เด็กเร่ร่อน homeless child


การทำงานกับเด็กภายใต้สภาพปัญหาปัจจุบัน คนทำงานที่ตั้งใจดี ตั้งใจจริง ที่จะลงมาทำงานกับเด็ก ต้องมีทัศนคติแบบเป็นกลาง ไม่ตัดสิน ไม่สรุป ไม่พิพากษา ไม่ตีตรา แต่ต้องลงไปในพื้นที่ เพื่อลงไปแสวงหาคำตอบ แสวงหาควมจริงด้วยตนเอง จากนั้น จึงนำข้อมูลทั้งหลายทั้งปวงกลับมา วางแผน วางกระบวนการ สร้างสรรค์กิจกรรมทางเลือกให้แก่กลุ่มเด็ก ในขณะเดียวกัน ก็ พัฒนาและส่งเสริมโอกาสให้กับครอบครัวไปพร้อม ๆ กัน เพื่อให้ครอบครัวของเด็กมีทางเลือกในการดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างหลากหลายมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ ครอบครัวยุติการใช้เด็กเพื่อประกอบอาชีพหาเลี้ยงครอบครัวในที่สุด ซึ่งหลาายคนอาจจะมองว่า ช้า หรือสายเกินไป แต่ การ แยกเด็กออกจากครบครัว ก็เป็นการสร้างปัญหาที่ซับซ้อนให้แก่เด็กมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ควรที่จะแก้ปัญหาแบบมีส่วนร่วม และนำครอบครัวเข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาด้วย ปัญหาเด็กเร่ร่อน เด็กขอทาน ก็น่าที่จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น

ในปัจจุบันมีหน่วยงานต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับการเข้ามามีความพยายามมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาเด็ก ทั้งที่เป็นหน่วยงานที่ริเริ่มและดำเนินการมาอยู่ก่อนแล้ว และเป็นหน่วยงานที่เริ่มให้ความสนใจและคิดริเริ่มสิ่งที่เรียกว่า นวัตกรรม เข้ามาเพื่อมีส่วนร่วมในการทำงานกับเด็ก หากแต่ว่า สิ่งที่สำคัญที่สุด คือมุมมองของคนทำงานที่มีต่อเด็กต่างหาก ไม่ใช้เครื่องมือ หรือนวัตกรรม ที่จะนำมาใช้ในการทำงานกับเด็กกลุ่มพิเศษนี้ เด็กต้องการความเข้าใจมากกว่าการตีตรา หรือพิพากษาจากคนที่ได้ชื่อว่าทำงานกับเด็ก เพราะหากคนทำงานมีคำตอบติดตัวลงไปทำงานแล้วว่า เด็กเร่ร่อน เด็กขอทาน เป็นเด็กที่โดนทารุณกรรม เป็นเด็กที่โดนหลอกมา หรือเป็นเด็กในแก้งค์ขอทาน การปฏิบัติต่อเด็กจะเป็นในอีกรูปแบหนึ่ง ซึ่งในความเป็นจริงที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น จะพบว่า มีความหลากหลายในกลุ่มเด็กเร่ร่อน เด็กขอทานมากกว่าที่ บางหน่วยงาน บางองค์กรตั้งข้อสังเกตมากนัก ดังนั้นการแก้ไขปัยหา บนพื้นฐานที่มีโจทย์มีคำตอบที่ตายตัวอยู่แล้ว เมื่อลงไปพบปะเด็ก เด็กก็จะ โดนตีตราไปโดยปริยาย และนั่น คือการกระทำซ้ำกับเด็ก เป็นเจตนาดีประสงค์ร้ายโดยไม่ตั้งใจ

