ทักษะในการสัมภาษณ์และบันทึก แรงงานเด็กส่วนใหญ่ที่ข้าพเจ้าไปเก็บข้อมูลไม่ทำแบบสอบถามด้วยตนเอง ข้าพเจ้าจึงต้องเป็นคนสัมภาษณ์และบันทึกข้อมูลลงในแบบสอบถาม ซึ่งต้องใช้สมาธิในการฟัง และความรอบคอบในการจดบันทึกมาก เพราะที่สถานีรถไฟหัวลำโพงมีเสียงดังตลอดเวลาทั้งเสียงรถไฟ เสียงประกาศ และในการสัมภาษณ์ข้าพเจ้าต้องเริ่มสอบถามข้อมูลที่ไม่เป็นส่วนตัวก่อน เช่น เลือกถามเรื่องสถาพการทำงานก่อน แล้วพอสร้างสัมพันธภาพกับแรงงานเด็กได้ เช่น การแนะนำตัวเอง หรือ อธิบายวัตถุประสงค์ในการเก็บข้อมูล แรงงานเด็กจะไว้ใจข้าพเจ้ามากขึ้น ข้าพเจ้าจึงสามารถถามข้อมูลส่วนตัว เช่น ภูมิลำเนา ชื่อจริง นามสกุล ได้
ใช้หลักการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ทั่วไป
ใช้หลักการรักษาความลับ (Confidentiality) คือ ถามความสมัครใจของแรงงานเด็กว่าจะให้ข้อมูลชื่อจริง หรือจะใส่เป็นนามสมมุติ ถ้าแรงงานเด็กไม่เต็มใจที่จะเปิดเผยข้อมูล ข้าพเจ้าก็จะใส่นามสมมุติแทน และข้าพเจ้าจะพยายามรักษาแบบสอบถามที่ได้เก็บข้อมูลของแรงงานเด็กแต่ละคนให้เรียบร้อย ไม่เสี่ยงต่อการตกหล่น สูญหาย เพราะถ้าแบบสอบถามหายไป อาจมีคนเก็บได้และรู้ข้อมูลของแรงงานเด็กคนนั้น ถือว่าข้าพเจ้าปฏิบัติงานขัดต่อหลักการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ทั่วไป คือ หลักการรักษาความลับ
ใช้หลักเคารพสิทธิของผู้ใช้บริการที่จะตัดสินใจด้วยตนเอง ในการเก็บข้อมูล ข้าพเจ้าจะต้องไม่บังคับขู่เข็ญ แรงงานเด็กให้ร่วมมือในการเก็บข้อมูลกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะต้องให้เด็กตัดสินใจด้วยตนอง ข้าพเจ้ามีหน้าที่บอกจุดประสงค์ของการเก็บข้อมูลว่าเพื่อเสนอต่อกรมแรงงาน และประโยชน์ของการเก็บข้อมูลในครั้งนี้ว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตัวแรงงานเด็กเอง
ใช้หลักความเชื่อมั่นในคุญค่า ศักดิ์ศรี และบูรณภาพของมนุษย์ ในการเก็บข้อมูลบางครั้งไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควรข้าพเจ้าจึงคิดว่าที่ข้าพเจ้าปฏิบัติงานนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของแรงงานเด็กเอง แต่ทำไมแรงงานเด็กบางกลุ่มถึงไม่ให้ความร่วมมือกับข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าก็สามารถคิดได้ว่าถ้าข้าพเจ้าท้อแท้แล้วจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อแรงงานเด็กส่วนใหญ่ที่ให้ความร่วมมือกับข้าพเจ้า และข้าพเจ้าก็สามารถคิดได้ว่า เราอนาคตเป็นนักสังคมสงเคราะห์ เราต้องสำนึกว่าผู้ใช้บริการทุกคนมีพลัง และศักยภาพในการพัฒนาตนเอง ไม่มีใครอยากทำให้ตัวเองต่ำต้อยด้อยค่าลงไป ซึ่งข้าพเจ้าอนาคตจะเป็นนักสังคมสงเคราะห์คนหนึ่ง ข้าพเจ้าควรจะสร้างโอกาสที่ดีให้กับเขา เพื่อให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น โดยเราจะเป็นผู้ดึงเขาขึ้นมาจากปัญหา

