1. ภาพรวมของเด็กต่างชาติในประเทศไทย
1.1 สาเหตุของการเข้ามายังประเทศไทย เด็กต่างชาติเดินทางเข้ามายังประเทศไทยเหตุเพราะปัจจัยสำคัญหลายประการ อาจกล่าวได้ดังนี้
ปัจจัยผลัก
- ปัจจัยปัญหาทางการเมืองภายในประเทศบ้านเกิด ได้แก่ การหนีจากการถูกบังคับใช้แรงงานอย่างทารุณ การกดขี่โดยรัฐบาล ปัญหาชนกลุ่มน้อย เป็นต้น
- ปัจจัยทางเศรษฐกิจภายในประเทศบ้านเกิด ได้แก่ ปัญหาความยากจน ปัญหาการไม่มีงานทำ เป็นต้น
- ปัจจัยทางสังคม ได้แก่ ความต้องการความสะดวก สบาย ความทันสมัย ซึ่งได้รับอิทธิพลจากสื่อและการรับรู้ข้อมูลโดยคำบอกเล่าจากคนรู้จักที่เคยเข้ามาอยู่ในประเทศไทย
ปัจจัยดึงดูด
- สภาพเศรษฐกิจและความเจริญก้าวหน้าของประเทศไทย
- ความต้องการแรงงานราคาถูก แรงงานทดแทนภายในประเทศไทย
- กระบวนการนายหน้าจัดหาแรงงานหลบหนีเข้าเมืองมาทำงานบริเวณชายแดน
1.2 จำนวนเด็กต่างชาติในประเทศไทย
การอพยพย้ายถิ่นในกรณีของคนต่างชาตินั้น ปรากฏว่าจำนวนผู้คนที่มีความต้องการย้ายถิ่นมีมากเกินกว่าปริมาณการรองรับคนเข้าเมืองอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้ จึงเกิดการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายด้วยวิธีการต่าง ๆ ประกอบกับประเทศไทยเองก็ไม่มีการจัดเก็บฐานข้อมูลในส่วนนี้อย่างเป็นระบบ จึงไม่สามารถระบุได้ว่าจำนวนคนต่างชาติแท้จริงที่มีอยู่ในประเทศไทยมีจำนวนเท่าไร เพราะฉะนั้นการจะระบุถึงจำนวนของเด็กต่างชาติยิ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ข้อมูลเกือบทั้งหมดที่ปรากฏให้เห็นกันอยู่นั้น เป็นเพียงจำนวนโดยการประมาณการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จากนักวิชาการ นักวิจัยทั้งหลายที่ได้ทำการศึกษาในเรื่องดังกล่าว ตลอดจนจากสื่อต่าง ๆ
ตัวอย่างข้อมูลประมาณการณ์เกี่ยวกับเด็กต่างชาติ ได้แก่
- จำนวนเด็กต่างชาติ จากการประมาณการณ์โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่ามีจำนวนเด็กต่างชาติอย่างต่ำ 100,000 คน กระจายตัวอยู่ใน 43 จังหวัดที่ได้รับอนุญาตให้ใช้แรงงานต่างชาติทำงาน
- จำนวนเด็กต่างชาติ ประมาณการจากข้อมูลการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนที่เกี่ยวข้อง รายละเอียด ดังนี้
- เด็กที่ได้รับการช่วยเหลือจากมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (พ.ศ.2540-2543) จำนวน 169 คน (พ.ศ.2544-2547) จำนวน 200 คน
- เด็กที่ถูกกักกันอยู่ในสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมืองในฐานะผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย (พ.ศ. 2538-2540) 14,500 คน
- เด็กที่ถูกผลักดันกลับประเทศต้นทางโดยสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (พ.ศ.2545-2546) จำนวน 341 คน
- เด็กที่อยู่ในสถานแรกรับ 13 แห่งของกรมประชาสงเคราะห์ (พ.ศ.2541-2543) 2,061 คน
- จำนวนเด็กต่างชาติจากการมาขึ้นทะเบียนราษฎรทั่วประเทศ ตามนโยบายการจัดระบบแรงงานต่างด้าวปีพ.ศ.2547 ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2547 โดย สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว ปรากฏดังนี้
- เด็กแรกเกิด-11 ปี รวม 59,331 คน
- เด็กอายุ 12-14 ปี รวม 15,944 คน
- ผู้มีอายุ 15 ปีขึ้นไป รวม 1,032,252 คน
- จำนวนเด็กต่างชาติจากการมาขึ้นทะเบียนราษฎรทั่วประเทศ ตามนโยบายการจัดระบบแรงงานต่างด้าวปีพ.ศ.2547 ข้อมูล ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2548 มีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จำนวน 93,082 คน รายละเอียดตามแผนภูมิของศูนย์ปฏบัติการจัดระบบการทำงานของคนต่างด้าว (ศจต.) กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ดังนี้
- จำนวนนักเรียนจากประเทศเพื่อนบ้านที่ข้ามเข้ามาเรียนในโรงเรียนที่ตั้งอยู่ตามแนวชายแดนของเขตพื้นที่การศึกษาเป้าหมาย เป็นจำนวน 5,299 คน ในปีการศึกษา 2547 ดังนี้
- เด็กพม่า จำนวน 3,942 คน
- เด็กลาว จำนวน 948 คน
- เด็กกัมพูชา จำนวน 409 คน
จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าข้อมูลจำนวนเด็กต่างชาตินั้นค่อนข้างกระจัดกระจายและมีความหลากหลายของช่วงเวลา เป็นลักษณะของการเก็บข้อมูลเฉพาะเรื่อง และเป็นคราว ๆ ไป ทำให้ข้อมูลที่ปรากฏของแต่ละแหล่งมีส่วนที่เหลื่อมล้ำกันอยู่ ไม่ตรงกัน ไม่มีความแน่ชัด และเป็นการยากที่จะมีข้อมูลจำนวนที่ชัดเจน เพื่อไปกำหนดทิศทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กต่างชาติในประเทศไทย
1.3 สัญชาติและพื้นที่ที่ปรากฏเด็กต่างชาติ
เด็กต่างชาติที่พบในประเทศไทยจะมีสัญชาติพม่า ลาว กัมพูชา จีน เวียดนาม บังคลาเทศ อินเดีย เป็นต้น ซึ่งจำนวนที่พบมากที่สุด คือ สัญชาติพม่า ในส่วนของพื้นที่ที่ปรากฏพบว่า เด็กต่างชาติกระจายตัวอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะในจังหวัดที่อยู่ตามแนวชายแดนจะมีความหนาแน่นสูงกว่าจังหวัดที่อยู่รอบใน
ซึ่งจากจำนวนเด็กต่างชาติที่มาขึ้นทะเบียนราษฎรทั่วประเทศ ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2547 โดย สำนักบริหารแรงงานต่างด้าว พบว่าพื้นที่ที่มีจำนวนเด็กต่างชาติช่วงอายุแรกเกิด-14 ปี สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- จ.ตาก จำนวน 12,525 คน เป็นชาย 6,478 คน เป็นหญิง 6,047 คน
- จ.ระนอง จำนวน 9,288 คน เป็นชาย 4,934คน เป็นหญิง 4,354 คน
- จ.กาญจนบุรี จำนวน 6,432 คน เป็นชาย 3,399 คน เป็นหญิง 3,033 คน
- จ.พังงา จำนวน 3,918 คน เป็นชาย 2,287 คน เป็นหญิง 1,631 คน
