องค์กรพัฒนาเอกชน หรือ NGO ( A non-governmental organization )


6. ข้อสังเกตและคำถาม
ในงานเวที “เปิดหัว เปิดใจ” ใกล้ๆการเมืองนี้ข้าพเจ้าสงสัยว่าเด็กๆมีส่วนร่วมทางการเมืองได้อย่างไรบ้าง ซึ่งเด็กๆบางคนที่มาเข้าร่วมเวทีนี้บางคนยังมีอายุไม่ถึงที่จะมีสิทธิ์เลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรด้วยแต่มีความสนใจการเมืองมากกว่าผู้ใหญ่ที่มีสิทธิ์ทางการเมืองครบถ้วน ข้าพเจ้ายังมีคำถามเกิดขึ้นว่าอะไรคือเหตุผลของการจัดตั้งเวทีนี้ขึ้น และ เวทีนี้จะมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างไรบ้าง
ข้าพเจ้าก็ได้ทราบคำตอบจากตัวแทนศูนย์ประสานงานนักเรียนนิสิตนักศึกษา (ศนศ.) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายเยาวชนใส่ใจบ้าเมืองที่ได้จัดเวที “เปิดหัว เปิดใจ” นี้ขึ้นมา โดยตัวแทนศูนย์ประสานงานนักเรียนนิสิตนักศึกษา (ศนศ.) ได้กล่าวว่า
“ขณะนี้เยาวชนมีความสับสนในการรับข่าวสารและข้อมูลจากหลายกระแสจนทำให้สังคมเกิดการตัดสินใจด้วยความรู้สึก หรือตัดสินใจด้วยเหตุผล อันเป็นประโยชน์เฉพาะคน และพรรคพวก หรือตัดสินใจด้วยเหตุผลของประเทศชาติส่วนรวม หรืออนาคตของลูกหลาน
เครือข่ายเยาวชนใส่ใจบ้านเมืองรวมตัวกันเพื่อชักชวนให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ได้ร่วมกันออกมาแสดงความคิดเห็นหรือเข้ามารับรู้ข้อมูลข่าวสารมากขึ้น จึงเห็นว่าควรจะสร้างโอกาสในการรับรู้ข่าวสารข้อมูลที่เกิดขึ้นแล้ว และที่เป็นจริงโดยปราศจากการใส่ความคิดเห็นเพื่อกลุ่มพลังเงียบได้รับข่าวสารเพิ่มเติม ได้คิดแลใช้วิจารณญาณ
การที่เครือข่ายเยาวชนใส่ใจบ้านเมืองออกมาเคลื่อนไหวในกิจกรรมครั้งนี้ เพราะเราเล็งเห็นว่ายังมีกลุ่มคนอีกมากมายที่ยังเป็นกลุ่มคนที่ยังต้องการข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม ประเด็นสำคัญ คือ ต้องการให้ออกมารับฟังข้อมูลที่เป็นจริงของทั้งสองด้าน และเหตุอันเป็นแก่นแท้ของเหตุการณ์และพิจารณา
เครือข่ายเยาวชนใส่ใจบ้านเมือง อยากบอกผู้ใหญ่ในบ้านเมืองทุกท่านว่า ถึงแม้เรายังเด็กแต่เราก็อยากเรียนรู้และเข้าใจความเป็นไปของบ้านเมือง ดังนั้น ภาพสะท้อนของผู้ใหญ่ทุกท่านที่ได้กระทำผ่านมาหรือกำลังดำเนินการอยู่นั้น เราเรียกร้องให้เพื่อนๆ ออกมาจับตาดูผู้ใหญ่ร่วมกันกับเราด้วย อย่าอยู่เฉยๆเพื่อให้สังคมของเรากลับมาอยู่ร่วมกันอย่างโปร่งใสและมีศีลธรรม”

5. ย้อนมองตนเอง