2. สิ่งที่ได้เรียนรู้
เรียนรู้ว่าปัญหาแรงงานเด็กจะยังคงอยู่คู่กับประเทศไทยไปอีกนาน เพราะสาเหตุปัจจัยหลายอย่าง เช่น นโยบายการจัดระบบการจ้างแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา การจดทะเบียนประกันตัวแรงงานต่างด้าว โดยกำหนดการจ่ายค่าประกันเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 และ 50,000บาท ก่อให้เกิดแรงงานนอกระบบมากขึ้น  และเกิดการผลักภาระ 50,000บาทค่าจดทะเบียนไปให้แรงงานซึ่งหักจากค่าแรง และ ทัศนคติของคนไทยที่ยังคิดว่าการให้งานเด็กทำเป็นการช่วยเหลือเด็กให้มีงานทำโดยไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าแรง หรือ จ่ายค่าแรงต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด
ทำให้เรียนรู้ว่าปัญหาแรงงานเด็กเป็นปัญหาสังคมที่มีผลกระทบมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ขาดความสมดุล ประเทศไทยพัฒนาประเทศโดยเน้นด้านอุตสาหกรรมอย่างเดียว ใช้หลักการ Modernization และ Urbanization เพื่อให้ประเทศเจริญตามแบบประเทศตะวันตก โดยเน้นการพัฒนาแบบ ฝนหล่นลงจากฟ้า คือ เมื่อพัฒนาประเทศด้านอุตสาหกรรมแล้วจะสามารถทำเงินเข้าประเทศได้ เศรษฐกิจจะดีขึ้น และจะเกิดการกระจายรายได้ขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับทำให้เกิดช่องว่างระหว่างชนชั้นเพิ่มมากขึ้น และแม้ในปัจจุบันประเทศไทยจะเห็นความสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างมีสมดุลเพิ่มมากขึ้นตามหลักการเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว แต่นโยบายของรัฐบาลส่วนใหญ่ยังสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดทุนนิยมอยู่ เช่น เมกกะโปรเจค (Mega Project)  ทำให้เกิดภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการจำนวนมากพยายามที่จะลดต้นทุนการผลิต โดยจ้างงานแบบเหมาช่วงและรับไปทำที่บ้าน ซึ่งอาจทำให้มีการใช้แรงงานเด็กมากขึ้น นอกจากนี้การที่เศรษฐกิจถดถอย ยังส่งผลกระทบต่อรายได้ครอบครัว ทำให้เด็กต้องออกจากระบบการศึกษาเข้าสู้ตลาดแรงงานมากขึ้น
เรียนรู้ถึงปัญหาที่แรงงานเด็กได้ประสบอยู่ คือ ปัญหาการใช้แรงงานเด็กอย่างไม่เป็นธรรม เด็กที่ทำงานมักจะอาศัยอยู่กับนายจ้าง จึงมีระยะเวลาทำงานนาน มีเวลาพักผ่อนน้อย แล้วก่อให้เกิดการขาดโอกาศทางการศึกษา และพัฒนาอาชีพ เด็กที่ทำงานมักมีการศึกษาต่ำ (ป.6) รวมทั้งปัญหาพัฒนาการของเด็ก คือ เด็กที่ทำงานอยู่ในช่วงวัยที่กำลังเจริญเติบโตเป็นวัยรุ่น เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกาย อารมณ์ การที่เด็กต้องมาทำงานอยู่ในสถานที่ ไม่เอื้ออำนวย ห่างจากครอบครัว ญาติ ขาดการอบรมดูแลเอาใจใส่ ย่อมทำให้พัฒนาการของเด็กมีปัญหา
แนวโน้วสถานการณ์แรงงานเด็กเปลี่ยนไปในทิศทาง ที่ต้องการแรงงานเด็กต่างชาติเพิ่มมากขึ้น มีการใช้งานเด็กต่างชาติ เช่น พม่า ลาว ซึ่งเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมาย ส่วนใหญ่จะเป็นลูกจ้างในสถานประกอบการขนาดเล็ก และงานรับใช้ตามบ้าน