- จ.สมุทรสาคร จำนวน 3,582 คน เป็นชาย 1,954 คน เป็นหญิง 1,628 คน
1.4 ลักษณะการเข้ามาอยู่ของเด็กต่างชาติในประเทศไทย สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ลักษณะ คือ
- เด็กต่างชาติที่ติดตามครอบครัวเข้ามายังประเทศไทย
- เด็กต่างชาติที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทยด้วยตนเอง มากับเพื่อนหรือคนรู้จัก
- เด็กต่างชาติที่เข้ามาประเทศไทยโดยกระบวนการค้ามนุษย์
- เด็กต่างชาติที่เกิดใหม่ในประเทศไทย
1.5 เส้นทางและวิธีการในการเดินทางเข้ามาในประเทศไทยของเด็กต่างชาติ
เส้นทางสำคัญที่เป็นช่องทางให้เด็กต่างชาติเดินทางเข้ามายังประเทศไทย ได้แก่
- จ.สุรินทร์ : อ.กาบเชิง อ.ปราสาท อ.บ้านกอก
- จ.สระแก้ว : อ.ท่าพระยา อ.อรัญประเทศ
- จ.ตราด : อ.คลองใหญ่ อ.เกาะกง
- จ.เชียงราย : อ.เชียงแสน อ.เชียงของ อ.เวียงแก่น
- จ.พะเยา : อ.เชียงคำ
- จ.น่าน : อ.เฉลิมพระเกียรติ
- จ.นครพนม : อ.ธาตุพนม อ.ท่าอุเทน
- จ.หนองคาย : อ.ศรีเชียงใหม่ อ.ท่าบ่อ
- จ.มุกดาหาร : อ.ดอนตาล อ.ส้มป่อย
- จ.อำนาจเจริญ : อ.ชานุมาน
- จ.อุบลราชธานี : อ.เขมราฐ อ.พิบูลมังสาหาร
- จ.เชียงราย : อ.แม่สาย อ.เชียงของ
- จ.เชียงใหม่ : อ.ฝาง
- จ.แม่ฮ่องสอน : อ.ขุนยวม
- จ. ตาก : อ.ท่าสองยาง อ.แม่สอด
- จ.กาญจนบุรี : อ.สังขละบุรี อ.ทองผาภูมิ
1.6 สถานภาพของเด็กต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทย จะมีสถานภาพในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้
- เด็กต่างชาติในสถานะผู้ติดตาม ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพความเป็นอยู่พบว่าในกลุ่มคนต่างชาติทั้งเด็กและผู้ใหญ่จะอาศัยรวมกันอย่างแออัดในห้องเช่าหรือบ้านเช่าที่แบ่งซอยเป็นห้องเล็กๆ ห้องหนึ่งอยู่รวมกัน 10-15 คน ทั้งที่เป็นชุมชนเฉพาะพวกตนและอยู่ร่วมในชุมชนไทย สภาพปัญหาที่พบจะเป็นในเรื่องสุขภาพอนามัย โรคติดต่อ ส้วมไม่ถูกสุขลักษณะและมีจำนวนน้อย การขับถ่ายในที่สาธารณะ สภาพแวดล้อมสกปรกเพราะไม่มีการจำกัดขยะอย่างถูกวิธีหรือไม่สนใจจำกัด มีแหล่งน้ำเสีย ปัญหายาเสพติด และอยู่ใกล้แหล่งเริงรมย์
นายแพทย์สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดระนอง ยืนยันตรงกับข้อมูลข้างต้นในการประชุมเรื่องเด็กต่างชาติใน จ.ระนอง เมื่อปี พ.ศ.2545 ว่า ในชุมชนคนต่างชาติมีปัญหาสุขภาพอนามัยอย่างมาก ส่วนใหญ่จะไม่สวมรองเท้า กินอาหารด้วยมือ ขับถ่ายลงทะเล เป็นต้น แต่เด็กต่างชาติที่นี่ จำนวน 210 คน อายุ 3-12 ปี ก็ยังมีโอกาสได้รับบริการด้านการศึกษาและความรู้ด้านสุขภาพอนามัย จากศูนย์อบรมเยาวชนชายแดนไทย-พม่า จำนวน 3 แห่ง โดยความร่วมมือของชุมชน หน่วยราชการ และองค์กรพัฒนาเอกชน
ประเภทของแรงงานเด็ก แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ตามระยะเวลาในการทำงาน ดังนี้
1. ทำงานชั่วคราว เช่น เข้ามาทำงานตามฤดูกาล ระยะเวลา 10 วัน ถึง 3 เดือน บริเวณที่พบได้แก่ ชายแดนไทย-ลาว ที่ จ.มุกดาหาร เข้ามาทำงานช่วงปิดภาคเรียน บริเวณที่พบ ได้แก่ ชายแดนไทย-พม่า ที่ จ.ตาก จ.กาญจนบุรี
2. ทำงานถาวร พบตามพื้นที่ชายแดนต่าง ๆ และจังหวัดหรือเมืองใหญ่ ๆ
ประเภทของงาน
1. งานบริการทั่วไป ได้แก่ งานบ้าน งานร้านอาหาร พี่เลี้ยงเด็ก เด็กปั๊ม
2.งานภาคเกษตรกรรม ได้แก่ “ไร่ส้ม ไร่กุหลาบ ปลูกอ้อย เลี้ยงสัตว์
3. งานภาคอุตสาหกรรม ได้แก่ งานในโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ
4. งานอื่น ๆ ได้แก่ งานก่อสร้าง งานปั๊มน้ำมัน ฯลฯ
สภาพปัญหา
ข้อมูลจากรายงานประจำปีของ มพด. ตั้งแต่ปี พ.ศ.2540-2547 พบว่า แรงงานเด็กต่างชาติได้รับอาหารไม่เพียงพอและเหมาะสมต่อการเจริญเติบโต เด็กบางรายได้กินอาหารเพียงวันละ 1 มื้อ บางวันเป็นบะหมี่สำเร็จรูป 1 ซองแบ่งกันกิน 3 คน ในขณะที่ต้องทำงานหนัก ชั่วโมงทำงานยาวนาน 10-12 ชั่วโมง บางกรณีมากกว่านั้นเพราะต้องทำงานบ้านให้นายจ้างด้วย ส่วนใหญ่ได้พักผ่อนเพียงวันละ 4-6 ชั่วโมง บางรายระบุว่าได้นอนเพียงวันละ 1 ชั่วโมง ที่พักอยู่รวมกันในห้องเดียวแออัด ไม่มีเครื่องนอน หรือต้องนอนในห้องที่ใช้เก็บของด้วย ส่วนใหญ่ไม่ได้ออกไปนอกสถานประกอบการหรือบ้านของนายจ้าง เพราะอยู่ในสถานะ ผู้ลักลอบเข้า
เด็กเร่ร่อนในประเทศไทยพบว่ามีหลากหลายสัญชาติ จากข้อมูลโดยองค์กรพัฒนาเอกชนต่าง ๆ ระบุว่าพบเด็กกัมพูชา พม่า ม้ง ไทยใหญ่ ลาว เวียดนาม บังกลาเทศ และศรีลังกา ถูกกักอยู่ในสตม. ทั้งที่มาพร้อมกับครอบครัวและมาโดยลำพัง และส่วนน้อยอาศัยอยู่ร่วมกับชุมชนไทย โดยเป็นแรงงานภาคเกษตร กลุ่มเด็กจะอยู่ในสถานะผู้ติดตามและแรงงานปั๊มน้ำมัน ร้านขายของ งานบ้าน งานเพาะชำกล้าไม้ ฯลฯ ซึ่งอยู่ในเขต กทม. และปริมณฑล (รายงานประจำปีของมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก พ.ศ.2543-2545)
จำนวน
- ข้อมูลจากสถานแรกรับ 13 แห่งของกรมประชาสงเคราะห์ รายงานว่ามีเด็กต่างชาติอยู่ในสถานแรกรับ(เฉพาะปี พ.ศ. 2544) จำนวน 1,064 คน
- จากการสำรวจข้อมูลของศูนย์ข้อมูลคนหาย เพื่อการต่อต้านการค้ามนุษย์ กลุ่มกระจกเงา พ.ศ.2546 พบเด็กต่างชาติเร่ร่อนขอทานในกทม. จำนวน 33 คน โดยสำรวจจากพื้นที่ 1% ของ กทม. และประมาณการว่า ถ้าคิดเป็นพื้นที่ทั้งหมดอาจพบเด็กต่างชาติเร่ร่อนขอทานมากถึง 3,100 คนเศษ โดยไม่นับรวมเด็กต่างชาติที่ขายดอกไม้และกระดาษทิชชูให้แก่นักท่องเที่ยวตามสถานบันเทิง
สภาพปัญหา