ในตอนแรกข้าพเจ้าคิดไม่ออกว่าจะแสดงผลงานของเด็กๆออกมาในรูปแบบใดให้น่าสนใจ และมีผู้สนใจมากๆ ข้าพเจ้าใช้เวลาคิดรูปแบบในการแสดงผลงานนานพอสมควรจนรู้สึกท้อแท้เหมือนกัน เนื่องด้วยติดปัญหาอยู่ที่อุปกรณ์เช่นกัน เนื่องจากอุปกรณ์มีจำกัดข้าพเจ้าจึงประยุกต์ใช้ร่มที่ใช้บังแดดในการทำกิจกรรมของทางมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก มาดัดแปลงให้เป็นจุดเด่นที่ไว้ดึงดูดความสนใจจากผู้ชมในการจัดแสดงผลงานการแสดงความคิดเห็นของเยาวชน บ้านเรียนรู้ ศูนย์ดวงแข และ ศูนย์สันติคาม ในขณะที่จัดทำร่มนี้นั้นข้าพเจ้าก็ได้รู้สึกว่าตนเองจะทำไม่ได้ตรงกับที่ตนเองตั้งใจไว้ แต่ข้าพเจ้าก็ได้พยายามหาอุปกรณ์มาเสริม และข้าพเจ้ายังพยายามดัดแปลงอุปกรณ์ ให้ผลออกมาใกล้เคียงกับข้าพเจ้าได้ตั้งใจคิดไว้ให้มากที่สุด ซึ่งผลที่ได้ข้าพเจ้ารู้สึกพอใจและภูมิใจกับผลงานของข้าพเจ้ามากเนื่องจากผลงานออกมาดีเกินกว่าที่ข้าพเจ้าได้ตั้งใจไว้ ข้าพเจ้ารู้สึกว่าไม่อยากให้กิจกรรมนี้จบลง อยากให้จัดกิจกรรมนี้ไปอีกสัก 2-3 วัน เพราะว่าข้าพเจ้าอยากที่จะแสดงผลงานของตนเองที่ทำมาด้วยน้ำพักน้ำแรงและสติปัญญาที่ข้าพเจ้ามี ข้าพเจ้าจึงรู้สึกว่าเมื่อใดมองร่มนี้ เมื่อนั้นข้าพเจ้าก็รู้สึกภูมิใจในความสามารถของตนเอง เพื่อน และ น้องภูมิใจที่มีส่วนร่วมกันสร้างสรรค์ร่มธรรมดาๆคันหนึ่งให้เกิดมีจุดเด่นที่น่าสนใจที่สุดในงานชิ้นหนึ่งได้เหมือนกัน
ในความคิดเห็นของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามองว่ากิจกรรมนี้ไม่ได้เกี่ยวกับงานสังคมสงเคราะห์โดยตรง เป็นงานเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมือง แต่ถึงกระนั้นทางสโมสรเพื่อนงาน มูลนิธิเพื่อพัฒนาเด็ก ก็ได้เปิดโอกาสให้เด็กแสดงความคิดเห็นขอตนเองออกมา สนับสนุนให้เด็กสนใจและใส่ใจการเมือง อีกทั้งได้ใช้สิทธิ์ทางการเมืองในฐานะประชาชนชาวไทยคนหนึ่ง เป็นการปลูกฝังเด็กๆให้มีส่วนร่วมทางการเมือง ซึ่งนับได้ว่าสำคัญเพื่อที่เด็กๆพวกนี้จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต ถ้าผู้ใหญ่ในวันนี้ปลูกฝังให้เด็กรักที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองแล้วนั้น ระบบประชาธิปไตยของประเทศไทยเรานั้นย่อมเจริญเติบโต และมีพัฒนาการไปในทางที่ดีและดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน
ในกิจกรรมนี้ข้าพเจ้ารู้ตัวเองดีว่าข้าพเจ้ายังขาดประสบการณ์ในการอยู่ร่วมกับเด็กๆ ในการจัดกิจกรรมกับเด็กๆ เนื่องจากในช่วงแรกที่ข้าพเจ้าเข้าไปจัดกิจกรรมกับเด็กๆ ในบ้านเรียนรู้นั้นข้าพเจ้ารู้สึกประหม่าในการพูดคุยกับเด็กๆ รู้สึกประหม่าในการจัดกิจกรรมต่างๆ แต่เมื่อข้าพเจ้าได้ปรับตัวให้คุ้นเคย สร้างสัมพันธภาพที่ดีกับเด็กๆแล้วนั้นความรู้สึกประหม่าก็หายไป ความมั่นใจกลับแทนที่เข้ามาทำให้ข้าพเจ้าสามารถพูดคุย สามารถจัดกิจกรรม และสามารถเล่นกับเด็กๆได้อย่างสนุกสนาน แต่ในใจของข้าพเจ้าลึกๆข้าพเจ้าก็มีความกลัวอยู่เหมือกัน ข้าพเจ้ากลัวว่าเด็กๆจะไม่สนุกไปกับกิจกรรม