1. ความรู้ที่ได้
ได้ความรู้เรื่องสถานการณ์ การใช้แรงงานเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ในเรื่องสาเหตุส่วนใหญ่ของการเข้ามาทำงาน เพราะครอบครัวยากจน ไม่ได้ประกอบอาชีพ และไม่มีเงินทุนในการเรียนหนังสือต่อในระดับสูงขึ้น ส่วนสถานที่ทำงาน จะกระจายตามพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ลักษณะงานจะเป็นงานในภาคอุตสาหกรรมขนาดเล็ก เช่น โรงงงานกลึง โรงงานเย็บผ้า โรงงานเครื่องเงิน เด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้รับค่าแรงต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ ไม่มีสวัสดิการที่พัก และอาหารให้ และไม่มีระบบความปลอกภัย รักษาพยาบาล ไม่มีบัตรประกันสังคม ซึ่งในบางกรณีอาจจะขัดต่อพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 หมวด ๒ เรื่องการปฏิบัติต่อเด็ก มาตรา ๒๖ ว่าด้วย เรื่อง จงใจหรือละเลยไม่ให้สิ่งจำเป็นแก่การดำรงชีวิตหรือการรักษาพยาบาลแก่เด็กที่อยู่ในความดูแลของตน จนน่าจะเกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจของเด็ก
ได้ความรู้ในเรื่องการจัดทำแบบสอบถาม คือ การจัดทำแบบสอบถามที่ดีจะต้องไม่คลุมเครือ แต่ครบถ้วนด้วยคำถามที่เราต้องการ เช่น ในการประชุมเตรียมงานเก็บข้อมูลสถานการณ์แรงงานเด็ก มีการอ่านและประเมินแบบสอบถามที่จัดทำร่วมกันเพื่อป้องกันความผิดพลาด ปรากฎว่าแบบสอบถามยังคลุมเครือในเรื่องของสถานที่อยู่ปัจจุบัน กับสถานที่อยู่ในสถานประกอบการ เพราะเด็กบางคนอาจอยู่ในสถานประกอบการ

1. การไม่มีข้อมูลสถานการณ์ภาพรวมของเด็กต่างชาติที่แน่ชัด  เนื่องจากการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นลักษณะการดำเนินงานของแต่ละหน่วยงานที่ได้มีการรวบรวมไว้ในเฉพาะกลุ่มเป้าหมายและกรอบการทำงานของหน่วยงาน  ทำให้ไม่สามารถที่จะรวบรวมข้อมูลได้ทั้งหมด  ประกอบกับเด็กต่างชาติเป็นกลุ่มที่ซ่อนเร้น  มีการเคลื่อนไหวและกระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ทั้งเข้ามาเกิดใหม่ในประเทศไทย หรือ เคลื่อนย้ายไปตามครอบครัวและแหล่งงาน ทำให้ไม่สารถที่จะทราบจำนวนที่แท้จริงได้
2. การไม่สามารถเข้าถึงเด็กต่างชาติ  จากลักษณะจำเพาะของกลุ่ม การไม่ทราบข้อมูลที่แน่ชัด  ส่งผลให้การให้บริการและแนวทางการดำเนินการต่างๆ ไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเด็กต่างชาตินี้ได้อย่างทั่วถึง
3. การขาดการเชื่อมต่อของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน  เครือข่ายการทำงานไม่มีการประสานงานกันในลักษณะเฉพาะด้านที่ครอบคลุมปัญหาด้านเด็กต่างชาติได้ทั้งหมด  ซึ่งแต่ละหน่วยงานจะมีการดำเนินงานตามกลุ่มเป้าหมายของตนเอง   ประกอบกับไม่มีเวทีที่จะแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง  ทำให้สถานการณ์ด้านเด็กต่างชาติมีการเคลื่อนไหวเฉพาะบางประเด็น เท่านั้น
4. การไม่มีหน่วยงานภาครัฐที่รองรับปัญหาโดยตรง
5. การขาดนโยบายและแผนงานร่วมกันที่ชัดเจนในเรื่องเด็กต่างชาติ  มีเครือข่าย กลไกและนโยบายเฉพาะด้าน  ส่งผลให้เด็กต่างชาติบางกลุ่มไม่ได้รับการดูแล คุ้มครอง ช่วยเหลือ   เนื่องจากขาดหน่วยงาน มาตรการ และนโยบายในการรองรับปัญหา

การเข้าถึงแรงงานเด็กต่างชาติ
กลไกที่ทำให้เข้าถึงแรงงานเด็กต่างชาติ ได้ คือ การจดทะเบียนแรงงานต่างชาติและครอบครัว   การตรวจสุขภาพและประกันสุขภาพแรงงานข้ามชาติ      การตรวจแรงงาน