การบริการการศึกษาและการฝึกอบรมด้านอาชีพที่หน่วยงานภาครัฐและองค์กรเอกชน  จัดให้แก่เด็กเร่ร่อนในปัจจุบัน ได้แก่
1.  รูปแบบบริการจากหน่วยงานภาครัฐ  สถานแรกรับเด็กของกรมประชาสงเคราะห์ซึ่งรับเด็กเป็นการชั่วคราวจะจัดการสอนให้เด็กได้รับการศึกษาตามสมควรแก่วัย  ไม่เน้นระบบชั้นเรียนไม่เน้นวิชาสามัญโดยตรง  แต่เน้นการฝึกอบรมวิชาชีพระยะสั้น เช่น เรื่องจักสาน  เกษตรกรรม  การทำดอกไม้  การตัดเย็บ  เป็นต้น สถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก  จะให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษา  ซึ่งจะเป็นการศึกษาสามัญหรืออาชีวศึกษาขึ้นอยู่กับสติปัญญา ความสามารถ  และความถนัดของเด็ก  ด้านสามัญศึกษา จัดให้มีโรงเรียนขึ้นภายในสถานคุ้มครองฯ  สอนระดับชั้นประถมศึกษา และอาจได้รับการสนับสนุนให้เรียนต่อระดับมัธยมศึกษา ในขณะเดียวกันจัดให้ มีการเรียนในรูปแบบนอกโรงเรียนเทียบเท่าระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา  ด้านอาชีวศึกษาได้จัดการฝึกอบรมวิชาชีพระยะสั้น เช่น ช่างไม้ ช่างเชื่อมโลหะ ช่างเครื่องยนต์ ช่างเย็บหนัง ช่างตัดผม ตัดเย็บ เสื้อผ้า ประดิษฐดอกไม้  เป็นต้น  ผู้สำเร็จหลักสูตรจะได้รับการจัดหางานให้ทำ

2.  รูปแบบบริการจากภาคเอกชน  ให้การบริการเรื่องการศึกษาแก่เด็กเร่ร่อนในลักษณะต่าง ๆ ได้แก่
เจ้าหน้าที่ภาคสนามหรืออาสาสมัคร หรือครูข้างถนน ออกไปพบเด็กเร่ร่อนในท้องถนนหรือสถานที่ที่เด็กชุมนุม เข้าคลุกคลีกับเด็กเพื่อทำความคุ้นเคย ทำความเข้าใจ  โดยการพูดคุย  การจัดกิจกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะด้านนันทนาการ เล่นเกมส์ และสอนหนังสือ มีการพาเด็กไปทัศนศึกษาและออกค่ายพักแรมตามโอกาส
บ้านเปิดหรือบ้านเด็กที่รับเด็กเข้าอยู่และดูแลจะจัดการเรียนการสอนให้เด็กตามความ   เหมาะสมของเด็ก ส่วนใหญ่เป็นการเตรียมให้เด็กสามารถไปเรียนต่อในสถานศึกษา  โดยสอนเพื่อให้อ่านออกเขียนได้หรือสอนเสริม ดูแลการเรียนของเด็กในช่วงตอนเช้า ส่วนตอนบ่ายจะเป็นการแยกย้ายทำกิจกรรมต่างๆ มีกิจกรรมนันทนาการและการฝึกอาชีพระยะสั้น บ้านเด็กบางแห่งจะจัดส่งเด็กที่พร้อมไปเรียนในโรงเรียน และช่วยเหลือเรื่องการเรียนของเด็กหรือติวให้ ก่อนปี 2535  การส่งเด็กไปโรงเรียนมีปัญหาเพราะเด็กขาดหลักฐานสำหรับการสมัครเข้าเรียน คือ ใบเกิด หรือทะเบียนบ้าน เด็กที่ไม่มีหลักฐานจึงไม่สามารถเข้าเรียนได้  ปัจจุบันปัญหานี้ได้รับการแก้ไข  กล่าวคือ  