ข้อมูลจากกรมประชาสงเคราะห์ พ.ศ.2545 ระบุเพียงสั้น ๆ ว่า เด็กกลุ่มนี้จะพักอาศัยอยู่ในชุมชนแออัด และออกมาเร่ร่อนขอทานตามที่สาธารณะ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องได้รับผลกระทบจากมลพิษเป็นเวลานาน ได้รับอาหารไม่เพียงพอและเหมาะสมต่อการเจริญเติบโต และยังเสี่ยงต่อการถูกล่อลวงให้เสพและค้ายาเสพติดหรือค้าบริการทางเพศ สอดคล้องกับข้อมูลจากการประชุมเรื่องการค้าเด็กข้ามชาติจากประเทศกัมพูชา ที่ จ.สระแก้ว เมื่อปี พ.ศ.2545 ที่สะท้อนสภาพของเด็กกัมพูชาในบริเวณตลาดโรงเกลือว่า มีลักษณะขาดสารอาหาร เสพยา ดมกาว มีพฤติกรรมก้าวร้าว ทะเลาะวิวาทกันเพราะแย่งงาน ถูกรีดไถ ขาดโอกาสศึกษาเพราะต้องมาเร่ร่อนขอทานทางฝั่งไทย เป็นต้น
สภาพปัญหา
ถูกละเมิดสิทธิในด้านศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จากกระบวนการค้ามนุษย์ มีสถานภาพเป็นสินค้าทางเพศ ถูกเอารัดเอาเปรียบแรงงาน ถูกกดขี่ข่มเหง ทำร้ายร่างกกาย ถูกกักขัง ติดโรคเอดส์และโรคทางเพศสัมพันธ์ ในเรื่องการคุ้มครองสิทธิ ก็ไม่ได้รับการคุ้มครองทั้งในเรื่องสัญชาติ ขาดโอกาสศึกษาและไม่ได้รับการดูแลสุขภาพอนามัย หรือได้รับการส่งเสริมพัฒนาการที่เหมาะสมกับวัย
ข้อมูลสถานการณ์เด็กเกิดใหม่ไม่สามารถที่จะรวบรวมเป็นจำนวนที่ชัดเจนได้ เพราะมีการเกิดที่กระจายอยู่ใน
สถานพยาบาลต่าง ๆ ในที่นี้ขอยกตัวอย่างข้อมูลจาก 2 โรงพยาบาล ดังนี้
- ในปี 2544 เดือนตุลาคม ปี 43 – กันยายน ปี 44 จำนวน 14,296 คน อ้างอิง 66 จังหวัด จากโรงพยาบาลของรัฐ
- ในปี 2545 เดือนตุลาคม ปี44 – กันยายน ปี 45 จำนวน 15,772 คน อ้างอิง 76 จังหวัด จากโรงพยาบาลของรัฐ ส่วนจากภาคเอกชน ได้จาก โรงพยาบาลศรีวิชัย 5 สมุทรสาคร เพียงแห่งเดียว
* ข้อมูลจากกลุ่มพัฒนาระบบบริการ สำนักพัฒนาระบบบริการสุขภาพ กรมสนับสนุน บริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข
สภาพปัญหา
การไม่สามารถรวบรวมข้อมูลตัวเลขการเกิดของเด็กต่างชาติซึ่งมีทั้งเกิดในสถานพยาบาลและในชุมชน นอกจากนั้นเด็กเหล่านี้ยังต้องประสบปัญหาในเรื่องการออกหนังสือรับรองการเกิดซึ่งเรียกกันโดยทั่วไป “ทร.1/1. พบว่าโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาล พร้อมที่จะออกหนังสือรับรองการเกิดในประเทศไทย ของบุตรให้แก่แรงงานต่างชาติ แต่เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลจำนวนมากตั้งข้อสังเกตว่า คนต่างชาติส่วนใหญ่ไม่เห็นความสำคัญกับการนำเอาหนังสือรับรองการเกิดของบุตรกลับไป อาจจะเป็นเพราะคนต่างชาตินั้นไม่ตระหนักในความสำคัญ ของการมีเอกสารพิสูจน์ทราบตัวบุคคลที่ออกโดยรัฐ แม้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและองค์กรพัฒนาเอกชนในหลายพื้นที่จะพยายามอธิบายให้เห็นความสำคัญของเอกสารก็ตาม แต่ด้วยข้อจำกัดของภาษาที่ใช้สื่อสารกันและโลกทัศน์ที่พวกเขาเป็นอยู่ ก็ทำให้ยังมีบุตรของแรงงานต่างชาติเกือบทั้งหมดที่เกิดในประเทศไทยไม่มีหนังสือรับรองการเกิด ส่งผลให้เด็กเหล่านี้ไม่สามารถเข้าถึงบริการทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข และด้านอื่น ๆ ทั้งจากประเทศไทยและประเทศบ้านเกิด
2. นโยบาย มาตรการ กฎหมายและการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับเด็กต่างชาติ
นโยบายการจดทะเบียนแรงงานต่างชาติ ตั้งแต่ปี 2539 โดยเริ่มให้นายจ้างนำแรงงานต่างชาติหลบหนีเข้าเมือง 3 สัญชาติ คือ พม่า ลาวและกัมพูชา นำลูกจ้างมาจดทะเบียนขอใบอนุญาตทำงานได้เป็นระยะเวลา 2 ปี ในพื้นที่ 39 จังหวัด มีแรงงานต่างชาติมาจดทะเบียนประมาณ 323,123 คน ในขณะนั้นนโยบายยังไม่อนุญาต ให้แรงงานต่างชาติสามารถนำครอบครัวมาจดทะเบียนได้ ทั้งที่ในช่วงเวลาดังกล่าวได้มีแรงงานต่างชาติหลบหนีเข้าเมืองมาทั้งครอบครัว ทำให้คนในครอบครัวต้องหลบซ่อนโดยในจำนวนนั้นมีทั้งเด็กที่ติดตามแรงงานต่างชาติ หรือ แรงงานเด็กต่างชาติที่หลบหนีเข้าเมืองมาทำงาน เด็กเร่ร่อนขอทาน และเด็กที่ถูกล่อลวงมาค้ามนุษย์ แต่ไม่มีข้อมูลด้านจำนวนที่แน่ชัดของกลุ่มเด็กต่างชาติในประเทศไทย ต่อมาในปี 2541 – 2543 นโยบายการจดทะเบียนขออนุญาตทำงานของแรงงานต่างชาติหลบหนีเข้าเมือง ได้มีการอนุญาตให้แรงงานต่างชาติมาจดทะเบียนได้ ครั้งละ 1 ปี และมีการเข้มงวดกวาดจับแรงงานต่างชาติที่ไม่ได้จดทะเบียน รวมถึงกลุ่มเด็กต่างชาติที่อยู่ในพื้นที่ต่างๆ และดำเนินการผลักดันกลับประเทศอย่างเข้มงวด
ในปี 2544 – 2545 นโยบายในการจดทะเบียนได้เปิดกว้างขึ้นไปทุกจังหวัดทั่วประเทศ และ อนุญาตให้จดทะเบียนได้ใน 10 ประเภทงาน แต่ปัญหายังคงมีปัญหาในขั้นการดำเนินการต่างๆ ทั้งในเรื่องค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียน การคุ้มครองสิทธิเมื่อแรงงานต้องการเปลี่ยนงาน ทำให้มีจำนวนแรงงานต่างชาติที่มาจดทะเบียนน้อยลงในช่วงต่ออายุการจดทะเบียน จาก 568,249 คน มาเป็น 430,074 คน ในปี 2545 และยังไม่สามารถมีข้อมูลของเด็กต่างชาติกลุ่มต่างๆ ได้ และยังคงเกิดปัญหาต่างๆ ตามมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเด็กที่เข้ามาเกิดใหม่ในประเทศไทย เด็กที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ เนื่องจากมีกระบวนการที่ล่อลวงเด็กโดยการอ้างถึงนโยบายการจดทะเบียน
นโยบายดังกล่าวมิได้ครอบคลุมเด็กต่างชาติในประเทศไทย ทั้งในเรื่องข้อมูลและการจัดบริหารเพื่อตอบสนองปัญหาและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ในปี 2547 ได้มีการเปิดให้คนต่างชาติที่หลบหนีเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ออกมาจัดทำทะเบียนราษฎรผู้ไม่มีสัญชาติไทย จาก 3 สัญชาติ ได้แก่ พม่า ลาว กัมพูชา ข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2547 สรุปผลได้ดังนี้
