วิวัฒนาการมนุษย์


เป็นหนังสือที่ดีเพราะมีภาพประกอบทำให้เราทำความเข้าใจง่ายโดยเฉพาะตรงส่วนที่อธิบายวิวัฒนาการกระโหลกศรีษะมนุษย์เพราะจะมีภาพกระโหลกศรีษะมนุษย์ทุกยุคที่กล่าวถึงแสดงอยู่และจะมีการชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของกระโหลกศรีษะมนุษย์ในยุคต่าง ๆ อย่างชัดเจน  นอกจากนี้ในส่วนที่มีการวิวัฒนาการจากมนุษย์ยุคหนึ่งไปอีกยุคหนึ่งยังมีการทำแผนผังวงศ์วานของมนุษย์โดยมีการอธิบายอย่างชัดเจนและทำกันไปเป็นขั้นเป็นตอนด้วยจึงทำให้ผู้อ่านทำความเข้าใจได้ง่ายและไม่ยุ่งยากซับซ้อนภาษาที่ใช้ เป็นภาษาวิชาการและมีศัพท์วิชาการแทรกอยู่เป็นระยะ ๆ เช่น ปอนด์ ,ฟุต ,โฮโมแฮบิลิส และโฮโมเซเปียนส์ ซึ่งทำให้เราสามารถไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ได้โดยง่าย เพราะคำว่า โฮโมเซเปียนส์ โฮมินิต เป็นศัพท์วิชาการที่ใช้กันโดยทั่วไปเราจึงสามารถไปหาข้อมูลจากแหล่งอื่นได้ง่าย เช่น อินเทอร์เนต หรือ ห้องสมุด
มีการแบ่งย่อหน้าและเว้นวรรค ทำให้หนังสือเล่มนี้อ่านง่ายแต่ในการพูดถึงรายละเอียดต่าง ๆ ค่อนข้างจะสับสนเพราะมีการอธิบายวกไปวนมาและการเรียงลำดับไม่ค่อยดี
โดยสรุปหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ให้ความรู้ดีมาก และน่าสนใจเพราะมีภาพสีประกอบด้วยแต่ข้อมูลยังมีไม่ครบเห็นได้จากการที่อธิบายวิวัฒนาการกระโหลกศรีษะมนุษย์ที่มีแต่ลิงไม่มีหาง ออสตราโลพิธีคัส โฮโมอีเรคติส นีแอนเดอร์ธัล และ โคร แมกนอน ยังไม่มีการกล่าวถึงวิวัฒนาการกระโหลกศรีษะ มนุษย์โฮโมแฮบิลิส
โฮโมเซเปียนส์ และอีกหลายสายพันธุ์ที่กล่าวถึงในเล่มนี้ซึ่งมีแต่การบรรยายถึงลักษณะเป็นเช่นใดและไม่มีการกล่าวถึงว่าพบโครงกระดูกศรีษะมนุษย์ต่าง ๆ ที่ไหน และปัจจุบันสถานที่นั้นอยู่ในประเทศใด และน่าจะมีภาพเวณที่พบโครงกระดูกประกอบด้วย เพื่อที่จะทำความเข้าใจได้ง่ายยิ่งขึ้น
ผู้เขียน รูธ มัวร์ เป็นผู้เขียนที่เขียนหนังสือมาแล้วหลายเล่มและเป็นที่รู้จักในวงการหนังสือจึงทำให้ข้อมูลที่นำมาเขียนในหนังสือดูน่าเชื่อถือมากขึ้น และนอกจากนี้หนังสือเล่มนี้ยังได้รับการยกย่อง จาก สมาคมการศึกษาแห่งประเทศไทย  ว่าเป็นหนังสือที่มีคุณค่าควรอ่าน  จึงทำให้เราเชื่อถือข้อมูลต่างๆที่มีในหนังสือเล่มนี้ได้  เพราะการที่สมาคมจะยกย่องว่าหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือน่าอ่าน  ก่อนที่จะได้รับการยกย่องก็ต้องมีการตรวจสอบ และพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์วิจารณ์  หนังสือเล่มนี้มาแล้ว  