เสวนา “นโยบาย การจดทะเบียนประกันรายงาน ผลกระทบต่อแรงงานเด็กต่างชาติและครอบครัว”


6. ข้อสังเกตและคำถาม
ข้อสังเกตที่ข้าพเจ้าได้จากการเสวนาในครั้งนี้นั่นก็คือปัญหาที่เป็นผลกระทบจากการถูกกดขี่แรงงาน การเกิดหนี้ของแรงงานโดยที่แรงงานไม่ได้ก่อขึ้นนั้นเป็นปัญหาที่ทำให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมามากมาย แต่ทำไมคนในสังคมจึงไม่สนใจกับปัญหานี้เท่าที่ควร จะว่าไปแล้วมนุษย์ไม่ว่าสัญชาติใดก็คือมนุษย์เหมือนกันหมด จากการที่ข้าพเจ้าได้สัมผัสปัญหาแรงงานแล้วนั้นข้าพเจ้ามีความเห็นว่าการที่แรงงานถูกกดขี่ ถูกบังคับให้ใช้แรงงานอย่างผิดกฎหมายนั้น นายจ้างมองแรงงานเหล่านี้เหมือนไม่ใช่คน ไม่มีหัวจิตหัวใจ และสิ่งกระตุ้นให้แรงงานจะต้องทำงานหนักมากขึ้น นั้นก็คือเมื่อนายจ้างเสียเงินจำนวน 10,000 บาทหรือ 50,000 บาท ไปเพื่อจดทะเบียนประกันแรงงานต่างชาติแล้วนั้นนายจ้างย่อมผลักภาระเงินจำนวนนี้ให้แก่แรงงานอย่างแน่นอน แรงงานต้องทำงานหนักมากขึ้น เมื่อใช้หนี้ที่ตนเองไม่ได้เห็นตัวเงินเลย แต่ถ้านายจ้างเห็นใจแรงงานในเรื่องนี้ยอมรับภาระการเสียเงินจำนวนนี้แล้วนั้น นายจ้างก็ต้องส่งแรงงานต่างชาติเหล่านี้กลับประเทศ เนื่องจากรับภาระเงินจำนวนนี้ไม่ไหว เป็นเหตุให้แรงงานต้องออกจากงาน ขาดรายได้ และกลับประเทศ ถ้ามองในมุมมองของนักเศรษฐกิจแล้วนั้น ต้นทุนการผลิตของสินค้าก็จะเพิ่มขึ้น เนื่องจากแรงงานต่างชาติมีอัตราค่าแรงต่ำกว่าแรงงานไทย และผลกระทบที่เกิดขึ้นก็คือคนในสังคมจะต้องอุปโภค-บริโภคสินค้าในราคาที่สูงขึ้นจะเห็นได้ว่าปัญหาบางปัญหาไม่ได้เป็นแค่ปัญหาของคนกลุ่มเดียวเท่านั้น ถ้ามองให้กว้างขึ้นจะพบว่าปัญหาแต่ละปัญหาล้วนเชื่อมโยงและเกี่ยวเนื่องกันเป็นสายใยในสังคมเราทั้งสิ้น สุดท้ายนี้ข้าพเจ้าเห็นว่าคนในสังคมควรจะหันหน้ามามองคนอื่นๆรอบตัวตนเองให้มากขึ้นแล้วท่านจะทราบว่าตนเองมีคุณค่าต่อสังคมมากเพียงใด

5. ย้อนมองตนเอง
ในวันแรกที่ข้าพเจ้าได้ทราบว่าข้าพเจ้าจะต้องไปที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาตินั้น ข้าพเจ้ายอมรับว่านึกภาพไม่ออกว่าการเสวนาในครั้งนี้จะออกมาในรูปแบบใด แต่มีความสำคัญ มีความเกี่ยวข้องกับวิชาชีพสังคมสงเคราะห์อย่างไร แต่เมื่อก่อนวันที่จะได้ไปเสวนานั้น ข้าพเจ้าได้มีโอกาสช่วยพี่ๆในการจัดเตรียมเอกสารประกอบการเสวนา เนื่องจากการเสวนาครั้งนี้เป็นการจัดการเสวนาที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติร่วมกับมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก โดยมีนางสาวเข็มพร วิรุณราพันธ์ ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (มพด.) ร่วมในเวทีเสวนานี้ด้วย ในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังจัดเตรียมเอกสารนั้นข้าพเจ้าก็ได้มีโอกาสศึกษาวัตถุประสงค์และกำหนดการเวที ทำให้ข้าเจ้าสงสัยถึงการเสวนาครั้งนี้ แต่ตอนนั้นข้าพเจ้าก็เก็บความสงสัยเอาไว้ พอวันรุ่งขึ้นข้าพเจ้าได้มีโอกาสเข้าร่วมเวทีเสวนาเวลา 13.00 น. ในวันจันทร์ ที่ 27  มีนาคม พ.ศ. 2549 เมื่อการเสวนาเริ่มต้นขึ้นข้าพเจ้าก็เริ่มที่จะฟังตั้งแต่ผู้เข้าร่วมเวทีท่านแรกไปเรื่อยๆ หลังจากนั้นข้าพเจ้าก็เริ่มเข้าใจเหตุผลของการเปิดเวทีเสวนาครั้งนี้มากขึ้น และมีความเข้าใจมากขึ้นเมื่อได้มีโอกาสสัมผัส Case หรือ Client ในเวลาต่อมา
