เครือข่าย network


-  สมาชิกเห็นผลประโยชน์ในวงจำกัดเฉพาะกลุ่มตน
-  ขาดการวิเคราะห์ความจำเป็นร่วมกันในการออกไปสัมพันธ์กับภายนอกและการช่วยเหลือ ผู้อื่น
-  การตัดสินใจขึ้นอยู่กับกลุ่มเดียว
-  สมาชิกยังไม่เข้าใจวัตถุประสงค์และวิธีการดำเนินงาน ทำให้เกิดผลประทบต่อคุณภาพและประสิทธิภาพในงานทำงาน รงมทั้งยังก่อให้เกิดการดำเนินงานที่ผิดวัตถุประสงค์
-  ปัญหาเรื่องการประสานงาน เพราะว่าเครือข่ายจำต้องมีรูปแบบองค์กรเพื่อการประสาน ทั้งนี้เพื่อความชัดเจนและความเป็นไปได้ในการประสานงาน การขาดความต่อเนื่องกิจกรรม เนื่องจากลักษณะของเครือข่ายนั้น มีความเป็นโครงสร้างน้อยกว่ากลุ่มหรือองค์กร ทั้งยังเกิดจากการรวมตัวของกลุ่มที่อยู่ห่างไกล การขาดความต่อเนื่องในกิจกรรมอาจทำให้เป็นปัญหาได้ นอกจากนี้ยังมีในส่วนของแรงจูงใจของสมาชิกที่ต้องเป็นผู้รับและผู้ให้แต่ในขณะเดียวกัน
- ในกรณีเครือข่ายองค์กรชุมชน เครือข่ายการเรียนรู้ ขาดความต่อเนื่องและขาดพลัง ส่วนเครือข่ายอำนาจต่อรองมักถูกสร้างภาพให้สาธารณะเห็นว่าเป็นกลุ่มที่เห็นแก่ตัวเป็นเครื่องมือขอนักการเมือง ทำให้ขาดความชอบธรรมในการดำเนินกิจกรรมแก้ไขปัญหาของตนและเครือข่ายอำนาจต่อรองจะต้องได้รับการต่อต้านจากผู้เสียประโยชน์และถ้าโดยเหตุผลแล้ว ผู้สูญเสียประโยชน์ไม่สามารถสู้ได้ด้วยเหตุผลก็ใช้ความรุนแรงเพื่อสลายอำนาจต่อรองของเครือข่าย
- ในกรณีการเปลี่ยนแปลงไปของปัญหาที่จะรุนแรงซับซ้อนขึ้น องค์ความรู้จะเป็นแบบองค์รวมมากขึ้น เพราะฉะนั้นเครือข่ายของชุมชนจะต้องปรับตัวทำองค์ความรู้การจัดการและเทคนิควิธี ซึ่งถ้าไม่ได้รับการปรับตัวที่จะเท่าทันอาจทำให้เป็นปัญหาและอุปสรรคได้ในการทำงานเครือข่าย

1. การใช้เครือข่ายเพื่อการประสานงานร่วมกัน    แม้ว่าแต่ละบุคคลอาจจะมีเป้าหมายหรือผลประโยชน์ร่วมกันแต่ต่างก็อาจมีแนวทางการดำเนินงานของตนเองที่แตกต่างกันออกไปเมื่อมารวมตัวกันทำงานก็อาจเกิดความขัดแย้งระหว่างกันได้  ดังนั้นต้องมีช่องทางที่ใช้เจรจาประสานความคิดความเข้าใจระหว่างกันเครือข่ายจึงเป็นช่องทางที่ช่วยให้เกิดการประสานงานระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ทั้งการประสานในส่วนของความรู้ความเข้าใจในวัตถุประสงค์ขอบข่าย  แผนการทำงาน  วิธีการทำงาน  ตลอดจนแนวทางการปฏิบัติให้ไปในทิศทางเดียวกัน  เพื่อมิให้เกิดสภาพของการที่สมาชิกต่างคนต่างทำงานและทำงานซ้ำซ้อนกัน  นอกจากนี้  การประสานงานยังช่วยประสานความต้องการระหว่างสมาชิกภายในเครือข่ายด้วยกันเองและระหว่างเครือข่ายกับนอกเครือข่าย  การประสานงานช่วยทำให้รู้ว่าใครขาดอะไรและใครต้องการอะไร ตลอดจนการสร้างวิสัยทัศน์หรือจุดมุ่งหมายร่วมกันระหว่างสมาชิกของกลุ่มหรือเครือข่ายด้วย
