วิเคราห์การปฎิบัติงานของหน่วยงาน


วิเคราะห์หลักการ วิธีการ และเทคนิคในการปฏิบัติงานของหน่วยงาน รวมทั้งเสนอ ข้อคิดเห็นในการปรับปรุงวิธีการให้บริการ

1. โครงสร้างขององค์กร
ในส่วนของการบริหาร  จะมีประธานสองระดับ
1.  คุณสีสว่าง  พ่วงวงศ์แพร่  ผู้ก่อตั้งมูลนิธิตั้งแต่ปี  2525
2. อาจารย์โคทม  อารียา ประธานคณะกรรมการประธาน
ส่วนหน้าที่ของคณะกรรมการคือการให้คำแนะนำติดตามให้คำปรึกษาช่วยเหลือและร่วมหาแนวทางในการดำเนินงาน
การทำงานของมูลนิธิมีการบริหารงานที่คานอำนาจกันระหว่างผู้อำนวยการและผู้จัดการ  ซึ่งผู้อำนวยการจะดูแลโครงการทั้ง  4  โครงการใหญ่ ส่วนผู้จัดการจะดูแล  3  ฝ่ายคือ  ฝ่ายสำนักงาน  ฝ่ายการเงิน  และฝ่ายรณรงค์เผยแพร่  และทางมูลนิธิจะได้รับการติดตามผลการดำเนินงานจากคณะกรรมการเช่นกัน
ส่วนกระบวนการตัดสินใจทางโครงการแรงงานเด็กจะใช้การประชุมทีม(โครงการแรงงานเด็ก)เป็นการใช้หลักประชาธิปไตยในการบริหารโครงการ  เพื่อก่อให้เกิดความเสมอภาคในโครงการ

2. บริการที่มีให้กับเด็ก
ในส่วนของโครงการแรงงานในด้านการบริการ ส่วนแรกจะเป็นด้านการให้ความช่วยเหลือ แรงงานเด็กที่ประสบปัญหาจากการทำงาน ส่วนที่สองจะเป็นด้านการพัฒนาแรงงานเด็ก ส่งเสริมทักษะของเด็ก ไม่ว่าจะเป็น ทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต หรือการอบรมในเรื่องของการรู้จักการแก้ไขปัญหาต่างๆ  ส่วนที่สามคือการเผยแพร่ปัญหาแรงงานเด็กต่างๆ กับกลุ่มแรงงานเด็กเอง ประชาชน และสื่อมวลชน ให้เข้าใจถึงสถานการณ์ปัญหาแรงงานเด็ก เพื่อให้ทราบว่าปัญหามีอะไรบ้าง และพวกเขาสามารถช่วยกันแก้ปัญหาได้อย่างไรบ้าง
โครงการแรงงานเด็กนั้นมีการทำงานให้สอดคล้องกับความต้องการของเด็ก  เนื่องจากได้มีการวิจัยศึกษาค้นคว้า เกี่ยวกับสถานการณ์แรงงานเด็กที่ทำงานด้วยว่าเป็นอย่างไรบ้าง ความต้องการของเด็กในขณะนี้ เช่น ต้องการในเรื่องของการอบรม หรือในเรื่องของการช่วยเหลือ  เพื่อให้เด็กใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้
รวมทั้งโครงการแรงงานเด็กยังได้มีการทำงานกับกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงาน การทำงานกับกลุ่มเสี่ยง จะเป็นในรูปแบบของการเผยแพร่ข้อมูล จัดอบรม เพื่อให้กลุ่มเสี่ยงรู้เท่าทันกับปัญหา ให้รู้จักวิธีการป้องกันตัวเองก่อนที่จะเข้าสู่ระบบตลาดแรงงาน
ทางโครงการแรงงานเด็กทำงานโดยใช้หลักการไม่เลือกปฏิบัติ จะให้ความช่วยเหลือและให้บริการกับทุกคน ผู้ใช้บริการจะไม่ถูกปฏิเสธ ทางโครงการจะรับCaseไว้ทุกCase เช่นในกรณีเด็กถูกละเมิดทางเพศ ทางโครงการจะดำเนินการประสานงานส่งต่อหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องนี้โดยตรง เช่น ศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก เป็นต้น