หรือเด็กๆจะไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ของกิจกรรมที่ข้าพเจ้าได้จัดขึ้น แต่เมื่อข้าพเจ้าได้ยินเด็กคนหนึ่งในบ้านเรียนรู้อธิบายการทำกิจกรรมให้เพื่อนที่มาใหม่ฟัง ข้าพเจ้ารู้สึกชื่นใจมากที่ได้ยินการพูดคุยของเด็กทั้งสองคนนั้น เนื่องจากคำพูดที่เด็กพูดคุยกับเพื่อนที่มาใหม่นั้นแสดงให้ข้าพเจ้าเห็นว่าเด็กๆเข้าใจวัตถุประสงค์ในการทำกิจกรรม และเข้าใจกิจกรรมเป็นอย่างดี จึงสามารถถ่ายทอดกับเด็กที่มาใหม่ให้เข้าใจได้นับได้ว่าข้าพเจ้าบรรลุเป้าหมายตนเองเช่นกัน หลังจาก กิจกรรมครั้งนี้แล้วนั้นข้าพเจ้าก็รู้สึกได้ว่าข้าพเจ้ามีความสุขมากที่ได้จัดกิจกรรมร่วมกับเด็กๆ และได้เล่น พูดคุยกับเด็กๆ ถือได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่มีค่า และเป็นประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมกิจกรรมหนึ่งในการฝึกงานภาคปฏิบัติครั้งนี้ ซึ่งข้าพเจ้าจะไม่ลืมเด็กๆบ้านเรียนรู้แห่งนี้ เด็กๆยังคงวิ่งเล่นอยู่ในความทรงจำที่ดีของข้าพเจ้าเสมอ และ เด็กๆยังเป็นแรงผลักดันให้ข้าพเจ้าอยากที่จะเป็นนักสังคมสงเคราะห์ วิชาชีพที่ดีที่จะทำงานเพื่อพวกเขาเหล่านี้ต่อไป

4. บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์
ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้ข้าพเจ้าได้ให้เด็กๆ ที่บ้านเรียนรู้ช่วยกันเขียนความรู้สึกของตนเองต่อการเมืองไทยออกมาเป็นประโยคสั้นๆ ที่มีความชัดเจนและสื่อสารได้ในที่สุด ข้าพเจ้าจึงต้องใช้หลักการสร้างสัมพันธภาพแก่เด็ก ให้เด็กมีสัมพันธภาพที่ดีกับข้าพเจ้า และถ่ายทอดความต้องการของข้าพเจ้าให้เด็กเข้าใจและสื่อสารออกมาได้ตรงกับวัตถุประสงค์ของการจัดงานครั้งนี้ โดยข้าพเจ้าต้องใช้หลักสิทธิของคานท์ จงทำตามหน้าที่(เจตนา) ที่ได้เรียนมาในวิชา สค.211 จริยธรรมและคุณค่าของการเป็นมนุษย์ในการทำหน้าที่ของนักสังคมสงเคราะห์ ว่าหน้าที่หรือ เจตนาเป็นสิ่งที่ติดตายตัวอยู่กับการกระทำ ถ้าเรามีเจตนาที่ดี คือการทำหน้าที่พลเมืองที่ดีของประเทศไม่เกี่ยวกับความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ หรือความปรารถนา ไม่ใช่คนที่ไม่มีหัวจิตหัวใจ ไร้ซึ่งอารมณ์ ความรู้สึกใดๆเลย แต่เป็นคนที่ใช้ปัญญาในการมอง ไม่เอาความเกลียด ความรัก (อารมณ์) มาแกว่งในการตัดสินใจของเรา เป็นการทำงานโดยปราศจากอคติ และนำมาสู่ “สภาวะปกติของจิต”จะเห็นได้ว่าเมื่อข้าพเจ้าใช้หลักหน้าที่ตามสิทธิของคานท์แล้วนั้น ข้าพเจ้าก็จะไม่เอาความรู้สึกทางการเมืองส่วนตัวไปชักนำหรือชักจูงเด็กๆ ไม่มีอารมณ์โกรธเมื่อเด็กๆมีความคิดเห็นไม่สอดคล้องกับเรา ไม่เอาความรัก ความชื่นชอบ ความเกลียด ความชัง