- คนต่างชาติ แรกเกิด – 11 ปี จำนวน 59,331 คน คิดเป็น 5.36%
- คนต่างชาติ อายุ 12 -14 ปี จำนวน 15,944 คน คิดเป็น 1.44%
- คนต่างชาติ อายุ 15 ปี ขึ้นไป จำนวน 1,032,252 คน คิดเป็น 93.20%
รวมเป็นคนต่างชาติที่มาขึ้นทะเบียนราษฎร จำนวน 1,107,527 คน เป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้เห็นจำนวนลูกหลานที่ติดตามแรงงานข้ามชาติ ในจำนวนดังกล่าวยังไม่สามารถยืนยันอย่างเป็นทางการได้ว่าเป็นจำนวนของเด็กต่างชาติทั้งหมดที่อยู่ในประเทศไทย เพราะถึงแม้จะมีนโยบายในการจดทะเบียนราษฎรเกิดขึ้นแต่ยังขาดแผนปฏิบัติงานที่ชัดเจนในการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งต้องเชื่อมโยงกับนโยบายด้านสาธารณสุขและนโยบายการจัดการศึกษาให้กับเด็กต่างชาติกลุ่มดังกล่าว เพื่อให้สอดคล้องกับการคุ้มครองสิทธิเด็กตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ
นอกจากนโยบายการจดทะเบียนราษฎรและการจดทะเบียนขออนุญาตทำงานที่ดำเนินการให้กับแรงงานต่างชาติหลบหนีเข้าเมือง 3 สัญชาติแล้ว รัฐบาลไทย ยังร่วมกับทั้ง 3 ประเทศในการจัดทำบันทึกความเข้าใจ เรื่องการจ้างแรงงาน โดยมีแนวทางที่สำคัญ คือการพิสูจน์สถานะและการให้แรงงานต่างชาติหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมายมาเป็นแรงงานต่างชาติเข้าเมืองถูกกฎหมายเพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการปัญหาแรงงานต่างชาติในประเทศไทย จะเห็นได้ว่านโยบายดังกล่าวเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งยวดที่จะทำให้เห็นว่ารัฐไทยยอมรับในสถานการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้นว่ามีแรงงานต่างชาติและคอบครัวอยู่ในประเทศไทยและมีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านั้นในเชิงบวกและเน้นความร่วมมือกับประเทศต้นทางถึงแม้จะเกิดปัญหาในทางปฏิบัติติดตามมาแต่ปัญหาแรงงานต่างชาติและครอบครัวหลบหนีเข้าเมืองก็จะไม่ถูกซ่อเร้นไปทั้งหมด แต่ยังคงมีปัญหาที่สำคัญ คือ จะดำเนินการอย่างไรกับแรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะเด็กต่างชาติที่ยังคงซ่อนเร้น อยู่ในพื้นที่ต่างๆ
มาตรการด้านคุ้มครองเด็กต่างชาติ จะเป็นการให้ความสำคัญถึงปัญหาการค้ามนุษย์ข้ามชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้าเด็กมาเป็นแรงงานและใช้ในธุรกิจทางเพศ ซึ่งเป็นปัญหาที่ทั่วโลกให้ความสนใจและเร่งให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนเนื่องจากเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ดังนั้นประเทศไทยจึงถูกมองจากนานาประเทศทั่วโลกว่าเป็นแหล่งหนึ่งของปัญหาดังกล่าว ประเทศไทยอยู่ใน 3 สถานะ คือ ประเทศต้นทาง ประเทศทางผ่าน และ ประเทศปลายทางของกระบวนการค้ามนุษย์ ตั้งแต่ปี 2539 คณะรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นชอบนโยบายและแผนปฏิบัติการด้านการขจัดมิให้มีเด็กในธุรกิจทางเพศ การดำเนินการผ่านมา 6 ปี จึงได้มีการประเมิน และเนื่องจากสภาพปัญหาครอบคลุมการค้าหญิงและเด็กข้ามชาติ คณะอนุกรรมการการประสานงานการแก้ไขปัญหาการค้าเด็กและหญิงจึงจัดทำนโยบายและแผนระดับชาติ เรื่องการป้องกัน ปราบปรามและแก้ไขปัญหาการค้าเด็กและหญิงภายในประเทศและข้ามชาติ โดยคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2546
แนวทางดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชน โดยมีการจัดทำบันทึกข้อตกลงทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทั้งระดับภูมิภาค ระดับชาติและระหว่างประเทศ ได้แก่
1) บันทึกข้อตกลง เรื่อง แนวทางปฏิบัติ่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการกรณีการค้าเด็กและหญิง พ.ศ.2542 และฉบับที่ 2 พ.ศ.2546
2) บันทึกข้อตกลง เรื่อง แวทางการดำเนินงานขององค์กรพัฒนาเอกชนที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการกรณีการค้าเด็กและหญิง พ.ศ.2546
3) บันทึกข้อตกลง เอง แนวทางปฏัติร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานกรณีเด็กและหญิงที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ พ.ศ.2546
4) บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งาชอาณาจักรกัมพูชา เรื่อง ความร่วมมือทวิภาคีว่าด้วยการขจัดการค้าเด็กและหญิงและการช่วยเหลือเหยื่อการค้ามนุษย์ พ.ศ.2546
จากบันทึกข้อตกลงต่างๆที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดมาตรการและกลไกที่คุ้มครองเด็กต่างชาติโดยเฉพาะกรณีที่เป็นผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและเป็นนโยบายที่มีการขับเคลื่อนในระดับปฏิบัติมากขึ้น แต่เพื่อประสิทธิภาพในการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ต้องเน้นความร่วมมือตั้งแต่ระดับชุมชน จนถึงระหว่างประเทศ การค้ามนุษย์จึงถูกจัดเป็นวาระแห่งชาติ ที่หลายหน่วยงานต้องให้ความร่วมมือในทางแก้ไขปัญหาทั้งในระดับปฏิบัติและระดับนโยบาย
แต่สำหรับเด็กต่างชาติกลุ่มอื่นที่ถูกละเมิดสิทธิและต้องการคุ้มครอง ยังไม่มีนโยบายหรือมาตรการการคุ้มครองโดยตรง แต่เป็นการคุ้มครองตามกฎหมายไทยที่มีอยู่ตามสภาพปัญหาที่เด็กประสบทั้งในการคุ้มครองแรงงานตามพรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.254 การคุ้มครองร่างกาย จิตใจและทรัพย์สินตามกฎหมายอาญา และ กฎหมายแพ่ง นอกจากนี้ในปี 2546 ได้มีพรบ.คุ้มครองเด็ก เกิดขึ้น ซึ่งในความหมายของคำว่า “เด็ก” หมายถึง บุคคลซึ่งมีอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ แต่ไม่รวมถึงผู้ที่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส ซึ่งครอบคลุมถึงเด็กทุกคน รวมถึงเด็กต่างชาติด้วย โดยเน้นการปฏิบัติกับเด็กตั้งแต่ในครอบครัว ชุมชน สังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การดูแลเด็กโดยมีมาตรฐานขั้นต่ำในการดูแลเด็ก ซึ่งการดูแลเด็กมิได้หมายความถึงพ่อแม่ ผู้ปกครองเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงนายจ้างที่จ้างแรงงานเด็กด้วย