2. ใช้เครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนสารสนเทศและความรู้  ยิ่งเครือข่ายมีอัตราการหมุนเวียนแลกเปลี่ยน (Velocity of exchange) สารสนเทศและความรู้ระหว่างสมาชิกมากขึ้นเท่าใดเครือข่ายนั้นก็จะยิ่งเกิดการเรียนรู้ระหว่างกันมากขึ้นเท่านั้น เพราะการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ หรือบทเรียนใหม่ ๆ ที่ค้นพบขึ้นมาจะช่วยให้เกิดการพัฒนาต่อยอดความคิด และความรู้ระหว่างสมาชิกเครือข่าย อีกทั้งยังช่วยประสานงานให้รู้ว่าปัจจุบันมีใครที่สนใจเรื่องเดียวกันบ้าง เขาทำอะไรไปแล้วบ้าง เราจะเอาบทเรียนและรูปแบบของเขามาปรับใช้ได้อย่างไร
อัตราการหมุนเวียนของการแลกเปลี่ยนขึ้นอยู่กับความสะดวกของการพบปะกันระหว่างสมาชิก ความ สามารถในการเข้าถึงสารสนเทศ  และประสิทธิภาพของระบบสารสนเทศเครือข่าย  ซึ่งอาจจะต้องมีการจัดทำดัชนี (Index) ของระบบสารสนเทศให้ง่ายต่อการสืบค้นว่าปัจจุบันใครทำอะไรไว้บ้าง ต่างประสบความสำเร็จไปแล้วมากน้อยเพียงใด
ดังนั้น  เครือข่ายพึงกระทำให้สมาชิกพบปะกันให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  และให้สมาชิกาสามารถเข้าถึงสารสนเทศได้ง่ายที่สุดซึ่งอาจเป็นรูปแบบของการสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างสมาชิกของเครือข่าย  หรือการใช้จดหมายข่าว  วารสารระหว่างสมาชิกในกลุ่ม การจัดทำ Home page ของกลุ่มเป็นต้น
3.  การใช้เครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนและระดมทรัพยากร    สมาชิกของเครือข่ายสามารถแลกเปลี่ยนทรัพยากรระหว่างกันได้  หรืออาจเป็นการนำทรัพยากรที่มีอยู่ใช้ร่วมกัน  ไม่ว่าจะเป็นบุคลากร  เงินทุน  สถานที่ หรือวัสดุอุปกรณ์  อาทิ  แลกเปลี่ยนครูอาจารย์ และนักศึกษาระหว่างสถาบันในเครือข่าย  เพื่อให้เกิดการผสมเกสรทางความคิด  การดึงบุคลากรจากแต่ละองค์กรมาทำกิจกรรมร่วมกัน ฯลฯ  แต่ทรัพยากรที่สำคัญและมักเป็นปัญหาคือการขาดแคลนเงินทุนสนับสนุนการดำเนินงาน  การระดมทุนสนับสนุนจากสมาชิกภายในก็มีความจำกัดมากในหลายกรณี  ซึ่งเป็นเหตุให้กิจกรรมที่ดำเนินการอยู่ติดกัน  ตรงข้ามกับเครือข่ายใดที่มีแหล่งเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอมักจะดำเนินการได้อย่างคล่องตัว
4.  การใช้เครือข่ายเพื่อร่วมสร้างสรรค์และพัฒนาความรู้ใหม่ ๆ    องค์ความรู้ใหม่ ๆ จะเกิดจากเครือข่ายได้  หากมีการแลกเปลี่ยนความรู้และลงมือศึกษาค้นคว้าร่วมกันระหว่างสมาชิก ซึ่งลักษณะสำคัญขององค์ความรู้ทั่วได้รับคือความรู้ที่สอดคล้องกับบริบทแวดล้อมของสังคมไทย  โดยสมาชิกของเครือข่ายแต่ละคนมีทักษะในการศึกษาวิจัยด้วยตนเองซึ่งมิได้หมายความว่าเป็นทักษะการทำวิจัยระดับสูงที่กระบวนการมีความสลับซับซ้อนมากมายนัก  แต่เป็นทักษะในการค้นหาคำตอบผ่านกระบวนการที่เป็นวิทยาศาสตร์ (scientific  thinking)  เป็นกระบวนการใช้เหตุผลในการค้นหาความจริงมากกว่าการหาบทสรุปโดยปราศจาการพิสูจน์  หากสมาชิกแต่ละคนมีทักษะนี้  เขาก็จะสามารถคิดค้นและแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ ได้ด้วยตนเอง  ปริมาณ  ความรู้  หรือข้อค้นพบก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย  หน่วยงานที่จะมีส่วนสนับสนุนในจุดนี้ได้คือสถาบันการศึกษาในท้องถิ่น  โดยอาจดึงสถานศึกษาเหล่านี้เข้ามาเป็นสมาชิกเครือข่าย  เพื่อให้สถานศึกษาเหล่านี้เล่นบทบาทในการรวบรวมและก่อร่างสร้างองค์ความรู้ของเครือข่ายขึ้นมาก็ได้
5.  การใช้เครือข่ายเพื่อสร้างกระแสผลักดันประเด็นใหม่ ๆ   เครือข่ายสามารถที่จะเป็นผู้ที่สร้างกระแสบางเรื่อง  เพื่อปลุกให้สังคมเกิดความตื่นตัวในเรื่องนั้น ๆ และอาจรวมถึงการขยายผลออกไปในวงกว้างขึ้นได้ด้วย  แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับระดับความกว้างขวางไปในวงกว้างและความเข้มแข็งของเครือข่ายด้วย  หากเครือข่ายมีความกว้างขวาง  ประกอบไปด้วยคนหลากหลายกลุ่มของสังคม  ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสที่สังคมจะรับรู้ประเด็นที่เครือข่ายเคลื่อนไหวมากขึ้นเพราะเครือข่ายสามารถขยายตัวออกไปแตะต้องประชาชนในวงกว้างได้ยกตัวอย่างเช่น  เครือข่าย  “กลุ่มคนรักเมืองเพชร” ที่ประกอบไปด้วยนักธุรกิจของจังหวัด  สื่อมวลชน  หอการค้า  สภาอุตสาหกรรม  นักวิชาการ  นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม  นายธนาคาร  นักร้องศิลปิน ฯลฯ  จะเห็นได้ว่าเครือข่ายนี้ครอบคลุมกลุ่มคนหลัก ๆ ของสังคมได้ทำให้การเคลื่อนไหวไม่ว่าจะอยู่ในประเด็นใดก็เป็นที่สนใจของประชาชนในจังหวัดดังนั้นระดับอิทธิพลในการผลักดันประเด็นใหม่ ๆ ของเครือข่ายจึงขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญ ๆ ที่ได้แก่ความสามารถของเครือข่ายในการครอบคลุมกลุ่มคนหลัก ๆ ของสังคมความต่อเนื่องของเครือข่ายที่ดำเนินกิจกรรมยาวนานเพียงพอ  จนมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของสังคม และความเป็นเอกภาพของเครือข่ายในการร่วมมือผลักดันประเด็นใดประเด็นหนึ่งสู่สังคม

การดำเนินงานในลักษณะเครือข่ายนั้นค่อนข้างละเอียดอ่อนและซับซ้อนในอดีตการทำงานร่วมกันมักเกิดความสนิทสนมหรือรู้จักเป็นส่วนตัว  แล้วก่อให้เกิดแนวความคิดร่วมจึงทำงานด้วยกัน  ในปัจจุบันการปรับเปลี่ยนบุคคลหรือผู้บริหารเป็นไปค่อนข้างรวดเร็ว  จึงจำเป็นต้องกำหนดรูปแบบและกระบวน การทำงานร่วมกัน  ดังนั้นไม่ว่าผู้บริหารจะเปลี่ยนไป  แต่ความร่วมมือหรือแนวทางการทำงานรวมกันยังอยู่  การดำเนินงานก็สามารถดำเนินการไปด้วยดี