ในกรณีการหลุดไปของCaseหรือในกรณีที่จะต้องปิดCaseก่อนที่กระบวนการช่วยเหลือจะสิ้นสุดลง เมื่อทางโครงการแรงงานเด็กได้รับแจ้งในระหว่างขั้นตอนนี้ถ้าได้รับข้อมูลพื้นฐานไม่เพียงพอ  หรือว่าข้อที่ได้มาไม่เป็นความจริง  หรือว่าหาข้อมูลเพิ่มเติมไม่ได้ อย่างเช่น  เมื่อได้รับแจ้งสถานที่และลงพื้นที่ก็ไม่พบปัญหาหรือไม่พบเด็กจึงไม่สามารถที่จะดำเนินการได้  หรือมีการแจ้งข้อมูลเท็จ  ก็มีการลงสืบค้นข้อมูลที่ได้รับแจ้งมาว่าจริงหรือไม่หรือในกรณีนี้ที่เด็กปฏิเสธว่าไม่ได้ประสบปัญหาดังกล่าว

3. ปัญหาหลักของโครงการแรงงานเด็กในการดำเนินงาน
ปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นจากเด็ก เนื่องจากองค์กรมีเป้าหมายหลักในการทำงานร่วมกับเด็ก ปัญหาเด็กด้อยโอกาสต่างๆ ล้วนแล้วแต่มาจากสภาพแวดล้อม สังคมที่อยู่รอบๆตัวเด็ก ที่พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ เช่นสื่อที่ไม่เหมาะสมกับเด็ก ส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาเด็กเลียนแบบพฤติกรรม เพราะฉะนั้น การทำงานของโครงการแรงงานเด็กก็พัฒนาขึ้นไปด้วย ซึ่งยากแก่การแก้ไข
ปัญหาในการประสานงานกับหน่วยงาน โดยเฉพาะเรื่องแรงงานเด็ก มีปัญหาทางด้านทัศนคติ โดยเฉพาะแรงงานเด็กต่างชาติ จะถูกมองว่าการทำงานของโครงการแรงงานเด็กไปเอื้อประโยชน์ต่อแรงงานต่างชาติไม่ใช่เด็กไทย เช่น เมื่อหลายปีที่แล้วแรงงานต่างชาติจะไม่ได้รับการช่วยเหลือเลย แต่ตอนนี้เริ่มมีพัฒนาการที่ดีขึ้น คือยอมทำความเข้าใจว่าเด็กไม่ว่าจะเป็นชาติไหน ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ถือว่าเป็นเด็กเหมือนกัน

4.  แหล่งเงินทุน
แหล่งเงินทุนของมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็กส่วนใหญ่ได้มาจากผู้บริจาคภายในประเทศ เนื่องจากองค์กรก่อตั้งมาตั้งแต่พ.ศ.2525 จึงมีผู้บริจาครายย่อย บริจาคเข้ามาอย่างต่อเนื่อง คิดเป็น 70% ของเงินที่ได้รับ ทั้งในเรื่องการให้ทุนการศึกษา สนับสนุนโครงการต่างๆ และแต่ละโครงการจะเขียนขอทุนเพื่อทำกิจกรรมของโครงการ ในส่วนของโครงการแรงงานเด็กก็จะมีการขอทุน จาก ILO/IPEC  แตร์เดซอม  Save The Children UK  UNICEF สสส.(สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ)  ซึ่งตอนนี้เหลืออยู่ สองแหล่ง นั่นคือ ILO/IPEC และแตร์เดซอม ILO/IPECจะสนันสนุนการทำงานในเรื่องของแรงงานเด็กทำงานบ้าน ส่วน แตร์เดซอม  จะสนับสนุนการทำงานในเรื่องของการช่วยเหลือCase งานพัฒนาแรงงานเด็ก และงานเผยแพร่ข้อมูลแรงงานเด็ก ทางโครงการจะใช้เงินตามโปรแกรมที่เขียนเสนอทุนซึ่งทางโครงการแรงงานเด็กสามารถขอทุนจาก ILO/IPEC และแตร์เดซอม ได้ในการเขียนโครงการ และการขอทุนนั้นครอบคลุมรายจ่ายทั้งหมดของโครงการแรงงานเด็ก ซึ่งต่างจาก 3 โครงการที่เหลือที่ยังต้องเบิกค่าใช้จ่ายจากทางมพด.อยู่ ทำให้ลดภาระของมพด. และมพด.สามารถจัดสรรเงินจำนวนนี้ไปใช้ในการพัฒนาและการช่วยเหลือด้านอื่นๆได้เพิ่มมากขึ้น