มาตราการด้านสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับเด็กต่างชาติของกระทรวงสาธารณสุขยังไม่มีการออกนโยบายที่เฉพาะเจาะจงสำหรับเด็กกลุ่มนี้ แต่การดำเนินการควบคู่ไปกับนโยบายการจดทะเบียนแรงงานต่างชาติหลบหนีเข้าเมือง ทั้งในด้านการบริการและการรักษาพยาบาล แต่มีหลักการตรงกันทั้งในส่วนกลางและในระดับปฏิบัติ คือ การให้การดูแลรักษาโดยไม่แยกว่าเป็นคนไทยหรือต่างชาติ แต่จากการทำงานของหลายหน่วยงานและเสียงสะท้อนของหลายเวที ทำให้เห็นว่าในแต่ละจังหวัดมีความแตกต่างในวิธีการปฏิบัติ และความชัดเจนในหลายประเด็น ทั้งในเรื่องการปฏิบัติงาในการให้บริการ แนวทางการให้บริการของแต่ละสถานพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องหลักฐานแสดงการเกิดของลูกแรงงานต่างชาติ เป็นประเด็นที่มีปัญหามาอย่างต่อเนื่อง และมีความพยายามผลักดันให้เกิดการแก้ไขทั้งในระดับนโยบายและในระดับปฏิบัติแต่ยังคงพบปัญหาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีเรื่องทัศนคติต่อคนต่างชาติเข้ามาและความไม่ชัดเจนของระเบียบปฏิบัติ ประกอบกับการทำงานตามนโยบายการจดทะเบียนแรงงานต่างชาติเป็นการเพิ่มงานให้กับบุคลากรด้านสาธารณสุข แต่ในทางการบริหารจัดการแล้วไม่ได้มีการเพิ่มบุคลากรหรือเสริมสร้างทักษะบุคลากรตามการปฏิบัติงานที่เพิ่มขึ้น และไม่ได้มีความพยายามที่จะสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการร่วมมือกันแก้ไขปัญหา ทั้งในภาคประชาชน ภาคธุรกิจ หรือองค์กรภาคเอกชนที่มีความเกี่ยวเนื่องกับปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวแรงงานต่างชาติเอง
แต่ที่สำคัญและน่าสนใจคือ นโยบายด้านสาธารณสุขในระดับจังหวัดหลายพื้นที่ที่ให้ความสำคัญและมีแนวคิดในการปฏบัติในเชิงบวกกับเด็กต่างชาติและครอบครัว ได้แก่ในพื้นที่แนวตะเข็บชายแดนและพื้นที่ที่มีจำนวนแรงงานและเด็กต่างชาติเป็นจำนวนมาก ตัวอย่างเช่นจังหวัดสมุทรสาคร ระนอง มุกดาหาร เป็นต้น ซึ่งการให้บริการเกิดจากความร่วมมือในระดับจังหวัด เห็นถึงความสำคัญในการป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านสาธารณสุขให้กับเด็กและแรงงานต่างชาติ ถึงแม้หลายจังหวัดจะมีนโยบายและแนวทางปฏิบัติ แต่นโยบายดังกล่าวยังเป็นแค่บางพื้นที่และยังไม่เป็นเป็นการทำงานเชิงรุกเพื่อป้องกัน ควบคุมโรค และส่งเสริมสุขภาพให้กับเด็กต่างชาติและครอบครัวที่กระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างเพียงพอ
รัฐไทยได้รับรองพันธกรณีระหว่างประเทศที่จะเคารพสิทธิในการศึกษาของมนุษย์อย่างชัดเจน ทั้งในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน 1948 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ค.ศ. 1966 และที่สำคัญคือ ข้อที่ 28 ซึ่งกำหนดว่ารัฐภาคียอมรับสิทธิของเด็กที่จะได้รับการศึกษาและเพื่อที่จะให้สิทธินี้บังเกิดผลตามลำดับและบนพื้นฐานของโอกาสที่เท่าเทียมกัน รัฐภาคีจะ ก) จัดการศึกษาขั้นประถมศึกษาเป็นภาคบังคับที่เด็กทุกคนสามารถเรียนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ.1989 จะเห็นได้ว่าจากการรับรองพันธกรณีต่างๆ ตลอดจนกฎหมายของไทยที่ระบุว่า การจัดการศึกษา ต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ตามพรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 แต่ในการนำไปปฏิบัติยังคงมีปัญหาในเรื่องการตีความของคำว่า “บุคคล” ว่าเฉพาะบุคคลที่มีสัญชาติไทยเท่านั้นหรือไม่ การปฏิบัติของแต่ละหน่วยงานและสถาบันจึงยังไม่ชัดเจนและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ปัญหาที่ตามมา คือ การไม่ยอมรับเด็กต่างชาติเข้าเรียน หรือ รับเข้าเรียนแต่ไม่ให้หลักฐานการศึกษา(รายละเอียดตามปัญหาในทางปฏิบัติ) ซึ่งในความเป็นจริงสามารถออกหลักฐานทางการศึกษาได้ โดยบันทึกและลงนามกำกับข้อความว่า “ไม่มีหลักฐานตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนราษฎร์ ” ลงไว้ในหลักฐานการศึกษาของเด็กต่างชาติเหล่านั้น ทั้งนี้ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยหลักฐานวัน เดือน ปี เกิดในการรับนักเรียน นักศึกษาเข้าเรียนในสถานศึกษา พ.ศ.2535 แต่ในทางปฎิบัติยังคงเป็นปัญหาเดิมในการตีความ และทรัพยากรบุคคล และ งบประมาณที่ต้องเพิ่มขึ้นของโรงเรียนและสถาบันการศึกษา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เด็กต่างชาติไม่ได้รับการศึกษา
ในปัจจุบัน กระทรวงศึกษาธิการได้มีความพยายามในการปรับระเบียบที่มีอยู่ ให้มีความสอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนด้านการศึกษา โดยจะแก้ไขระเบียบกระทรวงศึกษาธิการในส่วนที่ยังเป็นปัญหาและไม่สอดคล้องกับพันธกรณีต่างๆ ที่ไทยรับรอง ทำให้เห็นทิศทางที่ดีขึ้นในการพัฒนานโยบายด้านการศึกษาให้กับเด็กต่างชาติ ประกอบกับมีนโยบายการศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาส ที่ได้รับการเห็นชอบตามมติของคณะรัฐมนตรี ในปี 2547โดยมีการระบุกลุ่มเด็กด้อยโอกาสซึ่งครอบคลุมถึงแรงงานเด็ก เด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยที่ขาดโอกาสทางการศึกษาและเด็กที่อยู่ในภาวะยากลำบากด้วย ซึ่งนโยบายดังกล่าวจะเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มเด็กต่างชาติ และเป็นนโยบายที่เห็นถึงความสำคัญของการศึกษาโดยคำนึงถึงโอกาส ความเสมอภาค การเรียนรู้ที่หลากหลาย สิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ฯลฯ
3. ปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินงานด้านเด็กต่างชาติ
1. การไม่มีข้อมูลสถานการณ์ภาพรวมของเด็กต่างชาติที่แน่ชัด เนื่องจากการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นลักษณะการดำเนินงานของแต่ละหน่วยงานที่ได้มีการรวบรวมไว้ในเฉพาะกลุ่มเป้าหมายและกรอบการทำงานของหน่วยงาน ทำให้ไม่สามารถที่จะรวบรวมข้อมูลได้ทั้งหมด ประกอบกับเด็กต่างชาติเป็นกลุ่มที่ซ่อนเร้น มีการเคลื่อนไหวและกระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ทั้งเข้ามาเกิดใหม่ในประเทศไทย หรือ เคลื่อนย้ายไปตามครอบครัวและแหล่งงาน ทำให้ไม่สารถที่จะทราบจำนวนที่แท้จริงได้
2. การไม่สามารถเข้าถึงเด็กต่างชาติ จากลักษณะจำเพาะของกลุ่ม การไม่ทราบข้อมูลที่แน่ชัด ส่งผลให้การให้บริการและแนวทางการดำเนินการต่างๆ ไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเด็กต่างชาตินี้ได้อย่างทั่วถึง
3. การขาดการเชื่อมต่อของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เครือข่ายการทำงานไม่มีการประสานงานกันในลักษณะเฉพาะด้านที่ครอบคลุมปัญหาด้านเด็กต่างชาติได้ทั้งหมด ซึ่งแต่ละหน่วยงานจะมีการดำเนินงานตามกลุ่มเป้าหมายของตนเอง ประกอบกับไม่มีเวทีที่จะแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานการณ์ด้านเด็กต่างชาติมีการเคลื่อนไหวเฉพาะบางประเด็น เท่านั้น
4. การไม่มีหน่วยงานภาครัฐที่รองรับปัญหาโดยตรง
5. การขาดนโยบายและแผนงานร่วมกันที่ชัดเจนในเรื่องเด็กต่างชาติ มีเครือข่าย กลไกและนโยบายเฉพาะด้าน ส่งผลให้เด็กต่างชาติบางกลุ่มไม่ได้รับการดูแล คุ้มครอง ช่วยเหลือ เนื่องจากขาดหน่วยงาน มาตรการ และนโยบายในการรองรับปัญหา
4. ข้อเสนอแนะต่อการดำเนินงานแก้ไขปัญหาเด็กต่างชาติ
4.1 ระบบข้อมูล
4.1.1 ควรมีการพัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูลเรื่องเด็กต่างชาติกลุ่มต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการวางแผน และการดำเนินการด้านต่างๆ โดยให้มีหน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก ในการวางระบบข้อมูล ที่เชื่อมโยงหลายหน่วยงานซึ่งทำงานเรื่องเด็กต่างชาติ มีระบบ ติดตามและพัฒนาข้อมูลอย่างต่อเนื่อง
4.1.2 จัดทำโครงการนำร่องเพื่อพัฒนาระบบการจัดเก็บข้อมูล เด็กต่างชาติ โดยการมีส่วนร่วมของฝ่ายต่างๆในระดับพื้นที่
4.1.3 ระบบการจดทะเบียนข้อมูลเรื่องแรงงานต่างชาติและครอบครัว ควรแยกกลุ่มเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปีให้ชัดเจน
4.1.4 ให้มีการดำเนินการจดทะเบียนการเกิดเด็กต่างชาติทุกคนอย่างเป็นระบบ
4.2 นโยบาย และแผน
4.2.1 ให้มีนโยบายและแผนงานที่ชัดเจนในเรื่องเด็กต่างชาติ และกำหนดแนวปฏิบัติให้หน่วยงานต่างๆดำเนินการได้อย่างเป็นมาตรฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องมีการเชิ่อมโยงกันของนโยบายในเรื่องการคุ้มครองสิทธิ สาธารณสุข การศึกษา
4.2.2 นโยบายและยุทธศาสตร์เรื่องการจัดการแรงงานข้ามชาติ ต้องมีการพิจารณาเรื่องเด็กต่างชาติเป็นพิเศษ และในกลไกการจัดการทั้งในระดับชาติ และภูมิภาค ควรมีองค์ประกอบของหน่วยงานที่ทำงานเรื่องเด็กเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย
4.3 มาตรการและการดำเนินการด้านต่างๆ
4.3.1 ผลักดันให้มีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนเรื่องการจดทะเบียนราษฎรแรงงานต่างชาติและครอบครัว
4.3.2 ให้มีแผนการดำเนินงาน การประเมินผลร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กต่างชาติในการป้องกัน การคุ้มครอง การช่วยเหลือ การพัฒนา การคืนสู่สังคมและชุมชน
4.4 การเสริมสร้างศักยภาพขององค์กรและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง
4.4.1 เนื่องจากการทำงานเรื่องเด็กต่างชาติมีความจำเป็นที่จะต้องมีความเข้าใจ ความรู้และ ทักษะหลายด้าน ที่แตกต่างจากการทำงานกับเด็กไทย จึงควรมีการวางแผนเพื่อพัฒนาศักยภาพขององค์กรและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ในระดับต่างๆ โดยมีการจัดทำหลักสูตร คู่มือ สื่อ และสร้างวิทยากรที่เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่องเพิ่มขึ้น
4.4.2 การสร้างเสริมเครือข่ายการทำงานเรื่องเด็กต่างชาติให้เพิ่มมากขึ้น และมีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์และหาแนวทางการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
4.4.3 สถาบันการศึกษา ควรพัฒนาหลักสูตรและองค์ความรู้ การทำงานด้านสังคมสงเคราะห์ การจัดการศึกษา การจัดบริการสำหรับเด็กต่างชาติ เพื่อฝึกอบรมให้มีบุคลากรที่มีความรู้ทักษะในเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้น
4.5 การรณรงค์และการสร้างทัศนคติที่ดีต่อเด็กต่างชาติ
ในภาพรวมของสังคมยังขาดความรับรู้ ความเข้าใจ มีเจตคติที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกปฏิบัติ ในเรื่องเด็กต่างชาติ ซึ่งทำให้การแก้ไขปัญหายังไม่มีประสิทธิภาพ จึงควรมีแผนการรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักและความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว โดยมีการรณรงค์เชิงมิติวัฒนธรรมเพิ่มมากขึ้น