การที่องค์กรหรือหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจะเข้ามาร่วมกันทำงานหรือเป็นเครือข่ายซึ่งกันและกันได้นั้น  ย่อมมีฐานมาจากความเข้าใจในเนื้อหางานของแต่ละฝ่าย  หรือซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี  จึงจะมองเห็นช่องทางหรือแนวทางการทำงานร่วมกันดังนั้นการพัฒนาเครือข่ายให้ครบวงจร เพื่อประสานสัมพันธ์และเชื่อมโยง  ให้ยั่งยืน  ตลอดไป  มีกระบวนการพัฒนาดังนี้
1 การแสวงหาเครือข่าย  การศึกษา สำรวจและการรวบรวมงานกิจกรรมของกระทรวง ทบวง/หรือหน่วยงานภาครัฐ/เอกชน ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเครือข่าย
2 การสร้างแนวร่วมเครือข่าย
-  เจาะลึกการศึกษาข้อมูลหน่วยงานเครือข่ายที่มีกลุ่มเป้าหมายเข้ารับบริการจากเครือข่าย
-  สร้างข้อตกลงความร่วมมือ
-  จัดทำคู่มือแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน
-  จัดทำแผนกำหนดหลักการ/กลุ่มเป้าหมายผู้รับบริการดำเนินงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
-  ร่วมนิเทศติดตามผลการดำเนินงาน
3 การส่งเสริมสนับสนุน
-  สนับสนุนพัฒนาบุคลากร
-  สนับสนุนด้านสื่อการเรียนการสอน
-  สนับสนุนส่งเสริมการจัดการ
4 การพัฒนารักษาไว้
-  การให้การฝึกอบรม
-  การเสริมแรง  เช่น  ให้รางวัลกรม  ให้ประกาศนียบัตร

การแบ่งประเภท รูปแบบและลักษณะความสัมพันธ์ของเครือข่ายเพื่อสร้างความเข้าใจและมองเห็นภาพความเคลื่อนไหวของเครือข่ายต่างๆได้ชัดเจนยิ่งขึ้น พัฒนาการของความเป็นเครือข่ายในสังคมไทยในปัจจุบันมีกระบวนการเกิดขึ้นของเครือข่าย ในภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐฯ ภาคธุรกิจเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน ( NGO) และภาคประชาชน รวมทั้งในด้านแนวคิด กิจกรรม ก็มีกระบวนการแบ่งประเภทและรูปแบบของเครือข่ายออกเป็นลักษณะต่างๆ ดังนั้นประเภทและรูปแบบของเครือข่าย จึงมีความแตกต่างกันไปตามนิยามและกิจกรรมที่แต่ละกลุ่มหรือผู้ที่ใช้กิจกรรมเครือข่ายกำหนดขึ้น
เกณฑ์ในการจัดประเภทและรูปแบบของเครือข่าย คือ
1.เครือข่ายเชิงพื้นที่ (Area)  การรวมตัวของกลุ่ม องค์กร เครือข่ายโดยอาศัยพื้นที่ดำเนินการในการทำงานร่วมกัน เป็นกระบวนการพัฒนาที่อาศัยกิจกรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่เป็นเป้าหมายนำทาง และเป็นการพัฒนาแบบบูรณาการ ยึดเอาพื้นที่เป็นที่ตั้งแห่งคววามสำเร็จในการทำงานร่วมกันของทุกฝ่าย
โครงสร้างความสัมพันธ์ของเครื่อข่ายเชินพื้นที่ในสังคมไทยนั้น ส่วนใหฐ่จะมีลักษณะของการประสานงาน เข้าสู้บริการจัดการในส่วนกลางหรือในเขตพื้นที่ตามการปกครองขนาดใหญ่ เช่น ในระดับจังหวัด โดยมีเครือข่ายที่มีความเข้มแข็นเป็นแกนนำหลักในการประสานงาน
ลักษณะการแบ่งเครือข่ายเชิงพื้นที่ สามารถแบ่งได้หลายระดับตามพื้นที่และกิจกรรมที่เกิดขึ้น        1.1 การแบ่งเครือข่ายตามระบบการปกครองของภาครัฐ