ในเนื้อหาของหนังสือมีการแสดงความคิดเห็นของผู้เขียนปะปนแทรกอยู่กับข้อเท็จจริง  ทำให้เราทราบว่าผู้เขียนมีความคิดเห็นอย่างไร เกี่ยวกับเรื่องข้อมูลที่เขาได้นำมาเขียนในหนังสือยกตัวอย่างเช่น  ประโยคที่กล่าวว่า “ในช่วงวิวัฒนาการที่ยืดขยายออกไปประมาณ 15 ล้านปี ซากดึกดำบรรพ์ของโฮมินิตจำนวนมากมายจากทวีปแอฟริกา ทวีปเอเชีย และ ทวีปยุโรป ที่รวมกันแล้วมีจำนวนเป็นพัน ยิ่งปริมาณมากขึ้น ก็ยิ่งก่อให้เกิดการตีความได้มากมายไม่มีที่สิ้นสุดและผู้เขียนก็ได้แสดงความคิดเห็นของเขาประกอบในตอนท้ายว่าทั้งนี้เป็นเพราะเขายังขาดซากดึกดำบรรพ์ชิ้นสำคัญ ที่จะทำให้เราตีความหมายได้เพียงอย่างเดียวและถูกต้องโดยไม่อาจโต้แย้งได้   ซากดึกดำบรรพ์ที่มีมากมายมหาศาลนั้นมีเพียงฟันและกระดูกขากรรไกร  ลำพังเพียงเท่านี้ยังไม่พอที่จะใช้เป็นหลักฐานที่ทำให้ลงความเห็นได้อย่างแน่นอน และนอกจากการที่เขาได้แสดงข้อคิดเห็นของเขาแทรกปะปนกับข้อเท็จจริงเป็นระยะๆแล้วเขายังได้มีการเปรียบเทียบและใช้สำนวนอีกด้วย เช่น ประโยคที่ว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ในทำนองที่ฝุ่นละอองแห่งสติปัญญา  ตกลงนอนก้นอย่างสงบ ซึ่งในการใช้สำนวนในการเขียนหนังสือก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย  ข้อดีคือ ทำผู้อ่านเห็นภาพพจน์ของเหตุการณ์อย่างชัดเจน และข้อเสียก็คือ  บางครั้งผู้อ่านก็ไม่เข้าใจความหมายของสำนวน ที่ว่า ฝุ่นละอองแห่งสติปัญญาตกลงนอนก้นอย่างสงบเหมือนกัน ทำให้ผู้อ่านเกิดความสับสน  มีความคิดเห็นว่านั่นอาจเป็นเพราะว่าหนังสือเล่มนี้แปลมาจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย  สำนวนในภาษาอังกฤษอาจจะมีความหมายที่แตกต่างจากความหมายของสำนวนในภาษาไทยก็ได้  จึงทำให้ผู้วิจารณ์เกิดความสับสน
หนังสือเล่มนี้ได้ให้ความรู้หลายอย่างเช่น ทำให้เรารู้ว่ามนุษย์ในอดีตมีการดำรงชีวิตอย่างไร และนักวิทยาศาสตร์ต้องใช้ความอดทนมากเพียงใดกว่าที่จะนำเสนอให้เราได้รับรู้ถึงทฤษฎีวิวัฒนาการของมนุษย์ที่เราได้ทราบและรับรู้ในปัจจุบัน และการนำเสนอทฤษฎีต่างๆของนักวิทยาศาสตร์ มีปัญหามากมายเพียงใดไม่ว่าจะเป็นการไม่ได้รับการยอมรับจากผู้คนทั่วไป และ นอกจากนี้หนังสือเล่มนี้ยังแสดงให้เห็นถึง การอยู่ร่วมกันของมนุษย์เราว่าต้องมีการพึ่งพาอาศัยกันมาตั้งแต่อดีตแล้ว และมนุษย์เราจะอยู่เพียงลำพังไม่ได้ทำให้เราได้ข้อคิดด้วยว่า  เราควรจะรู้จักช่วยเหลือเอื้อเฟื้อกัน และรู้จักมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์และนอกจากนี้เรายังได้เห็นถึงวิวัฒนาการทางด้านต่างๆของมนุษย์  การรู้จักการวาดภาพ และ ภาพสามมิติ และความเจริญทางศิลปะวัฒนธรรมต่างๆของมนุษย์  ในอดีตกาลอีกด้วย