5. เครือข่ายของโครงการ
เครือข่ายหลักที่เป็นทางการ
1. มีเครือข่ายคณะอนุกรรมการด้านเด็ก
2. อนุกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้าหญิงและเด็ก  ซึ่งมพด.ได้เข้าไปเป็นอนุกรรมการด้วย เป็นการทำงานเกี่ยวกับการค้าหญิงและเด็ก ซึ่งเกี่ยวพันกับโครงการแรงงานเด็ก แรงงานเด็กต่างชาติส่วนใหญ่มาจากขบวนการค้ามนุษย์แล้วเข้ามาทำงานในประเทศไทย
3. เครือข่ายภาคีแตร์เดซอมจะเป็นองค์ที่ทำงาน เกี่ยวกับด้านแรงงานเด็ก
4. เครือข่ายสามพราน เป็นกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านต่อต้านการค้ามนุษย์
5.  เครือข่ายบคุ้มครองแรงงาน  เครือข่ายนี้เราทำงานร่วมกับกระทรวงแรงงานในการสร้างเครอข่ายคุ้มครองแรงงานซึ่งก็มีทั้งภาครัฐ  NGO  สื่อต่างๆ
6.  อื่นๆ  เช่น  กลุ่มแรงงานต่างๆที่รวมตัวกัน  โดยทางองค์การแรงงานเด็กจะมีหน้างที่ให้ข้อมูลข่าวสาร
เครือข่ายทั้งหมดนี้จะมาประชุม แลกเปลี่ยนกัน และติดตามนโยบายต่างๆที่ทำงานเรื่องค้ามนุษย์ ว่าสถานการณ์ในปัจจุบันเป็นอย่างไร มีข้อเสนออะไรบ้างว่าองค์กรต่างๆกำลังทำอะไรอยู่มีกิจกรรมที่จะเชื่อมกันได้บ้างในแต่ละองค์กร
เครือข่ายที่ไม่เป็นทางการ
1. องค์กรภาครัฐ  ที่ทางโครงการแรงงานเด็กประสานงานด้วย  มีการจัดอบรม  คือมีการประสานงานกันแบบไม่เป็นทางการ  ไม่ได้ตั้งเป็นกลุ่ม
2. เครือข่ายILO/IPEC ลักษณะเป็นเครือข่ายภาคีที่ป้องกันกลุ่มเสี่ยงในประเทศต้นทาง ทำให้เรารู้เท่าทันว่าตอนนี้กลุ่มเสี่ยงอพยพเข้ามาในประเทศไทยมากน้อยเพียงใด

วิธีการปฏิบัติงานของมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็กถือเป็นการปฏิบัติงานทางสังคมสงเคราะห์ที่สามารถจำแนกออกได้เป็นหลายวิธีการ ส่วนใหญ่แบ่งตามกิจกรรมที่นักสงคมสงเคราะห์ปฏิบัติ คือเป็นกิจกรรมที่ปฏิบัตในระดับบุคคล  กลุ่ม  ชุมชน  หรือสังคมส่วนรวม  ฉะนั้นจึงได้มีการนำหลักการปฏิบัตินี้มาเป็นเกณฑ์ในการแบ่งวิธีการทางสังคมสงเคราะห์ดังนี้
1.  การสังคมสงเคราะห์เฉพาะราย    (Social Case Work) เช่น การรับแจ้งเหตุ
2.   การสังคมสงเคราะห์กลุ่มชน  (  Social Group Work) เช่น ค่ายสโมรสรเพื่อนงาน
3.  การจัดระเบียบชุมชน  (  Community Organization) เช่น บ้านเรียนรู้
4.  การบริหารงานสังคมสงเคราะห์  (  Social Work Administration)