-เครือข่ายระดับหมู่บ้าน ตำบล และ อำเภอ เช่น เครือข่ายประชาคม อ.แม่สอด จ. ตาก
-เครือข่ายระดับจังหวัด เช่น เครือข่ายประชาคม จ.น่าน
-เครือข่ายระดับภูมิภาค เช่น เครือข่ายป่าชุมชนภาคเหนือ
-เครือข่ายระดับประเทศ เช่น เครือข่ายสมาพันธ์เกษตรกรแห่งประเทศไทย
-เครือข่ายองค์กรระหว่างประเทศ เช่น เครือข่ายการพัฒนาของ UNDP
1.2 การแบ่งพื้นที่ตามความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ
อาศัยพื้นที่ทางกายภาพเป็นฐานกำหนดกิจกรรมและประเด็นปัญหา มีการโยงกลุ่ม องค์กร และเครือข่ายย่อยในพื้นที่ให้เข้ามาร่วมปรึกษาหารือและหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ร่วมกัน โดยใช้กระบวนการในรูปแบบต่างๆเช่น คณะกรรมการร่วม การบูรณาการการจัดการเชิงพื้นที่ หรือการใช้ประเด็นกิจกรรมเป็นภารกิจในการทำงานร่วมกัน โดยกิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นจะมีความสัมพันธ์ทางด้าน เศรษฐกิจ สังคม และ วัฒนธรรมและการดึงทรัพยากรที่มาจากพื้นที่ขึ้นมาใช้เป็นสำคัญ เช่น
- เครือข่ายอ่าวปัตตานี
2. เครือข่ายเชิงประเด็นกิจกรรม (Issue network) เครือข่ายที่ใช้ประเด็นกิจกรรม หรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นปัจจัยหลักในการรวมกลุ่มองค์กร จัดการในประเด็นกิจกรรมนั้นๆ อย่างจริงจัง และพัฒนาให้เกิดความร่วมมือกับภาคีอื่นๆที่เกี่ยวข้าง
เครือข่ายประเด็นกิจกรรมนั้น จะเกิดจากความสนใจของกลุ่มคน ที่รวมตัวกันและไม่ยึดติดกับพื้นที่ดำเนินการ แต่ประเด็นกิจกรรมจะเป็นตัวกำหนด ความเป็นเครือข่าย เช่น
- เครือข่ายป่าชุมชน
- เครื่อข่ายภูมิปัญญาชาวบ้าน
- เครื่อข่ายผู้สูงอายุ
3. เครือข่ายแบ่งตามโครงสร้างหน้าที่ เครือข่ายที่เกิดขึ้นโดยอาศัยภารกิจ / กิจกรรม และการก่อตัวเพื่อผลประโยชน์ในสัม มุ่งเน้นการดำเนินการ ภายใต้กรอบแนวคิด หลักการ ของกลุ่มผลประโยชน์นั้นๆ
ลักษณะโครงสร้าง มีการก่อตัวตามภารกิจของกลุ่มผลประโยชน์น โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่ม ในการจัดตั้งเครือข่ายหรือเสริมสร้างความรู้เพื่อพัฒนาให้สอดคล้องกับกิจกรรม / ภารกิจได้ เช่น
-  เครือข่ายภาครัฐ มีความจำเป็นต่อการพัฒนาและการสร้างความมั่นคงให้ประเทศชาติ ถ้ารัฐขับเคลื่อนสังคมให้ไปอย่างเป็นระบบ ในช่วงแรกระบบของภาครัฐได้ก่อให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์เชิงอำนาจและการรวมศูนย์ อย่างไรก็ตามในระยะต่อมา ภาครัฐได้ปฏิรูปกระบวนการทำงาน เน้นการมีส่วนร่วมมากขึ้นเช่น ส่งเสริมเครือข่ายประชาชนให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาภาครัฐ ตัวอย่างเครือข่ายภาครัฐ สามารถจัดประเภทตามโครงสร้างและภาระกิจของหน่วยงานเช่น เครือข่ายสถาบันการศึกษา