โรงเรียนสามารถรับเด็กที่ไม่มีหลักฐานเข้าเรียนได้  แต่ยังมีปัญหาตอนจบการศึกษา  เนื่องจากโรงเรียนจะไม่ออกวุฒิบัตร  แต่จะให้เพียงใบรับรองว่าจบประถมศึกษาปีที่ 6  และมีข้อความต่อท้ายว่า “ไม่สามารถนำไปสมัครงานได้หรือจะนำไปใช้ศึกษาต่อไม่ได้”  นอกจากนี้ ยังมีปัญหาในการปฎิบัติเนื่องจากบางโรงเรียนไม่ประสงค์จะรับเด็กเร่ร่อนเข้าเรียนร่วมกับเด็กปกติ
การขยายงานในลักษณะที่มีความสัมพันธ์กับชุมชน (Community-Based)  โดยรับและให้เด็กเข้าไปอยู่ในหมู่บ้านหรือชุมชน  เด็กจะใช้ชีวิตแบบครอบครัวกับเจ้าหน้าที่โครงการ โดยเจ้าหน้าที่จะจัดการเรียนการสอนให้  มีการพาเด็กไปพบปะกับชาวบ้าน  เป็นการเรียนรู้ด้านสังคมและการเข้ากับชุมชน  ในบ้านมีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและมีกิจกรรมฝึกฝนอาชีพ

เด็กเร่ร่อนทุกคน ไม่ได้มีความตั้งใจ หรือความพยายามว่า จะออกมา เป็นเด็กเร่ร่อน แต่เด็กได้รับความกดดันทั้งจากตัวเด็กเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม ที่อยู่รอบ ๆ ตัวเด็ก ในอดีต เป็นอย่างไร ปัจจุบันปัญหาดังกล่าวก็ยังคงอยู่ ทั้งเรื่อง ความเชื่อ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และล่าสุด ยังมีแรงดึงเด็กให้ออกมาจากครอบครัวมาสู่ถนนเพิ่มมากขึ้น ทั้งที่เกิดจากเทคโนโลยี และ สังคมที่เปลี่ยนไป เด็กบางคน มีปัญหาภายในครอบครัวอยู่แล้ว และเมื่อได้ออกมาสู่สังคมภายนอกที่มีแรงดึงที่รุนแรง เด็กที่อ่อนแอและไม่มีแรงฉุดรั้งจากครอบครัวอยู่แล้ว ก็ทำให้เด็กหลุดออกมาสู่สังคมข้างถนนได้เร็วมากขึ้น

หน่วยงานภาครัฐและเอกชนได้ดำเนินการให้บริการแก่เด็กเร่ร่อน  โดยให้ความช่วยเหลือทางสวัสดิการสังคม  ที่พักอาศัย  อาหาร  เครื่องนุ่งห่ม  การรักษาพยาบาล  การศึกษา และนันทนาการ เช่น กรุงเทพมหานคร ให้บริการในลักษณะของศูนย์เยาวชน  จัดครูข้างถนนลงไปสอนเด็กตามท้องถนน  การให้บริการด้านสาธารณสุข สำนักบริหารการศึกษาต่างถิ่น  กรมการปกครองโดยเทศบาลและเมืองพัทยาได้ดำเนินการสำรวจและให้บริการจัดการศึกษาแก่เด็กเร่ร่อน  โดยจัดครูอาสาลงไปสอนเด็กในพื้นที่ ดำเนินการส่งเด็กกลับเข้าสู่โรงเรียนในสังกัดเทศบาล