ในความรู้สึกส่วนตัวมาปะปนกับการทำงานหรือทำกิจกรรมกับเด็กๆ เมื่อนักสังคมสงเคราะห์กระทำได้เช่นนี้แล้วนักสังคมสงเคราะห์เองจะไม่รู้สึกเครียด โกรธ หรือหดหู่เอง อีกทั้งข้าพเจ้ายังต้องเข้าใจวัฒนธรรมในชุมชนที่เด็กอาศัยอยู่ รู้จักวิถีชีวิตของเด็กๆและครอบครัวของเขา เพื่อให้ทราบถึงความรู้สึกนึกคิดของเด็ก โดยข้าพเจ้าเชื่อว่าสิ่งแวดล้อมหรือสภาพแวดล้อมมีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดและแสดงออกมาทางพฤติกรรม คำพูด และโดยการเขียนด้วย ซึ่งการเข้าใจวัฒนธรรม ชนชั้น และวิถีชีวิตของผู้อื่นนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของทักษะการจัดการ ซึ่งเป็นความสามารถของนักสังคมสงเคราะห์ที่จะประยุกต์ใช้ทักษะและหลักการต่างๆให้สอดคล้องและเข้ากับสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในบทบาทของนักสังคมสงเคราะห์

3. ทักษะ หลักการ และทฤษฎีต่างๆที่นำมาประยุกต์ใช้ในกิจกรรม
ในการทำกิจกรรมครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นกิจกรรมในเชิงรณรงค์ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ซึ่งถือได้ว่าเป็นงานของนักสังคมสงเคราะห์ เช่นกัน เนื่องจากในปัจจุบันนักสังคมสงเคราะห์มีหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือ Client หรือเป็นผู้ให้บริการแก่ Client เพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ เนื่องจากวิธีการที่ดีที่สุดของการช่วยเหลือ Client นั่นก็คือการป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้นกับ Client     ทักษะที่ข้าพเจ้าได้นำไปประยุกต์ใช้ในกิจกรรม ครั้งนี้นั้น ข้าพเจ้าใช้ทักษะการจัดการ นั่นก็คือในการจัดกิจกรรม การจัดแสดงผลงงานของเยาวชน ในขั้นแรกข้าพเจ้าต้องเข้าใจในวัตถุประสงค์ของการจัดงานนี้ก่อน นั่นก็คือเป็นการเปิดให้ผู้คนมาแสดงความคิดเห็นต่อการเมืองไทยในสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยในบทบาทและ ตำแหน่งของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าอยู่ใน ตำแหน่งของนักศึกษาฝึกงาน คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และข้าพเจ้าก็มีบทบาทเป็นนักสังคมสงเคราะห์ (ฝึกงาน) ข้าพเจ้าจึงจัดกิจกรรมออกมาในบทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ โดยการให้เด็กบ้านเรียนรู้ โครงการแรงงานเด็ก มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นของพวกเขาเหล่านั้นออกมาให้ประชาชนทั่วไปทราบ ในขณะเข้าร่วมกิจกรรมข้าพเจ้าก็ได้ใช้หลักการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับเยาวชน และบุคคลที่เข้าร่วมในกิจกรรมครั้งนี้ โดยให้เด็กได้มีโอกาสเขียนหรือ วาดภาพ แสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่ ข้าพเจ้าได้เตรียมกระดาษ ดินสอสี สีเทียน และสีเมจิก ไปเพื่อเป็นอุปกรณ์ในการถ่ายทอดความรู้สึกของเยาวชน และผู้มาเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