เครือข่ายกองทุนหมู่บ้านและเครือข่าย 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ หรือ OTOP เป็นต้น กลุ่มองค์กรเครือข่ายที่เกิดจากการจัดตั้งภาครัฐเหล่านี้ เน้นการทำงานร่วมกันในระดับพื้นที่ เป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ แต่ขาดการวางแผนร่วมกันระหว่างชาวบ้านและภาครัฐ ก่อให้เกิดกระบวนการพัฒนาเป็นเครือข่ายที่ไม่ยั่งยืน ดังนั้นภาครัฐจึงได้มีการปรับตัวที่จะปฏิบัติงานร่วมกับชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมากขึ้น โดนเห็นได้จากองค์กรอิสระของภาครัฐที่เกิดขึ้นมากมายในปัจจุบัน มุ่งเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของฝ่ายต่างๆ เช่น สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) กองทุนเพื่อสังคม (SIS) หรือแม้กระทั่งกองทุนหมู่บ้าน
ข้อจำกัดของเครือข่ายภาครัฐคือ กระบวนการดำเนินการขาดการวางแผนที่มีมาจากการมีส่วนร่วมภาคประชาชน ขาดความยืดหยุ่นในกระบวนการทำงานและขาดการกระจายความรับผิดชอบให้กับชุมชนท้องถิ่นอย่างแท้จริง และขาดการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของผู้คนในสังคม รวมทั้งปัญหาการปฏิบัตงานของเจ้าหน้าที่บางส่วน
ข้อดีของเครือข่ายภาครัฐคือ การเสริมสร้างมวลชนและส่งเสริมการพัฒนาที่ตอบสนองต่อนโยบายของรัฐ และการพัฒนาประเทศในภาครวม โดยมีระเบียบการจัดการที่เป็นเอกลักษณะเฉพาะของตนเองและขับเคลื่อนสังคมด้วยกิจกรรมที่หลากหลายตามภารกิจของกระทรวง
-  เครือข่ายภาคธุรกิจเอกชน ส่วนใหญ่จะเป็นรวมตัวของผู้ทำงานในธุรกิจประเภทเดียวกันเพื่อการประสานผลประโยชน์และลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลตอบแทนภายใต้ความร่วมมือในฐานะการเป็นหุ้นส่วน ซึ่งจะเห็นได้จากการที่กลุ่มองค์กรในภาคธุรกิจต่างๆ มารวมตัวกันเป็นเครือข่ายภาคธุรกิจ เช่น สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม สมาคมผู้ส่งออก เป็นต้น ในปัจจุบัน เครือข่ายภาคธุรกิจเอกชน นำไปสู่การพัฒนาสังคม เป็นธุรกิจเพื่อสังคม และมีแนวโน้มในการทำธุรกิจที่สามารถรับใช้ และคืนประโยชน์ให้สังคมมากขึ้น โดนเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ ดังนั้นเครือข่ายในภาคธุรกิจจึงมีการพัฒนาการบวนการทำงานร่วมกับภาครัฐและภาคประชาชน ในลักษณะของการเข้าร่วมเป็นเครือข่าย เช่น เครือข่าย SME เพื่อการพัฒนาผลิตภันฑ์ เครือข่ายธุรกิจเพื่อปฏิรูปการศึกษา เครือข่ายธุรกิจเพื่อการพัฒนาชุมชน
ข้อดีของเครือข่ายภาคธุรกิจเอกชน คือ มีกระบวนการทำงานที่รวดเร็ว สามารถระดมทุนเพื่อการจัดการ และสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง
ข้อเสียของเครือข่ายภาคธุรกิจเอกชน คือ การคำนึงถึงผลประโยชน์ตอบแทนมากเกินไป ไม่สามารถลงทุนเพื่องานพัฒนาสังคมได้อย่างเต็มที่