ในความคิดเห็นของข้าพเจ้าการจัดเวทีเสวนาในครั้งนี้มีประโยชน์ต่อแรงงานมากถึงมากที่สุด เนื่องจากเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซักถามและแสดงข้อเสนอแนะ โดยผู้เข้าร่วมเวทีล้วนแต่เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบจากปัญหานโยบายการจดทะเบียนประกันแรงงานทั้งสิ้น อีกทั้งประกอบไปด้วยผู้ที่เป็นนักวิชาการได้แก่ นางสาวเปรมใจ วังศิริไพศาล (นักวิชาการ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับด้านแรงงาน ได้แก่ นางสาวเข็มพร วิรุณราพันธ์ (ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (มพด.) นายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์  (ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กและคณะอนุกรรมการคุ้มครองเด็กฯ) และผู้ที่คลุกคลีกับแรงงาน เป็นผู้ที่ทำงานกับแรงงานต่างชาติมาโดยตลอด ได้แก่ นายสมพงษ์ สรรแก้ว (ผู้อำนวยการเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน) ทำให้การเปิดเวทีเสวนาในครั้งนี้ ค่อนข้างตรงประเด็นในผลกระทบที่เป็นสิทธิของแรงงานและการจัดระบบการจ้างแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชา ซึ่งในทางปฏิบัติจริงนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องจะผลักดันการให้ความช่วยเหลือแก่แรงงานเหล่านี้ได้มากน้อยเพียงใดพวกเราหรือนักสังคมสงเคราะห์และผู้ที่เกี่ยวข้องต่างๆ จะต้องจับตามองเรื่องนี้อย่างไม่ละสายตาเลยทีเดียว

3. ทักษะ หลักการและทฤษฎีต่างๆที่นำมาประยุกต์ใช้ในกิจกรรม

ทักษะการติดต่อสื่อสาร (Communication Skills) นั่นก็คือสามารถสื่อสารได้ทุกภาษา ไม่ว่าจะเป็นภาษามาใช้ในการเสวนาโดยในการเสวนานี้ได้มีตัวแทนจากสถานทูตลาวมาร่วมด้วย ข้าพเจ้ายอมรับว่ามีบางประโยคที่ข้าพเจ้าฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจเท่าใดนัก ข้าพเจ้าจึงคาดเดาความหมายจากภาษากาย ภาษาท่าทางของเขา ทำให้ข้าพเจ้าสามารถตีความหมายโดยรวมได้พอสมควร

ทักษะการแสดงความเข้าใจ (Empathy Skills) โดยทักษะนี้จะมีประเด็นอยู่ 3 ประเด็นหลักๆ ได้แก่ การเข้าใจ การเปิดตนเอง และการยอมรับ การประยุกต์ใช้ทักษะนี้ในงานเสวนานั้นในขั้นตอนแรกต้องทำความเข้าใจกับเนื้อหา และวัตถุประสงค์ของการเสวนาก่อน หลังจากนั้นเราก็ต้องเปิดตนเองที่จะรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นที่มาเข้าร่วมในการเสวนาครั้งนี้ และสุดท้ายเราก็จะต้องเกิดการยอมรับ ยอมรับในความคิดเห็นของผู้เตรียมเสวนา ยอมรับในการตัดสินใจของกลุ่ม