5.  การวิจัยทางสังคมสงเคราะห์  (  Social Work research) เช่น วิจัยเรื่องแรงงานเด็กต่างชาติ วิจัยสถานการณ์แรงงานเด็ก และวิจัยเรื่องแรงงานเด็กทำงานบ้าน
ทั้ง  5  วิธีการนี้สามารถนำมาแบ่งเป็นระดับการทำงานทางสังคมสงเคระห์ได้  3  ระดับดังนี้
1.  ระดับจุลภาค  ได้แก่  การใช้วิธีการทางสังคมสงเคราะห์เฉพาะราย  การสังคมสงเคราะห์กลุ่มชน  การสังคมสงเคราะห์กลุ่ม
2.  ระดับมัชฌิมภาค  ได้แก่  การใช้วิธีการบริการงานสังคมสงคราะห์ในองค์กรที่มีความหลากหลาย  ตั้งแต่องค์กรท้องถิ่น  องค์กรชุมชน  องค์กรภาคประชาชน องค์กรภาคเอกชาน  องค์กรภาครัฐ
3.  ระดับมหภาค ได้แก่ การใช้วิธีการวิจัยทางสังคมสงคราะห์เพื่อผลักดันนโยบาย กฏหมายออกมาบังคับใช้ ป้องกันและแก้ไขปัญหาระดับประเทศ
การบูรณาการวิธีการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ใน  3  ระดับของโครงการแรงงานเด็ก
จากการฝึกภาคปฏิบัติในโครงการแรงงานเด็กมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก  ทำให้ข้าพเจ้าเห็นการทำงานในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่การให้ความช่วยเหลือเฉพาะราย  การพัฒนาบุคคล  กลุ่ม  ชุมชน  ไปจนถึงการรณรงค์เผยแพ่ปัญหาสู่สาธารณชน เพื่อผลักดันการออกนโยบายหรือออกกฏหมายมาบังคับใช้จึงถือว่าโครงการแรงงานเด็กเป็นโครงการที่สามารถบูรณาการวิธีการทางสังคมสงเคราะห์มาใช้ได้ในทุกระดับ  ฉะนั้นการทำงานสังคมสงเคราะห์จึงไม่ได้หมายความแค่เพียงการให้ความช่วยเหลือ  หรือการสังคมสงเคราะห์เฉพาะราย  เฉพาะกลุ่ม  หรือชุมชนเท่านั้น  แต่ยังเป็นการป้องกันแก้ไขปัญหาในระดับสังคมและประเทศชาติด้วย  ซึ่งตรงตามสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู๋ในปัจจุบัน  เพราะปัญหาแรงงานเด็กกำลังขยายใหญ่ขึ้นและค่อยๆเข้าไปทำลายระบบและโครงสร้างที่เป็นรากฐานสำคัญของประเทศ  ในขณะที่ประเทศกำลังต้องการกำลังสำคัญที่จะช่วยพยุงระบบและโครงสร้างต่างๆไว้  โครงการแรงงานเด็กที่ทำงานด้านสังคมสงเคราะห์ก็ก้าวออกมาทำหน้าที่ในระดับมหภาคมากขึ้น โดยพัฒนาระบบงานสวัสดิการสังคมให้มีประสิทธิภาพและหามาตรการทางสังคมรองรับปัญหาสังคมที่จะเกิดขึ้น  เช่นการวิจัยสถานการณ์แรงงานเด็กแห่งชาติ  มุ่งให้เกิดระบบความมั่งคงทางสังคมและความเป็นธรรมในสังคมมากขึ้น
นอกจากนี้เรายังสังเกตเห็นได้ว่าการที่หน่วยงานได้บูรณาการงานทั้ง  3  ระดับเข้าด้วยกันนั้น  ในการทำงานระดับจุลภาคสามารถทำงานเกื้อหนุนในการทำงานระดับมัชฌิมภาค  และการทำงานในระดับมัชฌิมภาคก็เกื้อหนุนในการทำงานระดับมหภาค  ในทางกลับกันการทำงานในระดับมหภาคก็เกื้อหนุนและส่งผลประโยชน์ให้ทั้งการทำงานในระดับจุลภาคและระดับมัฌฉิมภาคด้วยเช่นเดียวกัน  อาทิเช่น