รายงานสถานการณ์ดังกล่าวได้มีการนำเสนอร่างสรุปสถานการณ์เด็กต่างชาติปี 2548เบื้องต้น ในวันที่ 21 เมษายน 2548 ณ ห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็กฯ สรุปรายงานการประชุมเพื่อปรึกษาหารือและหาข้อเสนอแนะรายงานสถานการณ์เด็กต่างชาติในประเทศไทย สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
- Ø คุณศรีศักดิ์ ไทยอารี ประธานคณะทำงานประสานงานเรื่องเด็กต่างชาติ กล่าวชี้แจงวัตถุประสงค์และกล่าวเปิดการประชุมเพื่อปรึกษาหารือและหาข้อเสนอแนะต่อรายงานสถานการณ์เด็กต่างชาติในประเทศไทย สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
สถานการณ์ด้านแรงงานต่างชาติ ที่มีการเคลื่อนย้ายเข้ามาทำงานในประเทศไทยเป็นจำนวนมากรวมถึงแรงงานเด็กต่างชาติ โดยตั้งแต่ปีพ.ศ 2544 รัฐบาลมีนโยบายเกี่ยวกับการจัดระเบียบแรงงานต่างชาติ กำหนดให้มีการจดทะเบียนแรงงานต่างชาติที่ทำงานในประเทศไทย ต่อมาปี พ.ศ. 2547 ได้มีการปรับรูปแบบการจดทะเบียนและอนุญาตให้ผู้ติดตามสามารถขอขึ้นทะเบียนอาศัยในประเทศไทยแต่ไม่อนุญาตให้ทำงาน จากการดำเนินการดังกล่าวไม่ได้มีมาตรการในการตรวจสอบอายุ และมีเด็กต่างชาติจำนวนมากที่เข้ามาโดยกระบวนการค้ามนุษย์ หน่วยงานภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชนได้มีความพยายามในการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แต่ในปัจจุบันเด็กต่างชาติในประเทศไทยยังคงประสบปัญหาในรูปแบบต่างๆ ประกอบกับการฐานข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์เด็กต่างชาติ เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ในการหาแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับเด็กต่างชาติในประเทศไทย ดังนั้น จึงได้มีการจัดประชุมคณะประสานงานเรื่องเด็กต่างชาติ (Thai – Cord) ครั้งที่ 1 ขึ้น เพื่อมาพิจารณาแนวทางการทำงานเรื่องเด็กต่างชาติ โดยที่ประชุมประกอบด้วยองค์กรสมาชิก ดังนี้ สภาองค์การเด็กและเยาวชน ฯ มูลนิธิพัฒนาการคุ้มครองเด็ก มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก โดยมีผู้แทนโครงการระหว่างประเทศว่าด้วยการแก้ไขปัญหาแรงงานเด็ก (ILO/IPEC) เป็นผู้สังเกตการณ์และร่วมให้ข้อเสนอแนะในการประชุม โดยในที่ประชุมมอบหมายให้มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก เป็นผู้รวบรวมสถานการณ์เด็กต่างชาติในประเทศไทยเบื้องต้น และจะดำเนินการจัดประชุมครั้งที่ 2 เพื่อเสนอสถานการณ์และเขิญหน่วยงานภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อปรึกษาหารือแนวทางการดำเนินการต่อไป
ในครั้งนี้ เป็นการจัดประชุมเพื่อให้ผู้เข้าร่วมซึ่งเป็นตัวแทนของภาครัฐทางด้านการศึกษา ด้านแรงงาน กฎหมาย และองค์กรเอกชนได้ร่วมเสนอแนะต่อร่างเอกสารรายงานสถานการณ์ และพิจารณาแนวทางการทำงานของคณะประสานงานเรื่องเด็กต่างชาติ (Thai – Cord ) โดยในที่ประชุมได้ให้ข้อเสนอแนะ ดังนี้
- ข้อเสนอแนะต่อรายงานสถานการณ์เด็กต่างชาติในประเทศไทย
1) ด้านการพัฒนากลไก
- การจัดทำระบบข้อมูล เรื่องเด็กต่างชาติ โดยกระทรวงแรงงานที่มีการจดทะเบียนราษฎรให้กับคนต่างชาติ 3 สัญชาติที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย และกระทรวงศึกษาธิการควรเข้ามามีบทบาทในการสำรวจและรวบรวมข้อมูลเด็กต่างชาติ เพื่อที่จะเป็นประโยชน์ในการทราบจำนวนข้อมูลและกำหนดมาตรการในการดำเนินการให้กับเด็กต่างชาติกลุ่มนี้ ซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่ออกมาเปิดเผยจำนวนที่แน่ชัด โดยควรพัฒนาระบบการจดทะเบียนที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพ ทั้งในเรื่องการตรวจสอบอายุเด็ก การติดตามสภาพความเป็นอยู่ สภาพการทำงาน พร้อมทั้งให้มีการส่งต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้อง เพื่อให้การบริการและคุ้มครองโดยทั่วถึง
นอกจากนั้นควรมีการจัดการสำรวจกลุ่มเด็กที่ไม่ได้มาจดทะเบียน โดยให้เป็นบทบาทขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ต่าง ๆ เป็นผู้ดำเนินการ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด เป็นประโยชน์ต่อการหามาตรการรองรับปัญหาต่าง ๆ
- การจัดสรรงบประมาณในการดำเนินการ ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญในการดำเนินงานของหลายกระทรวงที่ไม่สามารถจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสม เพื่อแก้ไขปัญหาเด็กต่างชาติในประเทศไทย ส่วนหนึ่งเกิดจากความไม่เข้าใจในเรื่องการแก้ไขปัญหาเด็กต่างชาติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ประชุมจึงเสนอให้มีการสร้างการมีส่วนร่วมและสร้างความเข้าใจต่อปัญหาเด็กต่างชาติ เพื่อให้เกิดการสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง
- นโยบายและมาตรการที่มีอยู่ยังมีช่องว่างในการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กต่างชาติ จึงควรมีการทบทวนถึงสถานการณ์ร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน และมีการจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติในเรื่องเด็กต่างชาติอย่างเป็นรูปธรรม
- การจัดทำพื้นที่นำร่องในการแก้ไขปัญหาเด็กต่างชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่แนวตะเข็บชายแดน และพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของแรงงานต่างชาติและครอบครัว อาทิ สมุทรสาคร ตาก ระนอง เป็นต้น และมีการดำเนินการสรุปประสบการณ์และขยายผลไปในพื้นที่อื่นที่มีสถานการณ์ปัญหาเช่นเดียวกัน