การพิทักษ์สิทธิ์ (Advocacy) เป็นการช่วยเหลือ สนับสนุนกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับความเป็นธรรมทางสังคม เช่น กลุ่มที่ถูกกดขี่ข่มเหงจากอำนาจของรัฐ กลุ่มที่เสียเปรียบ กลุ่มตกขอบ กลุ่มไร้อำนาจ กลุ่มไร้ตัวตน ที่ถูกปฏิเสธการเข้าถึงบริการ นักสังคมสงเคราะห์ต้องพิทักษ์สิทธิเพื่อให้เกิดโอกาสของการเข้าถึงบริการ รวมทั้งรัฐทำหน้าที่ขยายการคุ้มครองกับกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเสี่ยงที่ไม่ได้รับบริการ และทำให้มีชีวิตต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานอย่างในการเสวนาครั้งนี้เปิดการพิทักษ์สิทธิของแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยแล้วรัฐกำหนด นโยบายการจัดประกันแรงงานขึ้น ทำให้เกิดผลกระทบต่อแรงงาน เนื่องจากนายจ้างได้ผลักภาระเงินจำนวน 10,000 บาท สำหรับแรงงานที่ยังไม่เคยมีเอกสารหลักฐานใดๆเลยที่แสดงถึงการจดทะเบียนแรงงาน นายจ้างได้ผลักภาระเงินจำนวนนี้ให้แก่แรงงาน โดยแรงงานจะต้องทำงานชดใช้หนี้แก่นายจ้างเท่ากับเงินจำนวนนี้ พวกเราจึงต้องมาเสวนากันเพื่อช่วยกันพิทักษ์สิทธิของแรงงานเหล่านี้ ไม่ให้นายจ้างมาละเมิดสิทธิของแรงงานได้

2. สิ่งที่ได้เรียนรู้
เครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ (ประเทศไทย) มีความห่วงใยอย่างยิ่งในมติครม.ในวันที่ 20 ธันวาคม 2548 ในเรื่องการจัดการระบบแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชาที่กระทบต่อสิทธิมนุษยชนของแรงงานข้ามชาติ อีกทั้งยังมีผลกระทบต่อความมั่นคงของแรงงานข้ามชาติ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทยและในภูมิภาค รวมถึงผลกระทบต่อชุมชนต่างๆทำให้ข้าพเจ้าทราบว่ามีผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งที่มีความห่วงใยอย่างยิ่งต่อการอนุญาตให้มีการจ้างงานแรงงานข้ามชาติ โดยกำหนดให้นายจ้างวางเงินประกันตัวแรงงาน ที่จะขัดต่อสภาวะการทำงานที่ยุติธรรม ทั้งนี้เนื่องจากการจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติในครั้งที่ผ่านมามีการกำหนดให้มีค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนเพื่อขออนุญาตทำงานเป็นเงิน 3,800 บาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการขออนุญาตทำงาน ค่าใช้จ่ายเพื่อซื้อประกันสุขภาพ แต่ในทางปฏิบัติจริงที่ผ่านมาพบว่านายจ้างส่วนใหญ่ได้ทำการหักค่าจ้างของแรงงานเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียน อันนำมาซึ่งการเกิดหนี้สินของแรงงานข้ามชาติ อีกทั้งนายจ้างยังยึดบัตรอนุญาตเพื่อควบคุมไม่ให้ลูกจ้างหลบหนีหรือเปลี่ยนงานในสู่สภาพการจ้างงานที่ดีกว่า และก่อนที่จะใช้หนี้สินที่เกิดจากการจดทะเบียนจนหมด