การเข้าร่วมงานเวที “เปิดหัว เปิดใจ” ใกล้ๆการเมือง

2. สิ่งที่ได้เรียนรู้
นอกจากข้าพเจ้าจะได้ความรู้เกี่ยวกับการจัดนิทรรศการ การจัดแสดงผลงานแล้วนั้น ข้าพเจ้ายังได้เรียนรู้งานเกี่ยวกับงานสัมพันธ์ชุมชนอีกด้วย นั่นก็คือการทำงานในรูปแบบของการรณรงค์ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร อีกทั้งในกิจกรรมเวที “เปิดหัว เปิดใจ” ใกล้ๆการเมืองนี้ข้าพเจ้ายังได้เรียนรู้เกี่ยวกับการแสดงออกทางความคิดทางการเมืองของวัยรุ่นไทยเรา ด้วยการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายจากองค์กรต่างๆที่ได้จัดตั้งขึ้นด้วยการมีอุดมการณ์ทางความคิดที่ตรงกัน โดยการรวมตัวกันขององค์กรต่างๆมาเป็นเครือข่ายในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้นั่นก็คือ เครือข่ายเยาวชนใส่ใจบ้านเมือง ซึ่งในงานนี้จะมาถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ความคิดเห็นทางการเมืองในรูปแบบเชิงสร้างสรรค์ อีกทั้งไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นอีกด้วย นับได้ว่า ข้าพเจ้าได้เรียนรู้สิ่งที่เรียกว่า สังคมประชาธิปไตย

1. ความรู้ที่ได้
เวที “เปิดหัว เปิดใจ” ใกล้ๆการเมือง ที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเข้าร่วมนั้น ร่วมเปิดโดย เครือข่ายเยาวชนใส่ใจบ้านเมือง ในวันศุกร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2549 ณ สวนสันติไชยปราการ โดยเครือข่ายเยาวชนใส่ใจบ้านเมืองนี้ประกอบด้วย กิ๊กบางกอก , Bangkok youth club , กลุ่มแรงคิด , Y-Act , ศูนย์ประสานงานนักเรียนนิสิตนักศึกษา (ศนศ.) , สโมสรเพื่อนงาน มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก , Black Box , กลุ่มเกสรลำพู , สโมสรเยาวชนกรุงเทพ , B-Boy , เด็กไทยไม่กินหวาน , ขบวนการตาสัปปะรด และ ฯลฯ  โดยในงานนี้ข้าพเจ้าได้ความรู้เกี่ยวกับการจัดงานแบบนิทรรศการ  โดยข้าพเจ้าได้จัดแสดงความคิดเห็นหนูๆ หรือ ของเด็กๆที่มีต่อสถานการณ์การเมืองไทยในขณะนั้น (ในช่วงก่อนเลือกตั้ง วันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2549 ซึ่งการเมืองไทยในขณะนั้นมีการแบ่งแยก ออกเป็นหลายฝ่าย อาทิเช่น ประชาชนที่ชื่นชอบ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร แต่ก็ยังมีประชาชนบางส่วนที่เห็นด้วยกับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นต้น) และข้าพเจ้าได้เปิดโอกาสให้เด็กๆผู้ที่มาเข้าร่วมกิจกรรมนี้แสดงความคิดเห็นทางการเมืองของตนเอง แล้วข้าพเจ้าก็ได้นำไปจัดแสดงเพิ่มเติมจากความคิดเห็นของเด็กๆบ้านเรียนรู้ของมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็กและเด็กๆในชุมชนใกล้เคียงกับมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก ศูนย์ดวงแข