- เราสามารถนำข้อมูลในแต่ละกรณีปัญหาที่ได้จากการช่วยเหลือเฉพาะราย(การรับแจ้งเหตุ)  (ระดับจุลภาค )  มาประกอบการทำวิจัยเพื่อเผยแพร่ปัญหาการใช้แรงงานเด็กสู่สาธารณชนเพื่อระดมความร่วมมือร่วมใจการแก้ไขปัญหา  (ระดับมหภาค)
- การเสวนาเรื่องการวิจัยเรื่องแรงงานเด็กทำงานบ้าน (ระดับมหภาค)  สามารถกระตุ้นให้สังคมเกิดการสอดส่องดูแล  ป้องกันแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิและการทำทารุณกรรมต่อเด็กทำงานบ้านมากยิ่งขึ้น (ระดับมัชฌิมภาค)
- การเสวนาเรื่องนโยบาย การจดทะเบียนประกันรายงาน ผลกระทบต่อแรงงานเด็กต่างชาติและครอบครัว (ระดับมหภาค) สามารถสะท้อนประเด็นปัญหาสังคมให้คนในสังคมตระหนักถึงปัญหา สังคมเกิดการสอดส่องดูแล ป้องกัน และร่วมกันแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิของแรงงานต่างชาติ การถูกหลอกจากขบวนการค้ามนุษย์ (ระดับมัชฌิมภาค)
- การจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์สโมสรเพื่อนงาน ของโครงการแรงงานเด็ก เพื่อความยั่งยืนในการพัฒนาและการพึ่งพาตนเองได้
- การจัดรายการวิทยุสโมสรเพื่อนงานของโครงการแรงงานเด็กได้เปิดโอกาสให้แรงงานเด็กเข้ามาพูดคุยแสดงทัศนะและความคิดเห็นต่อปัญหาและทางออกของปัญหาการใช้แรงงานเด็ก เรียกร้องสิทธิทางสังคมให้กับแรงงานเด็กทั่วไป
ในความคิดเห็นของข้าพเจ้า กิจกรรมที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาทั้งหมด ล้วนแต่เป็นกิจกรรม ที่ครอบคลุมทั้งเรื่องการช่วยเหลือ และการพัฒนา ศักยภาพของแรงงาน ทางโครงการแรงานเด็กได้ให้ความสำคัญกับกลุ่มเป้าหมาย ตรงตามพันธสัญญาของมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก คือ “เพื่อประโยชน์สุขของเด็ก” โดยทางโครงการไม่ได้ช่วยเหลือเฉพาะเด็กไทยเท่านั้น ได้ให้ความช่วยเหลือเด็กต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยด้วย

ในฐานะนักศึกษาฝึกงาน ในโครงการแรงงานเด็ก ข้าพเจ้าขอแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ในการปรับปรุงวิธีการให้บริการในโครงการแรงงานเด็ก ซึ่งมีเนื้อหาในการเสนอแนะที่รวมทั้งฝ่ายช่วยเหลือ และฝ่ายพัฒนา ไว้รวมกันดังนี้
ในส่วนของขั้นตอนวางการแผนการดำเนินงาน ใช้ความช่วยเหลือผู้ใช้บริการ ที่ต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุมเครือข่าย และองค์กรที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันปรึกษาหาแนวทางการแก้ไข การป้องกันปัญหาในการประชุมกับหน่วยงานและองค์กรอื่นๆที่นอกเหนือจากมพด.นั้น เป็นเหมือนดาบสองคม ข้อดีคือเป็นการระดมความคิดเห็น จากสหวิชาชีพ เพื่อให้การตัดสินใจในการดำเนินงานเป็นไปอย่างรอบคอบและรัดกุม ส่งผลกระทบทางลบกับ Case น้อยที่สุด   แต่ในทางกลับกัน การที่ประชุมกันระหว่างหน่วยงานและองค์กรอื่นๆ ซึ่งแต่ละหน่วยงานจะมีทัศนคติและแนวคิดของการทำงานที่แตกต่างกัน ทำให้การให้ความช่วยเหลือแรงงานเด็กมีอุปสรรคเพิ่มมากขึ้น เกิดข้อจำกัดในการทำงาน มีเงื่อนไขในการเข้าไปช่วยเหลือแรงงานเด็ก แรงงานเด็กที่ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในโรงงาน ต้องรอการช่วยเหลือ เป็นเวลานานขึ้น เนื่องด้วย หน่วยงานและองค์กรต่างๆต้องปรับความเข้าใจและความคิดเห็นให้ตรงกันก่อน ซึ่งในการปรับเปลี่ยนทัศนคติหรือแนวคิดเป็นเรื่องที่ยาก ดังนั้นควรแก้ไขโดยการหาองค์กรหรือหน่วยงาน ที่มีอุดมการณ์ตรงกัน มีทัศนคติที่เหมือน หรือคล้ายคลึงกัน มาเป็นแนวร่วม ซึ่งองค์กรหรือหน่วยงานนั้นๆ จำเป็นต้องมีอำนาจ ต่อการตัดสินใจของหน่วยงาน หรือองค์กรที่เป็นเครือข่าย หรือเป็นองค์กรที่มีการทำงานระดับสูง รวมทั้งมีเครือข่ายของทรัพยากรหน่วยงาน หรือองค์กรที่กว้างพอสมควร
ในการดำเนินการให้บริการ แก่ผู้ใช้บริการ ในขั้นตอนต่างๆนั้นมักจะประสบปัญหาเนื่องจากการประสานงานกับหน่วยงานและองค์กรอื่นๆ  เนื่องจากองค์กรภาครัฐมีลักษณะการดำเนินงานที่ล่าช้า เนื่องจากมีโครงสร้างการทำงานที่จำกัดความรับผิดชอบ ในลักษณะแยกส่วนอย่างชัดเจน การตัดสินใจต้องรอคำสั่งต่อกันเป็นลำดับ ด้วยลักษณะที่กล่าวมานี้ ส่งผลให้การทำงานในด้านการช่วยเหลือของโครงการแรงงานเด็กมีการทำงานที่ล่าช้าไปด้วย เช่น การติดต่อขอข้อมูลเกี่ยวกับการบุกทลายโรงงานและเข้าจับกุมดำเนินคดี กับทั้งนายจ้างและลูกจ้าง ที่เป็นแรงงานผิดกฎหมาย เพื่อที่ทางฝ่ายโครงการแรงงานเด็กจะได้เข้าไปสงเคราะห์ช่วยเหลือลูกจ้าง ที่เป็นแรงงานเด็กได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งในส่วนของนโยบายที่จะต้องให้นายจ้างจ่ายเงินประกันการจดทะเบียนแรงงานต่างชาติจำนวน 10,000 และ 50,000 บาท ก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อแรงงานต่างชาติอย่างมาก แต่ทางภาครัฐไม่สามารถดำเนินการได้โดยทันทีต้องรอการประชุมและถ้ามติของที่ประชุมผ่านแล้วนั้นก็ต้องรอคำสั่งก่อนมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายได้ ซึ่งปัญหานี้สามารถหาทางแก้ไขได้โดย การจัดประชุมร่วมกันกับหน่วยงานหรือองค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้อง อาทิ กรมแรงงาน เป็นต้น เพื่อกล่าวถึงลักษณะของปัญหาที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายแสดงถึงเหตุผลของการเกิดปัญหา มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตลอดจนเสนอแนะแนวทางในการร่วมกันแก้ไขปัญหาด้วย