กรมการศึกษานอกโรงเรียน  จัดกิจกรรมการศึกษานอกโรงเรียนสายสามัญและสายอาชีพ กรมประชาสงเคราะห์  ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักของรัฐในการให้บริการและการช่วยเหลือแก่เด็กเร่ร่อน  ให้การบริการพื้นฐาน  รวมทั้งการศึกษาแก่เด็กในสถานสงเคราะห์และสถานคุ้มครองกองสวัสดิการเด็กการดำเนินงานของภาคเอกชนเป็นไปในสองลักษณะใหญ่ ๆ คือ การช่วยเหลือเด็กในท้องถนน โดยมีเจ้าหน้าที่หรือครูไปพบปะคลุกคลีทำความเข้าใจกับเด็กและช่วยเหลือด้านต่าง ๆ และการเปิดบ้านสำหรับเด็กให้เด็กเข้ามาอยู่อาศัย เช่น บ้านสร้างสรรค์เด็กของมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก บ้านปันรักของมูลนิธิโกมลคีมทอง บ้านสายใยของสภาเยาวชนคาทอลิคแห่งประเทศไทย  บ้านเด็กแสงตะวันของมูลนิธิเพื่อชีวิตเด็กอุดร เป็นต้น  การทำงานขององค์กรเอกชนมีลักษณะของเครือข่ายเพื่อเสริมงานซึ่งกันและกัน  และมีการประสานงานร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ

จากสภาพสังคมปัจจุบันมีแนวโน้มว่าเด็กเร่ร่อนจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นตามเมืองใหญ่ เด็กเหล่านี้มีอัตราเสี่ยงสูงที่จะถูกทำร้ายและตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทุกประเภทรวมทั้งติดยาเสพติด  ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์ทางธุรกิจบริการทางเพศ ในปี พ.ศ. 2535 มีเด็กเร่ร่อนที่เข้าสู่สถานสงเคราะห์และอยู่ในความคุ้มครองสวัสดิภาพของกรมประชาสงเคราะห์ จำนวน 1,460 คน  ในปี 2536  มีเด็กเร่ร่อนอายุระหว่าง 11-15 ปี ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 362 คน  ในปี 2537  มูลนิธิสร้างสรรค์เด็กระบุว่ามีเด็กเร่ร่อนทั่วประเทศทั้งสิ้น 13,322 คน เด็กเร่ร่อนส่วนใหญ่ไม่ได้รับการศึกษาในระบบ หรือเรียนแต่ไม่จบชั้นประถมศึกษา  เนื่องจากต้องอพยพเร่ร่อนตามครอบครัว  จึงไม่มีโอกาสได้รับการศึกษา พ่อแม่ด้อยการศึกษาและไม่เอาใจใส่  รวมทั้งสติปัญญาและความสามารถของเด็กเอง  สิ่งเหล่านี้ทำให้การศึกษาของเด็กเร่ร่อนค่อนข้างต่ำ

เด็กเร่ร่อนทุกคน ไม่ได้มีความตั้งใจ หรือความพยายามว่า จะออกมา เป็นเด็กเร่ร่อน แต่เด็กได้รับความกดดันทั้งจากตัวเด็กเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม ที่อยู่รอบ ๆ ตัวเด็ก  ในอดีต เป็นอย่างไร ปัจจุบันปัญหาดังกล่าวก็ยังคงอยู่ ทั้งเรื่อง ความเชื่อ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และล่าสุด ยังมีแรงดึงเด็กให้ออกมาจากครอบครัวมาสู่ถนนเพิ่มมากขึ้น ทั้งที่เกิดจากเทคโนโลยี และ สังคมที่เปลี่ยนไป เด็กบางคน มีปัญหาภายในครอบครัวอยู่แล้ว และเมื่อได้ออกมาสู่สังคมภายนอกที่มีแรงดึงที่รุนแรง เด็กที่อ่อนแอและไม่มีแรงฉุดรั้งจากครอบครัวอยู่แล้ว ก็ทำให้เด็กหลุดออกมาสู่สังคมข้างถนนได้เร็วมากขึ้น ปัญหาเด็กติดเกม