นอกจากได้เรียนรู้กระบวนการทำงานของหน่วยงาน NGO ด้วยแล้วนั้น ข้าพเจ้ายังได้เรียนรู้ถึงการพัฒนาบุคคลภายในองค์กร โดยในมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (มพด.) นั้น มีทีมส่งเสริมศักยภาพของเจ้าหน้าที่ด้วยเพื่อเสริมสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงาน อีกทั้งพัฒนาบุคลากรในองค์กรอีกด้วย ซึ่งในการประชุม Staff Meeting แต่ละครั้งก็จะมีการขอความคิดเห็นจากเจ้าหน้าที่องค์กรว่าจะไปเที่ยวที่ไหนในช่วงวันหยุดที่จะมีการเที่ยวประจำปีของทาง มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก และมีการถกเถียงประเด็นต่างๆร่วมกันเพื่อความเป็นเอกฉันท์ในการคิดเห็นงานแต่ละโครงการแต่ละฝ่ายขององค์กร

ทักษะ หลักการ และทฤษฎีต่างๆที่นำมาประยุกต์ใช้ในกิจกรรม
ในการประชุม Staff Meeting และการประชุมแรงงานเด็กนั้น ข้าพเจ้าคิดว่าในการประชุมทักษะที่นำมาประยุกต์ใช้ในกิจกรรม ก็คือทักษะการปฏิบัติงานร่วม (Core Practice Skills) และหลักการที่ประยุกต์ใช้ในกิจกรรมซึ่งเป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งของทักษะการปฏิบัติงานร่วมก็คือ การเสริมพลัง ( Empowerment ) การเสริมพลังจะเป็น การกระตุ้นเองลักษณ์ ( Identity ) ของกลุ่มเป้าหมายนั่นก็คือ เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร ผู้เข้าร่วมประชุม ให้ตระหนักถึงคุณค่าของตนเองที่มีอยู่จริง การเสริมหนุนให้กลุ่มเป้าหมายมีแรงจูงใจ มีเป้าหมายในการดำเนินชีวิตของตนเองอย่างมีทิศทาง การสร้างพื้นที่ยืนของกลุ่มเป้าหมาย การเปิดเผยตัวตนของตนเอง เพื่อให้เกิดพลังทางสังคมในการตระหนักถึงการจักบริการให้กับกลุ่มเป้าหมายแทนการละเลย
นอกจากนี้นักสังคมสงเคราะห์ต้องดำเนินการ การนำเสนอ ข้อมูล โดยใช้ทักษะร่วม ประกอบไปด้วย
-การรายงานผล การศึกษา/สถานการณ์ปัญหาที่รุนแรง
-การผลักดันนโยบาย
-การขยายการคุ้มครองสิทธิกับกลุ่มเป้าหมาย/กลุ่มเสี่ยงใหม่ๆ
-การประสานงาน
-การเสริมพลังกลุ่มเป้าหมาย
-การพิทักษ์สิทธิ
-การจัดบริการเคลื่อนที่ ( Mobile Services )
ในการใช้ทักษะร่วมดังที่กล่าวมานั้นจะทำให้การดำเนินการในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเจ้าหน้าที่ อาสาสมัครก็สามารถแสดงศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็ม

บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์