- การจดทะเบียนแรงงานต่างชาติและครอบครัว  การตรวจสุขภาพและประกันสุขภาพแรงงานข้ามชาติ
มติคณะรัฐมนตรีเดือนเมษายน พ.ศ. 2547 ให้มีระบบการจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ คือให้มีการจดทะเบียนราษฎรต่างด้าว ทั้งผู้ติดตามและครอบครัว และขอใบอนุญาตทำงาน การจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ในปีนี้ เป็นการจัดระบบแรงงานทั้งระบบ เป็นการจัดทำฐานข้อมูลบุคคล คือการจดทะเบียนราษฎรต่างด้าว รวมถึงผู้ติดตาม และบุตรของแรงงานทั้งที่อยู่ รูปถ่าย ลายนิ้วมือ ผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ชั่วคราว ได้ตัวเลข 13 หลัก (ทร. 38/1) การจดทะเบียนนายจ้าง การอนุญาตให้ใช้แรงงานข้ามชาติ การขอใบอนุญาตทำงาน และการประกันสุขภาพ

- การจดทะเบียนราษฎรคนต่างด้าว
จังหวัดสมุทรสาคร ประสบผลสำเร็จในการจดทะเบียนแรงงานต่างชาติในระดับที่น่าพอใจ มีจุดเด่นๆ คือ บริบทของพื้นที่ที่มีการใช้แรงงานข้ามชาติอย่างกระจุกตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตอำเภอเมือง มีระบบการสื่อสารด้วยภาษาแรงงานด้วยรูปแบบสื่อต่างๆ ทำให้แรงงานเข้าถึงข้อมูล และมีช่องทางที่เป็นประโยชน์ในการพิจารณาตัดสินใจต่อตัวแรงงานมากขึ้น  อีกทั้งยังมีความร่วมมือที่ดีกับภาคท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำชุมชน นอกจากนั้นแล้วบทบาทของผู้ประกอบการที่มีการรวมตัวกันเป็นสมาคมก็มีส่วนสำคัญในการสร้างความร่วมมือในการจดทะเบียนอย่างเป็นระบบ รวมถึงการเปิดโอกาสให้องค์กรพัฒนาเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมโดยเอื้ออำนวยความสะดวกในด้านสถานที่ให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐมาบริการจดทะเบียนแรงงาน  และยังมีการจัดล่ามไว้สื่อภาษา สร้างความเข้าใจได้มากขึ้น

- การตรวจสุขภาพและประกันสุขภาพแรงงานข้ามชาติ
จังหวัดสมุทรสาคร เป็นจังหวัดแรก และจังหวัดเดียวที่โรงพยาบาลเอกชนเข้าร่วมประกันสุขภาพแรงงานข้ามชาติ ส่วนหนึ่งอาจกล่าวได้ว่า เป็นการกระจายหน่วยบริการสุขภาพเพื่อให้แรงงานข้ามชาติสามารถเข้าถึงบริการได้       ปัญหาที่พบคือเกือบ 10% ที่ตรวจสุขภาพแต่ไม่ได้ทำประกันสุขภาพ ดังนั้นตัวเลขจำนวนตรวจสุขภาพ ประกันสุขภาพ และการจดทะเบียนขอใบอนุญาตทำงาน ไม่ได้เป็นตัวเลขเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตามจำนวนก็ใกล้เคียงกัน
สำหรับแรงงานข้ามชาติที่ยังไม่มีงานทำ และบุตร หรือผู้ติดตาม สามารถที่จะซื้อบัตรประกันสุขภาพได้ในโรงพยาบาลที่ขึ้นประกันสุขภาพ แต่ทั้งนี้อาจไม่ได้ประชาสัมพันธ์ในวงกว้างอย่างทั่วถึง แต่ก็ถือได้ว่า แรงงานสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพโดยมีกลไกนี้รองรับ จากประสบการณ์ของหน่วยงานสาธารณสุข สะท้อนให้เห็นว่ามีความสามารถที่จะรับปัญหาได้  และกำลังพัฒนาต้นแบบ หรือรูปแบบที่ดี ไปพร้อมๆ กับนโยบายด้านสุขภาพ และการร่วมมืออันดีระหว่างหน่วยงานสาธารณสุขเอง และองค์กรพัฒนาเอกชนในพื้นที่