-  เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชน มีพัฒนาการมาจากการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมขององค์กรระหว่างประเทศ ที่เข้ามาสนับสนุนกระบวนการทำงานและการเรียนรู้ของภาคประชาชน  สนับสนุนให้องค์กรและภาคประชาชนดำเนินการจัดการในประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม มีเป้าหมายเพื่อร่วมคลี่คลายปัญหาในสังคม ส่งเสริมให้ประชาชนมีศักยภาพในการพัฒนาและมีความสามารถในการพึ่งพาตนเอง โดยมีบทบาทในการนำเสนอและ ผลักดันการแก้ไขปัญหาของผู้ด้อยโอกาสในสังคมให้ปรากฏขึ้น เช่น ในด้านสิทธิมนุษยชน หรือ สวัสดิการและแรงงาน
ข้อดีขององค์กรพัฒนาเอกชน คือ การเสนอทางเลือกในการพัฒนาสังคมอย่างจริงจัง ส่งเสริมให้ประชาชนมีทางเลือกในการพึ่งพาตนเอง และเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ
ข้อเสียขององค์กรพัฒนาเอกชน คือ งบประมาณในการดำเนินงานจำกัด การดำเนินงานที่ขัดต่อกลุ่มอิทธิพล การขาดจิตสำนึกของกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่ม
-  เครือข่ายภาคประชาชน เป็นการรวมตัวของปัจเจกบุคคลกลุ่มคนและเครือข่าย โดยอาศัยวัฒนธรรมชุมชน ระบบเทคโนโลยี และกระบวนการทำงานร่วมกัน เป็นเครื่องเสริมให้เกิดการรวมตัว ทั้งนี้เนื่องมาจาก การเห็นความจำเป็นในการแก้ไขปัญหา การเรียนรู้และการถ่ายทอดประสบการณ์ร่วมกัน โดยเป็นกระบวนการที่เป็นไปตามธรรมชาติ และนับว่ามีบทบาทที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศ เพราะเป็นพลังของแผ่นดินที่เกี่ยวข้องกับประชาชนจำนวนมาก
ข้อจำกัดของเครือข่ายประชาชน อยู่ที่การขาดการเรียนรู้ในเชิง มหภาคและระดับโลก การปรับตัวของชุมชน การจัดระบบการจัดการตัวเอง การสนับสนุนอย่างเป็นระบบทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน การขาดผู้นำรวมทั้งการขาดระบบการจัดการเครือข่ายที่จะทำให้เครือข่ายมีกิจกรรมที่ต่อเนื่อง เช่น เครือข่ายประมงพื้นบ้าน
ข้อดีอยู่ที่ การใช้ระบบวัฒนธรรม ความเชื่อ ความไว้วางใจและการเข้าถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในระดับชุมชน เป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงและการสานความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และพัฒนาบนพื้นฐานแห่งความเข้าใจและความสอดคล้องในวิถีชีวิต

บุคคล  กลุ่มบุคคล  สถานศึกษา หน่วยงานหรือองค์กร  มีการเชื่อมโยงกันเอง  มีการปฏิสัมพันธ์กัน  แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร  สารสนเทศ  ประสบการณ์และการปฏิบัติงานร่วมกัน มีทั้งรูปแบบที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการ ตัวอย่างเครือข่าย เช่น  ระบบเครือญาติ ครอบครัว หรือ ระบบน้ำประปา