ดังนั้นการมีค่าใช้จ่ายในการประกันตัวที่เพิ่มขึ้นอีก 10,000 บาทหรือ 50,000 บาทในทางปฏิบัติมีแนวโน้มว่านายจ้างจะหักค่าจ้างของแรงงานเพิ่มมากขึ้นเพื่อผ่อนจ่ายเงินค่าประกันตัว และค่าจดทะเบียน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภาวะความเสี่ยงที่รุนแรงและเป็นการผลักดันให้แรงงานเข้าสู่สภาพของการใช้แรงงานบังคับและตกอยู่ในสภาวะรูปแบบการทำงานที่เลวร้าย
หากสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น แรงงานจะอยู่ในสภาพที่ถูกกดดันและต้องทำงานอย่างหนักเพื่อจะหาเงินมาผ่อนจ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าว ประกอบกับแรงงานไม่มีทางเลือกในการทำงาน และไม่มีอำนาจในการต่อรองเพื่อเปลี่ยนสภาพการจ้างให้ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสภาพทางด้านร่างกายและจิตใจของแรงงานข้ามชาติ

1. ความรู้ที่ได้
การที่ประเทศไทยยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กให้หมดสิ้นไปได้ ประกอบกับภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจได้สร้างผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อคนในสังคมไทย และประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งรวมถึงเด็กที่ต้องออกจากโรงเรียนก่อนวัยอันควรเป็นจำนวนมาก และเสี่ยงต่อการเข้าสู่ตลาด แรงงานมากขึ้นรวมถึงสถานการณ์ปัจจุบันมีแรงงานต่างชาติอพยพซึ่งเป็นทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างชาติส่วนใหญ่อยู่ในวัยแรงงาน
จากการรับแจ้งเหตุของมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก และจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบแรงงานเด็กต่างชาติที่ประสบปัญหามากกว่าแรงงานเด็กไทย เพิ่มขึ้นและมีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นปัญหาแรงงานเด็กต่างชาติถูกทำร้ายทุบตี ถูกกักขังหน่วงเหนี่ยว เป็นเหยื่อจากการค้ามนุษย์ ซึ่งแรงงานเด็กต่างชาตินั้นตกเป็นผู้ถูกแสวงหาผลประโยชน์ได้ง่าย เนื่องจากความเป็น  “ต่างชาติ” และความเป็น “เด็ก” จากการที่ถูกละเมิดสิทธิด้านต่างๆจากการทำงานและการขาดโอกาสในการพัฒนาตนเอง ทั้งทางด้านพัฒนาการและการศึกษา นอกจากกลุ่มที่เป็นแรงงานเด็กแล้ว ยังมีกลุ่มเด็กเร่ร่อนขอทาน เด็กลูกหลานแรงงานต่างชาติหลบหนีเข้าเมือง เด็กเกิดใหม่ในประเทศไทย ที่อยู่ในประเทศไทยเป็นจำนวนมากโดยไม่มีหน่วยงานใดทราบจำนวนที่แท้จริงได้ มีเพียงข้อมูลเด็กต่างชาติบางกลุ่ม อาทิ กลุ่มเด็กต่างชาติที่มาขึ้นทะเบียนราษฎรทั่วประเทศ ตามนโยบายการจัดระบบแรงงานต่างด้าวปี พ.ศ. 2547 ข้อมูล ณ วันที่ 31 พฤษภาคม 2548 มีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จำนวน  93, 082 คน แต่กลุ่มเด็กต่างชาติที่เป็นแรงงานเด็ก แรงงานแอบแฝง ซ่อนเร้น และกลุ่มเด็กต่างชาติที่ยังไม่ได้มาขึ้นทะเบียนและยังไม่สามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ได้อีกจำนวนไม่น้อย