- การทำงานส่งเสริมสุขภาพเชิงรุก
การทำงานเชิงรุกในการ ส่งเสริมสุขภาพ ควบคุมป้องกันโรค ทำงานในรูปของคณะกรรมการการเข้าถึงบริการสุขภาพอนามัย โรงพยาบาลสมุทรสาคร มีคณะกรรมการการส่งเสริมป้องกันโรคในแรงงานข้ามชาติ  และมีกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ หน่วยสุขภาพเคลื่อนที่ในชุมชนต่างๆ การพัฒนาระบบอาสาสมัครสุขภาพแรงงานข้ามชาติ การมีล่ามแปลภาษาในโรงพยาบาล การร่วมมือทำงานเชิงรุกกับองค์กรพัฒนาเอกชนในพื้นที่    อาทิ โครงการการสร้างเสริมสุขภาพและวางแผนชีวิตแรงงานเด็กต่างชาติ  พื้นที่มหาชัย   จังหวัดสมุทรสาคร  ของมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก และองค์กรภาคีในการให้จัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจให้กับกลุ่มแรงงานเด็กต่างชาติในเรื่อง  อนามัยการเจริญพันธุ์  และการวางแผนชีวิต  โดยเน้นการทำงานเชิงรุกและสร้างอาสาสมัครจากกลุ่มแรงงานเด็กต่างชาติในการถ่ายทอดและให้ความรู้แก่เพื่อแรงงานเด็ก   โดยได้รับความร่วมมือจากชุมชนและนายจ้างที่เข้าร่วมโครงการ  เนื่องจากมีการสร้างความเข้าใจและการเห็นถึงประโยชน์ร่วมกันที่จะได้รับทั้งกลุ่มแรงงานเด็ก  สถานประกอบการ  ชุมชนและจังหวัด

- ระบบอาสาสมัครสุขภาพแรงงานข้ามชาติ  (อสต.)
กลไกระบบอาสาสมัครสุขภาพแรงงานข้ามชาติ (อสต.)  ในการเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบสุขภาพแรงงานข้ามชาติ  โดยเฉพาะในบางพื้นที่ทีมีการดำเนินการขององค์กรพัฒนาเอกชนในการส่งเสริมและจัดบริการด้านสุขภาพแก่แรงงานต่างชาติและครอบครัว  ได้แก่ โครงการส่งเสริมการป้องกันเอดส์ในแรงงานข้ามชาติ ประเทศไทย หรือเรียกย่อๆ ว่า “โครงการฟ้ามิตร” ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก กองทุนโลกด้านเอดส์ วัณโรคและมาลาเรีย  โดยมีการดำเนินงานร่วมกันในรูปของเครือข่ายการทำงาน โดยมีมูลนิธิรักษ์ไทย เป็นหน่วยงานหลักและมีองค์สมาชิก อาทิ  มูลนิธิศุภนิมิตรแห่งประเทศไทย   มูลนิธิพัฒนารักษ์  MAP  ศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์   PATH   เป็นต้น  และมีการสนับสนุนให้เกิดอสต.ในพื้นที่การดำเนินงาน ใน  21 พื้นที่   แต่การดำเนินการดังกล่าว  ยังไม่สามารถผลักดันเข้าสู่ระบบกลไกของรัฐในระดับนโยบายได้   จึงเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างจังหวัดและองค์กรในพื้นที่ในการร่วมสนับสนุนให้เกิดกลุ่มอสต.ในพื้นที่

- การตรวจแรงงาน
กระทรวงแรงงานมีนโยบายให้มีการตรวจแรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่พักอาศัยของแรงงานต่างชาติ  มีทีมตรวจแรงงานเฉพาะกิจโดยกองตรวจและคุ้มครองคนหางาน สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว   กรมการจัดหางานสนับสนุนงบประมาณ ในปี 2548 มีการตรวจแรงาน 30,000 กว่าแห่ง พบเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี คือประมาณ 200-300 คน  อายุเกิน 15   ปี  มี 600 คน  มีความพยายามสร้างให้กรรมการสหภาพแรงงาน(ซึ่งมีอยู่ประมาณ 1,000 กว่าแห่ง) ช่วยในการตรวจแรงงาน ซึ่งพบว่าสถานประกอบการที่มีสหภาพแรงงานจะได้ผลมากกว่า อย่างไรก็ตามสถานประกอบการที่ใช้แรงงานเด็ก ส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก และไม่มีสหภาพแรงงงาน ทำให้กลไกดังกล่าวยังไม่เข้าถึงกลุ่มแรงงงานเด็กต่างชาติ   สำนักงานคุ้มครองแรงงานได้พยายามพัฒนาเครือข่ายคุ้มครองแรงงานทั้งในระดับหน่วยงานกระทรวงแรงงาน  องค์กรพัฒนาเอกชนที่เกี่ยวข้อง  สหภาพแรงงาน  และวิทยุชุมชนในแต่ละพื้นที่  เพื่อให้เกิดกลไกในการแจ้งเหตุและร่วมในการติดตามตรวจสอบ

Next Page »