- การติดตามและรวบรวมข้อมูลสถานการณ์ กฎหมาย กฎกระทรวง นโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสร้างกลไกให้กับหน่วยงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัญหาได้สามารถติดตามและเท่าทันสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยที่ประชุมเสนอให้มีการรวบรวมกฎหมาย กฎระเบียบ มติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ทั้งในรูปแบบการจัดทำรายงานติดตามสถานการณ์และการเป็นเครือข่ายในการแลกเปลี่ยนข้อมูล
2) ด้านการอยู่ร่วมกันในสังคม
- การสำรวจข้อมูลและเปิดให้มีการจดทะเบียนเด็กต่างชาติ เพื่อทำให้เด็กต่างชาติเหล่านี้มีสถานะ ในขณะที่อยู่ในประเทศไทย โดยที่ประชุมได้เสนอถึงการสำรวจจำนวนเด็กในพื้นที่ต่างๆและจัดทำเอกสารทะเบียนเลข 13 หลักให้แก่เด็กต่างชาติที่อยู่ประเทศไทย เนื่องจากระเบียบในการจัดสรรงบประมาณของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องต้องอาศัยการจดทะเบียน 13 หลัก เพื่อเด็กเหล่านี้มีโอกาสที่จะได้รับสวัสดิการที่เหมาะสม
- การจัดบริการและสวัสดิการต่างๆ ทั้งทางด้านการศึกษา สาธารณสุขและการคุ้มครองสิทธิโดยต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน วัฒนธรรม ความเสมอภาค ซึ่งจะส่งผลให้เด็กต่างชาติและครอบครัวเกิดทัศนคติที่ดีและเป็นการปลูกฝังความรู้สึกอันดีต่อประเทศไทย โดยครอบคลุมถึงเด็กต่างชาติ เด็กชนกลุ่มน้อย และเด็กผู้ลี้ภัยด้วย
- การปรับทัศนคติให้กับนายจ้างและคนในสังคมที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มเด็กต่างชาติ เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิและเอารัดเอาเปรียบต่าง ๆ โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจในเรื่องการย้ายถิ่นว่าเป็นสิทธิอันชอบธรรมที่มนุษย์สามารถกระทำได้ เพื่อลดการเลือกปฏิบัติกับเด็กต่างชาติ
3) ด้านการเปิดโอกาสให้ได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน
- การแก้ไขปัญหาเด็กต่างชาติในประเทศไทย ควรต้องคำนึงถึงสิทธิประโยชน์ของเด็กอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะในเรื่องความจำเป็นพื้นฐานต่อการดำรงชีวิต การศึกษา สาธารณสุข การได้รับคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย โดยในที่ประชุมได้เสนอรูปแบบด้านการจัดการศึกษาที่เหมาะสมกับเด็กต่างชาติ อาทิ การจัดศูนย์จัดการศึกษาเด็กตามอัธยาศัยสำหรับเด็กต่างชาติ โดยคำนึงถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรม ภาษา เพื่อเป็นพื้นฐานและเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับกลุ่มเด็ก อีกทั้งข้อจำกัดหรือสภาพวิถีชีวิตจริงของเด็ก ดังเช่นกรณีตัวอย่าง การจัดฝึกอาชีพให้กับกลุ่มเด็กผู้ลี้ภัยซึ่งเด็กไม่สามารถนำความรู้ที่ได้ไปประกอบอาชีพได้จริงเนื่องจากไม่สามารถออกนอกพื้นที่ได้และไม่มีมาตรการรองรับ ทั้งในเรื่องทุนดำเนินการ ช่องทางด้านการตลาด เพื่อเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพ เป็นต้น หรือการเปิดโอกาสให้เด็กต่างชาติได้รับการศึกษาผ่านระบบการศึกษานอกโรงเรียน ซึ่งมีศูนย์ให้บริการอยู่แล้วในหลายพื้นที่
- การเห็นความสำคัญของการให้บริการทางการศึกษากับกลุ่มเด็กต่างชาติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนถึงการลงพื้นที่ของปลัดกระทรวงศึกษาธิการที่ได้ลงสำรวจสถานการณ์ปัญหา ทำให้เกิดแนวทางในการจัดบริการการศึกษาในพื้นที่ที่เด็กยังไม่สามารถเข้ารับการศึกษาได้อย่างทั่วถึง เช่น ในค่ายผู้ลี้ภัย หรือชุมชนตามแนวตะเข็บชายแดน
4) ด้านการป้องกัน
- การหามาตรการในการป้องกันที่มีประสิทธิภาพและได้ผลจริง เพื่อให้มีการลดลงของการเข้าเมืองผิดกฎหมาย ทั้งในรูปแบบการลักลอบและกระบวนการค้ามนุษย์ เพราะถ้าจำนวนลดลงจะได้สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหากลุ่มเด็กต่างชาติที่มีอยู่ในประเทศไทยในปัจจุบันให้มีความชัดเจนก่อน เพื่อป้องกันที่จะไม่ให้เกิดปัญหาเพิ่มมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
- การป้องกันปัญหาเด็กต่างชาติในประเทศไทย ไม่สามารถดำเนินการโดยขาดความร่วมมือจากประเทศต้นทางได้ ควรหาแนวทางในการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของปัญหากับประเทศต้นทาง โดยส่งเสริมให้เกิดระบบการทำงานร่วมกันตั้งแต่การกำหนดแผนและยุทธศาตร์ในการแก้ไขปัญหาไปจนถึงเกิดแนวปฏิบัติร่วมกัน และเพื่อให้เกิดประสิทธิผลโดยแท้จริง ควรต้องอาศัยความร่วมมือจากอาเซียน เพื่อเป็นกลไกในการพัฒนาประเทศสมาชิกร่วมกัน
2.3.2 ข้อเสนอแนะต่อแนวทางการดำเนินงานต่อไป
- ข้อเสนอต่อการประชุมครั้งต่อไป เสนอให้มีการร่างแผนงาน 3 ปี สำหรับการป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กต่างชาติในประเทศไทย โดยจัดเป็นการประชุมใหญ่เพื่อระดมความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานภาครัฐองค์กรพัฒนาเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ
- การนำเสนอให้มีการจัดทำแผนงานโดยเน้น ประเด็น “ ด้านการศึกษา” เป็นอันดับแรก ที่ประชุมจึงได้มีการเสนอให้พิจารณาแผนในการประชุมระดับชาติและแบ่งประเด็นย่อยตามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินการในระยะต่อไป
- การนำเสนอรายงานในการประชุมครั้งต่อไป ควรเพิ่มความเป็นมาของคณะประสานงานเรื่องเด็กต่างชาติ (Thai – Cord) ตลอดจนรายงานการประชุมที่ผ่านมา รายชื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกฎระเบียบ มติคณะรัฐมนตรีที่มีการเปลี่ยนแปลงและมีส่วนเกี่ยวข้องกับเด็กต่างชาติ