เวทีครั้งนี้จึงเกิดขึ้นอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากงานการศึกษาเรื่อง “แนวทางในการให้ความคุ้มครอง ช่วยเหลือ พัฒนาสภาพแรงงานเด็กต่างชาติในประเทศไทย” ภายใต้โครงการส่งเสริม สนับสนุนและคุ้มครอง สุขภาพและสิทธิมนุษยชน ด้านเด็ก เยาวชนและครอบครัว ซึ่งผลจากการศึกษาและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายประเด็น โดยเฉพาะนโยบายด้านการจดทะเบียนในปัจจุบัน ที่มีผลกระทบต่อแรงงานเด็กต่างชาติและครอบครัวอย่างเห็นได้ชัด
แรงงานเด็กต่างชาติในประเทศไทยมีทั้งกลุ่มที่เข้ามาในประเทศไทยอย่างถูกต้อง คือจดทะเบียนแรงงานและเข้าสู่ระบบการทำงานในอาชีพต่างๆ ซึ่งกลุ่มแรงงานเด็กต่างชาติที่เข้ามาและจดทะเบียนอย่างถูกต้องเหล่านี้ บางครั้งไม่ได้อยู่ในงานอาชีพเดิมๆที่ทำอยู่ อาจมีการเคลื่อนย้ายเปลี่ยนงาน เปลี่ยนอาชีพ และแรงงานเด็กต่างชาติบางคนต้องตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มแรงงานเด็กต่างชาติอีกกลุ่มหนึ่งที่ลักลอบเข้าเมืองไทยอย่างผิดกฎหมายและไม่ได้จดทะเบียนแรงงานอย่างถูกต้อง แรงงานเด็กต่างชาติกลุ่มนี้มักจะเป็นกลุ่มที่ไม่มีอาชีพแน่นอน เด็กบางคนเข้ามาเร่ร่อนขอทาน เข้าสู่งานค้าประเวณีรวมถึงการตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ และที่เหลือจะพบปะปนอยู่กับแรงงานต่างชาติในงานประเภทต่างๆ ทั้งนี้เนื่องจากข้อจำกัดเรื่องของการจดทะเบียนแรงงานต่างชาติในเรื่องค่าใช้จ่ายและระยะเวลาที่เปิดให้มีการจดทะเบียนในระยะเวลาที่จำกัด จึงทำให้มีกลุ่มแรงงานต่างชาติที่ตกค้างไม่ได้จดทะเบียนแรงงานต่างชาติอย่างถูกต้องอยู่ในตลาดแรงงานเป็นจำนวนมาก
จากนโยบายการจัดระบบการจ้างแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองสัญชาติพม่า ลาว และกัมพูชาตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2548 ซึ่งอนุญาตให้มีการจ้างงานแรงงานต่างด้าวโดยกำหนดให้นายจ้างวางเงินประกันตัวแรงงานต่างด้าว ที่ผ่านมามีการกำหนดค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียนเพื่อขออนุญาตทำงานเป็นเงิน 3,800 บาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการจดทะเบียน และค่าใช้จ่ายในการประกันสุขภาพ แต่จากข้อเท็จจริงที่ผ่านมา พบว่านายจ้างส่วนใหญ่ได้ทำการหักค่าจ้างของแรงงานเด็กต่างชาติภายหลัง อันนำมาซึ่งปัญหาการเกิดหนี้สินของแรงงานเด็กต่างชาติ
นโยบายฯ ข้างต้น  การจ่ายค่าประกันฯ ที่เพิ่มขึ้นถึง 10,000 บาท และ 50,000 บาท ในทางปฏิบัติมีแนวโน้มในการเสี่ยงที่นายจ้างจะหักค่าจ้างแรงงานเด็กต่างชาติเพิ่มมากขึ้น  ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เกิดภาวะความเสี่ยง และเป็นการผลักดันให้แรงงานเด็กต่างชาติเข้าสู่สภาพของการบังคับใช้แรงงาน และตกอยู่ในสภาวะรูปแบบการทำงานที่ไม่เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยมีนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญและผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะไว้ดังนี้
ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการจดทะเบียนและมีการวางเงินประกันนั้น จากประสบการณ์ที่ผ่านมาส่งผลกระทบกับเด็กอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในช่วงการต่อทะเบียนเด็กต้องหลบซ่อน เนื่องจากกลัวว่าจะถูกจับ บางคนไม่กล้าไปทำงาน ไม่กล้าไปเรียน แต่การจดทะเบียนในขณะนี้มีเงื่อนไขยุ่งยากมากขึ้น เสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น มีผลให้แรงงานเด็กต่างชาติและครอบครัวไม่สามารถเข้ารับเงื่อนไขนั้นได้ ผลที่เกิดขึ้นก็คือ จำนวนแรงงานต่างชาติที่มาจดทะเบียนหายไป ซึ่งรวมถึงกลุ่มเด็กด้วย ทำให้แรงงานเด็กต่างชาติออกนอกระบบมากขึ้น ซึ่งขัดกับแนวคิดนโยบายการจัดระบบแรงงานต่างด้าว และทำให้เราไม่ทราบข้อเท็จจริงของกลุ่มแรงงานต่างชาติในประเทศไทย
การจดทะเบียน โดยการเสียเงินประกัน 10,000 หรือ 50,000 บาท จะเป็นการส่งเสริมกระบวนการค้ามนุษย์ องค์การอาชญากรรมมากขึ้น เพราะเป็นการบังคับให้ลูกจ้างต้องอยู่กับนายจ้าง ลูกจ้างไม่มีโอกาสที่จะเปลี่ยนนายจ้างหรืองานใหม่ การจดทะเบียนที่ผ่านมามีกรณีที่นายจ้างที่เอาเปรียบแรงงาน แรงงานบังคับแรงงานเนื่องจากเป็นผู้ประกัน ไม่ให้เปลี่ยนงาน ซึ่งจะมีลักษณะเป็นแรงงานถูกบังคับ เข้าข่ายการค้ามนุษย์ ตามมาตรา 5 พรบ. มาตรการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก ซึ่งถือว่านายจ้างเป็นผู้ค้ามนุษย์
ปัญหาสำคัญประการหนึ่งของการจดทะเบียน คือ เรื่องการประชาสัมพันธ์ซึ่งมีการประชาสัมพันธ์ค่อนข้างน้อยและไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะนโยบายการจัดระบบแรงงานต่างด้าวตามมติครม.ล่าสุด วันที่ 20 ธันวาคม 2548 ซึ่งมีการประชาสัมพันธ์น้อยและยังไม่มีการสร้างความเข้าในให้กลุ่มนายจ้างและแรงงานต่างชาติได้รับรู้และเข้าใจให้กลุ่มนายจ้างและแรงงานต่างชาติได้รับรู้และเข้าใจอย่างทั่วถึง จึงส่งผลให้มีผู้มาต่อบัตรและจดทะเบียนน้อยลง
การจัดระบบแรงงานต่างชาติจะต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อสิทธิประโยชน์และมีกฎหมายคุ้มครองอย่างเป็นระบบ โดยให้มีสถานทูต กงสุลหรือหน่วยงานต่างๆเข้ามาร่วมดูแล และให้ประเทศต้นทางรับรู้ว่ามีคนในประเทศนั้นๆทำงานอยู่ในประเทศไทย
ในกรณีแรงงานเด็กต่างชาติ ระบบการจดทะเบียน และคุ้มครอง ควรพิจารณาเป็นพิเศษ และควรมีระบบที่แตกต่างจากผู้ใหญ่เพื่อให้เด็กได้รับสิทธิการคุ้มครองมากขึ้น
จะเห็นได้ว่านโยบายดังกล่าว มีหลายฝ่ายแสดงความห่วงใยทั้งกลุ่มแรงงานต่างชาติ นายจ้างองค์กรพัฒนาเอกชน ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการ เนื่องจากอยู่ระหว่างการดำเนินการจดทะเบียนระหว่างวันที่ 1-30 มีนาคม พ.ศ. 2549 ซึ่งเป็นระยะเวลาสั้นมากสำหรับการประชาสัมพันธ์และการเปิดจดทะเบียนเพื่อสร้างความเข้าใจทั้งในเรื่องระบบการจัดการ สิทธิประโยชน์ และการจัดระบบแรงงานต่างชาติอย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงสิทธิมนุษยชนเป็นหลัก