การบริการการศึกษาและการฝึกอบรมด้านอาชีพที่หน่วยงานภาครัฐและองค์กรเอกชน จัดให้แก่เด็กเร่ร่อนในปัจจุบัน ได้แก่
1. รูปแบบบริการจากหน่วยงานภาครัฐ สถานแรกรับเด็กของกรมประชาสงเคราะห์ซึ่งรับเด็กเป็นการชั่วคราวจะจัดการสอนให้เด็กได้รับการศึกษาตามสมควรแก่วัย ไม่เน้นระบบชั้นเรียนไม่เน้นวิชาสามัญโดยตรง แต่เน้นการฝึกอบรมวิชาชีพระยะสั้น เช่น เรื่องจักสาน เกษตรกรรม การทำดอกไม้ การตัดเย็บ เป็นต้น สถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก จะให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษา ซึ่งจะเป็นการศึกษาสามัญหรืออาชีวศึกษาขึ้นอยู่กับสติปัญญา ความสามารถ และความถนัดของเด็ก ด้านสามัญศึกษา จัดให้มีโรงเรียนขึ้นภายในสถานคุ้มครองฯ สอนระดับชั้นประถมศึกษา และอาจได้รับการสนับสนุนให้เรียนต่อระดับมัธยมศึกษา ในขณะเดียวกันจัดให้ มีการเรียนในรูปแบบนอกโรงเรียนเทียบเท่าระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ด้านอาชีวศึกษาได้จัดการฝึกอบรมวิชาชีพระยะสั้น เช่น ช่างไม้ ช่างเชื่อมโลหะ ช่างเครื่องยนต์ ช่างเย็บหนัง ช่างตัดผม ตัดเย็บ เสื้อผ้า ประดิษฐดอกไม้ เป็นต้น ผู้สำเร็จหลักสูตรจะได้รับการจัดหางานให้ทำ
2. รูปแบบบริการจากภาคเอกชน ให้การบริการเรื่องการศึกษาแก่เด็กเร่ร่อนในลักษณะต่าง ๆ ได้แก่
เจ้าหน้าที่ภาคสนามหรืออาสาสมัคร หรือครูข้างถนน ออกไปพบเด็กเร่ร่อนในท้องถนนหรือสถานที่ที่เด็กชุมนุม เข้าคลุกคลีกับเด็กเพื่อทำความคุ้นเคย ทำความเข้าใจ โดยการพูดคุย การจัดกิจกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านนันทนาการ เล่นเกมส์ และสอนหนังสือ มีการพาเด็กไปทัศนศึกษาและออกค่ายพักแรมตามโอกาส
บ้านเปิดหรือบ้านเด็กที่รับเด็กเข้าอยู่และดูแลจะจัดการเรียนการสอนให้เด็กตามความ เหมาะสมของเด็ก ส่วนใหญ่เป็นการเตรียมให้เด็กสามารถไปเรียนต่อในสถานศึกษา โดยสอนเพื่อให้อ่านออกเขียนได้หรือสอนเสริม ดูแลการเรียนของเด็กในช่วงตอนเช้า ส่วนตอนบ่ายจะเป็นการแยกย้ายทำกิจกรรมต่างๆ มีกิจกรรมนันทนาการและการฝึกอาชีพระยะสั้น บ้านเด็กบางแห่งจะจัดส่งเด็กที่พร้อมไปเรียนในโรงเรียน และช่วยเหลือเรื่องการเรียนของเด็กหรือติวให้ ก่อนปี 2535 การส่งเด็กไปโรงเรียนมีปัญหาเพราะเด็กขาดหลักฐานสำหรับการสมัครเข้าเรียน คือ ใบเกิด หรือทะเบียนบ้าน เด็กที่ไม่มีหลักฐานจึงไม่สามารถเข้าเรียนได้ ปัจจุบันปัญหานี้ได้รับการแก้ไข กล่าวคือ โรงเรียนสามารถรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานเข้าเรียนได้ แต่ยังมีปัญหาตอนจบการศึกษา เนื่องจากโรงเรียนจะไม่ออกวุฒิบัตร แต่จะให้เพียงใบรับรองว่าจบประถมศึกษาปีที่ 6 และมีข้อความต่อท้ายว่า “ไม่สามารถนำไปสมัครงานได้หรือจะนำไปใช้ศึกษาต่อไม่ได้” นอกจากนี้ ยังมีปัญหาในการปฎิบัติเนื่องจากบางโรงเรียนไม่ประสงค์จะรับเด็กเร่ร่อนเข้าเรียนร่วมกับเด็กปกติ
การขยายงานในลักษณะที่มีความสัมพันธ์กับชุมชน (Community-Based) โดยรับและให้เด็กเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านหรือชุมชน เด็กจะใช้ชีวิตแบบครอบครัวกับเจ้าหน้าที่โครงการ โดยเจ้าหน้าที่จะจัดการเรียนการสอนให้ มีการพาเด็กไปพบปะกับชาวบ้าน เป็นการเรียนรู้ด้านสังคมและการเข้ากับชุมชน ในบ้านมีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและมีกิจกรรมฝึกฝนอาชีพ
เด็กเร่ร่อนทุกคน ไม่ได้มีความตั้งใจ หรือความพยายามว่า จะออกมา เป็นเด็กเร่ร่อน แต่เด็กได้รับความกดดันทั้งจากตัวเด็กเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม ที่อยู่รอบ ๆ ตัวเด็ก ในอดีต เป็นอย่างไร ปัจจุบันปัญหาดังกล่าวก็ยังคงอยู่ ทั้งเรื่อง ความเชื่อ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และล่าสุด ยังมีแรงดึงเด็กให้ออกมาจากครอบครัวมาสู่ถนนเพิ่มมากขึ้น ทั้งที่เกิดจากเทคโนโลยี และ สังคมที่เปลี่ยนไป เด็กบางคน มีปัญหาภายในครอบครัวอยู่แล้ว และเมื่อได้ออกมาสู่สังคมภายนอกที่มีแรงดึงที่รุนแรง เด็กที่อ่อนแอและไม่มีแรงฉุดรั้งจากครอบครัวอยู่แล้ว ก็ทำให้เด็กหลุดออกมาสู่สังคมข้างถนนได้เร็วมากขึ้น