ปัญหาเด็กเล่นเว็บแคม ก็ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อกัน และสถานที่สุดท้ายที่เด็กจะเลือกออกมาอยู่ก็คือ ข้างถนน ซึ่งัจจุบันรูปแบบการออกมาอยู่ข้างถนนของเด็ก็เปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัย ถ้ายังจะมามัวเดินหาเด็กเร่ร่อน ตามสถานที่สาธารณะเพียงอย่างเดียวเห็นจะไม่เพียงพอ ต้องรุกเข้าไปถึง สถานที่พักอาศัยในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งห้องเช่ารายวัน หอพักรายเดือน คอนโดฯ และอื่น ๆ ที่เด้กจะมีช่องทางและแสวงหารายได้มาจับจ่ายเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ซึ่งหากพิจารณากันดีดี เด็กเร่ร่อนในปัจจุบันจะแตกต่างจากในอดีตไปอย่างมาก จนมองไม่ออก หรือ ไม่ยอมรับว่าตนเองคือเด็กเร่ร่อน หรือแม้กระทั่ง คนทำงานเอง ก็ไม่ได้จัดให้เด็กเหล่านี้ เป็นเด็กเร่ร่อนด้วยซ้ำไป

ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า ในกลุ่ม เด็กเร่ร่อน ที่ประกอบอาชีพ ขอทาน หรือขายของ ที่มีตั้งแต่ พวงมาลัย เรียงเบอร์ ขนม กระดาษทิชชู่ และอื่น ๆ ตามสถานการณ์จะพาไป นั้นมีความหลากหลาย และในความหลากหลายนั้น ต้องพินิจพิเคราะห์ในรายละเอียดให้ถี่ถ้วน อย่าเพิ่งด่วนสรุปจากประสบการณ์ทั้งประสบการณ์ชีวิต หรือประสบการณ์ที่พบเจอ หรือฟังเขาเล่าว่า เพราะนั่น เป็นการมองสภาพปัญหาแบบ คนนอกมองเข้าไป ไม่ได้มองแบบผู้เผชิญปัญหามองออกมา สิ่งที่ต้อง ยอมรับในสภาพความเป็นจริงคือ สภาพความเป็นอยู่ของคนในสังคมไทยยังมีความเหลื่อมล้ำกันอยู่มาก ดังนั้นเมื่อปัจจัยทางเศรษฐกิจ ยังเป็นตัวกำหนดสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ การต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดในสังคมก็จะมีขึ้น และ วิธีการ ก็จะแตกต่างกันออกไปตามแต่สิ่งที่แต่ละคนเผชิยอยู่ บางครอบครัวต้องยอมรับว่า มีการบังคับให้เด็กออกมาประกอบอาชีพข้างถนน เพื่อเลี้ยงดูคนในครอบครัว แต่บางครอบครัว เด็กเองก็เต็มใจที่จะออกมาประกอบอาชีพข้างถนนเพื่อเลี้ยงดูคนในครอบครัวเสียเอง เพราะอะไร คำถามนี้สังคมต้องตอบ และเป็นโจทย์ใหญ่ที่หาคำตอบได้ไม่ยากนัก ก็เพราะสังคมไทย ยังมองเด็กเป็นเพียงทรัพยากรมนุษย์  หรือเป็นเพียงประชากรเท่านั้น ยังไม่ได้มองเด็กเป็นพลเมือง จึงทำให้ มองเด็กแบบไม่เชื่อในศักยภาพ ไม่มั่นใจเด็ก หนำซ้ำ ยังโอบอุ้มมากจนเกินไปในหลาย ๆ กรณี จนทำให้ สังคมมองไปว่าเด็กน่าสงสาร ช่องโหว่ ช่องว่างตรงนี้ จึงทำให้ ทั้งตัวเด็กเอง และ ผู้ที่จ้องแสวงหาประโยชน์จากเด็ก ใช้เป็นช่องทางในการหารายได้ให้กับตนเอง จนเป็นปัยหาที่ พยายามหาทางออกกันอยู่ในปัจจุบันนี้

อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กขององค์การสหประชาชาติ ค.ศ. 1989 (Convention on the Rights of the Child) ได้กำหนดคำนิยามของคำว่า  ”เด็ก” หมายถึง “มนุษย์ทุกคนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี นอกเสียจากว่าภายใต้กฎหมายที่มีผลบังคับใช้ต่อเด็กผู้นั้นได้มีการกำหนดอายุการบรรลุนิติภาวะของการเป็นผู้ใหญ่ไว้ต่ำกว่านั้น”
เด็กเร่ร่อน  หมายถึง  เด็กที่ไม่มีถิ่นที่อยู่อาศัย  และเร่ร่อนตามถนน  หรือ ที่สาธารณะซึ่งอาจแบ่งออกเป็นหลายประเภท
1. ตามสถานที่เร่ร่อน  ได้แก่ เด็กที่มีอาชีพอยู่บนถนน  เด็กที่มีอาชีพอยู่ข้างถนน   และเด็กที่เร่ร่อนนอนตามใต้สะพาน  ตามตลาด  ตามหาดทราย  หรือ สถานที่ที่กำลังก่อสร้าง
2. ตามลักษณะการหาเลี้ยงชีพ  ได้แก่  กลุ่มเร่ร่อนขอทาน  กลุ่มออกแรง ประกอบอาชีพ  แก๊งก่อกวนสังคม  กลุ่มบริการทางเพศ
3. ตามวิถีการดำรงชีวิต  ได้แก่ เร่ร่อนตามวิถีชีพของครอบครัว  ซึ่งจะเคลื่อนย้ายตามครอบครัวไปตามแหล่งงาน  เช่น  กรรมกรก่อสร้าง  ชาวเรือเร่  เป็นต้น และ เร่ร่อนตามวิถีชีพของตน เพราะปัจจัยผลักดันจากครอบครัว  ความยากจน  ครอบครัวแตกแยก  ขาดความอบอุ่น
เด็กเร่ร่อนกับภาพเดิม
เมื่อกล่าวถึงเด็กเร่ร่อน หลายคน จะนึกไปถึง เด็กที่เนื้อตัวมอมแมม เดินขายพวงมาลัยตามสี่แยก ขาย ดอกไม้ ขายขนม ขายกระดาษทิชชู่ ขอทาน ตามที่ต่าง ๆ ที่เป็นที่สาธารณะ และ ร้านอาหาร ซึ่งจะทำให้กิดอคติในการมองและตัดสินภายใต้ความเชื่อและความรู้ที่มีในฐานะคนนอกมองเข้าไปในปัญหา ว่ามักจะเป็นแก้งค์ขอทาน หรือ เด็กถูกบังคับให้ออกมาทำงานข้างถนน ด้วยความไม่เต็มใจ ซึ่ง ก็ต้องยอมรับว่า ภาพและสภาพความเป็นจริงดังกล่าวนั้นมีจริง แต่ ต้องมองโดยละเอียดและแยกส่วนให้ชัดเจน เพื่อประโยชน์สูงสุดในการทำงานกับเด็กในกลุ่มดังกล่าว ซึ่งเด็กเร่ร่อนตามความคิดแบบดั้งเดิม ที่เคยมีผุ้แบ่งและให้นิยามไว้นั้น ประกอบไปด้วย เด็กเร่ร่อนถาวร ,เด็กเร่ร่อนชั่วคราว ,เด็กเร่ร่อนกับครอบครัว ,ครอบครัวเร่ร่อน ,เด็กเร่ร่อนต่างด้าว  และในปัจจุบันภาพของเด็กเร่ร่อน แบบนั้น ก็ยังเจนตา และ ติดอยู่ในความรู้สึกของคนหลาย ๆ คนทั้งที่ทำงานโดยตรงกับเด็กกลุ่มนี้ และ กำลังงเริ่มคิดจะทำ หรือ คนทั่ว ๆ ไปที่ สัมผัสเด็กเร่ร่อนในชีวิตประจำวัน ซึ่งนั่น ก็ไม่เรื่องผิดที่จะคิดและติดกรอบแบบนั้น