นักสังคมสงเคราะห์มีบทบาททั้งทางเชิงรุก เช่น บ้านเรียนรู้ , สนามเด็กเล่น , การให้ความรู้งานอนามัยเจริญพันธุ์ กับแรงงานเด็กต่างชาติ เป็นต้น เชิงรับ เช่น งานแจ้งเหตุ เป็นต้น และเชิงสนับสนุน เช่น การจัดค่าย , การจัดประกวดต่างๆเป็นต้น ซึ่งในการทำงานนั้นจะต้องมีการประชุมระดมความคิดร่วมกัน เพื่อแสวงหาแนวทางที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุด แล้วจึงตัดสินใจปฏิบัติงานนั้น เนื่องจากการทำงานทางด้านสังคมสงเคราะห์ต้องมองปัญหาในหลายแง่มุมหรือหลายๆด้านด้วยกัน บางทีการที่นักสังคมสงเคราะห์ปฏิบัติงานเพียงผู้เดียวอาจมองได้ไม่ครบทุกด้านก็ได้ ในการประชุมนี้นักสังคมสงเคราะห์ก็เสมือนมีบทบาทในการระดมความคิดเห็นต่างๆ แล้วนำความคิดเห็นต่างๆเหล่านั้นมาประมวลและประเมินผลออกมา เพื่อใช้ในด้านการช่วยเหลือหรือในด้านการพัฒนากับกลุ่มเป้าหมายต่อไป

ในการเข้าร่วมการประชุม Staff Meeting ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ว่าการทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ NGO ( A non-governmental organization ) นั้นให้อำนาจคนในท้องที่ แก่ผู้ปฏิบัติงานในทองที่เป็นสำคัญ ไม่ต้องรอคำสั่งจากส่วนกลาง หรือ จากผู้มีอำนาจใหญ่ในองค์กรซึ่งอาจทำให้ล่าช้า หรือไม่ทันการได้ เนื่องจาก NGO เป็นองค์กรที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของภาครัฐ ไม่ได้ก่อตั้งมาจากนโยบายการบริหารของประเทศจึงทำให้ NGO เป็นอิสระจากอำนาจของรัฐบาล เป้าหมายของ NGO ก็ไม่ได้แสวงหากำไร ไม่ได้เป็นภาคธุรกิจ แต่ NGO ทำเพื่อสังคม อย่างมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็กจะมีเป้าหมายทำงานเพื่อเด็กในสังคม ไม่แสวงหากำไรจากกิจกรรมที่ทำ ผู้ที่ทำงานในหน่วยงานของ NGO จึงทำงานด้วยใจ อยากทำประโยชน์ต่อสังคมจริงๆ ซึ่งเมื่อกล่าวถึงเป้าหมายของการทำงานของ NGO แล้วนั้น NGO มีเป้าหมายตัวอย่างเช่น การทำงานเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ (Natural environment) และการพิทักษ์สิทธิของมนุษย์ (Human rights)
นอกจากได้เรียนรู้กระบวนการทำงานของหน่วยงาน NGO ด้วยแล้วนั้น ข้าพเจ้ายังได้เรียนรู้ถึงการพัฒนาบุคคลภายในองค์กร โดยในมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (มพด.) นั้น มีทีมส่งเสริมศักยภาพของเจ้าหน้าที่ด้วยเพื่อเสริมสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงาน อีกทั้งพัฒนาบุคลากรในองค์กรอีกด้วย ซึ่งในการประชุม Staff Meeting แต่ละครั้งก็จะมีการขอความคิดเห็นจากเจ้าหน้าที่องค์กรว่าจะไปเที่ยวที่ไหนในช่วงวันหยุดที่จะมีการเที่ยวประจำปีของทาง มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก และมีการถกเถียงประเด็นต่างๆร่วมกันเพื่อความเป็นเอกฉันท์ในการคิดเห็นงานแต่ละโครงการแต่ละฝ่ายขององค์กร

ทักษะ หลักการ และทฤษฎีต่างๆที่นำมาประยุกต์ใช้ในกิจกรรม
ในการประชุม Staff Meeting และการประชุมแรงงานเด็กนั้น ข้าพเจ้าคิดว่าในการประชุมทักษะที่นำมาประยุกต์ใช้ในกิจกรรม ก็คือทักษะการปฏิบัติงานร่วม (Core Practice Skills) และหลักการที่ประยุกต์ใช้ในกิจกรรมซึ่งเป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งของทักษะการปฏิบัติงานร่วมก็คือ การเสริมพลัง ( Empowerment ) การเสริมพลังจะเป็น การกระตุ้นเองลักษณ์ ( Identity ) ของกลุ่มเป้าหมายนั่นก็คือ เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร ผู้เข้าร่วมประชุม ให้ตระหนักถึงคุณค่าของตนเองที่มีอยู่จริง การเสริมหนุนให้กลุ่มเป้าหมายมีแรงจูงใจ มีเป้าหมายในการดำเนินชีวิตของตนเองอย่างมีทิศทาง การสร้างพื้นที่ยืนของกลุ่มเป้าหมาย การเปิดเผยตัวตนของตนเอง เพื่อให้เกิดพลังทางสังคมในการตระหนักถึงการจักบริการให้กับกลุ่มเป้าหมายแทนการละเลย
นอกจากนี้นักสังคมสงเคราะห์ต้องดำเนินการ การนำเสนอ ข้อมูล โดยใช้ทักษะร่วม ประกอบไปด้วย
-การรายงานผล การศึกษา/สถานการณ์ปัญหาที่รุนแรง
-การผลักดันนโยบาย
-การขยายการคุ้มครองสิทธิกับกลุ่มเป้าหมาย/กลุ่มเสี่ยงใหม่ๆ
-การประสานงาน
-การเสริมพลังกลุ่มเป้าหมาย
-การพิทักษ์สิทธิ
-การจัดบริการเคลื่อนที่ ( Mobile Services )
ในการใช้ทักษะร่วมดังที่กล่าวมานั้นจะทำให้การดำเนินการในองค์กรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเจ้าหน้าที่ อาสาสมัครก็สามารถแสดงศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็ม

บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์
นักสังคมสงเคราะห์มีบทบาททั้งทางเชิงรุก เช่น บ้านเรียนรู้ , สนามเด็กเล่น , การให้ความรู้งานอนามัยเจริญพันธุ์ กับแรงงานเด็กต่างชาติ เป็นต้น เชิงรับ เช่น งานแจ้งเหตุ เป็นต้น และเชิงสนับสนุน เช่น การจัดค่าย , การจัดประกวดต่างๆเป็นต้น ซึ่งในการทำงานนั้นจะต้องมีการประชุมระดมความคิดร่วมกัน เพื่อแสวงหาแนวทางที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุด แล้วจึงตัดสินใจปฏิบัติงานนั้น เนื่องจากการทำงานทางด้านสังคมสงเคราะห์ต้องมองปัญหาในหลายแง่มุมหรือหลายๆด้านด้วยกัน บางทีการที่นักสังคมสงเคราะห์ปฏิบัติงานเพียงผู้เดียวอาจมองได้ไม่ครบทุกด้านก็ได้ ในการประชุมนี้นักสังคมสงเคราะห์ก็เสมือนมีบทบาทในการระดมความคิดเห็นต่างๆ แล้วนำความคิดเห็นต่างๆเหล่านั้นมาประมวลและประเมินผลออกมา เพื่อใช้ในด้านการช่วยเหลือหรือในด้านการพัฒนากับกลุ่มเป้าหมายต่อไป