โคร แมกนอน
ถ้ำบางแห่งในบริเวณดอร์โดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือที่ลาสโคซ์  โคร แมกนอน เหล่านี้ขีดเขียนภาพสัตว์ที่พวกเขาล่า ซึ่งได่แก่ ม้า ควายป่าไบซัน แรด รวมทั้งกวางเรนเดียร์ ซึ่งเป็นสัตว์ชนิดที่โปรดปราน พวกเขามักเลือกผนังถ้ำที่มีผิวโค้งกลมเพื่อทำให้งานศิลปะของเขาให้ผลเป็นภาพสามมิติ เขาวาดภาพสัตว์ด้วยผงสีดำ และต่อมาเขาเริ่มระบายภาพด้วยสีต่าง ๆ ของดิน ภายในถ้ำใหญ่ ๆ และห้องแสดงภาพเป็นภาพเขียนที่ควรจะได้รับการพิจารณาว่าเป็นแหล่งชุมนุมภาพศิลปะที่ยิ่งใหญ่ในยุคแรกแห่งหนึ่งของโลก ในภาพมีขบวนสัตว์ที่ประกอบด้วย วัว ม้า ละมั่ง ร่วม 500 ตัว  และยังมีกวางเรนเดียร์อีกหนึ่งฝูงกำลังว่ายน้ำในแม่น้ำ ภาพทั้งหมดนี้วาดได้อย่างไรงดงามน่าพิศวงมีพลังและความแม่นยำ ลำพังศิลปะเพียงอย่างเดียว มนุษย์ถ้ำเหล่านี้หรือ โคร แมกนอน ก็ได้สร้างความเจริญทางวัฒนธรรมของเขาที่มีอยู่มากมาย พิสูจน์ให้เห็นถึงฐานะความเป็นอยู่ในชีวิตของเขาได้เป็นอย่างดีทีเดียว
นักมานุษยวิทยารู้เรื่องราวเกี่ยวกับวิวัฒนาการของ โฮโม เซเปียนส์ ในช่วงระยะเวลา 15 ล้านปีได้อย่างไร มีเพียงหลักฐานที่ตกทอดมาจาก โคร แมกนอน เท่านั้น ที่มีจำนวนมากมายและไม่อาจโต้แย้งได้ เมื่อเปรียบเทียบกับการสร้างเรื่องราววิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตสกุลหนึ่งทั้งสกุลขึ้นใหม่ จากซากกระดูกดึกดำบรรพที่มีอายุหลายล้านปีเพียงไม่กี่ชิ้น ในขณะที่การแยกแยะให้เห็นความแตกต่างอย่างวิกฤติระหว่างลิงไม่มีหางโบราณกับโฮมินิค โดยอาศัยฟันเพียงไม่กี่ซี่
เมื่อนักมนุษยวิทยาสร้างเรื่องราวเกี่ยวกับวิวัฒนาการของ มนุษย์ขึ้นมา เขาให้ความสนใจลักษณะเบื้องต้นสามประการ ที่ทำให้มนุษย์แตกต่างไปจากหมู่ญาติไพรเมต ประการแรกคือ รูปทรงและแบบแผนของมัน ประการที่สองคือ การเคลื่อนที่ด้วยลำตัวที่คั้งตรงและเดินด้วยขาสองขา และประการที่สามคือ รูปทรงและขนาดของกระโหลกศรีษะ ซึ่งเมื่อพิจาราณารวมกับปัจจัยอื่นจะช่วยให้นักมนุษยวิทยากำหนดแบบแผนของพฤติกรรมได้
จากการเปรียบเทียบซากดึกดำบรรพ์พวกโฮมินิตผู้เป็นบรรพบุรุษ กับโครงกระดูกส่วนที่เทียบเคียงกันได้ของมนุษย์และลิงไม่มีหาง นักมนุษยวิทยาได้พบร่องรอยที่สำคัญหลายอย่างเกี่ยวกับแบบแผนวิวัฒนาการมนุษย์

นีแอนเดอธัล
เมื่อประมาณ 3 แสนปีมาแล้ว ในช่วงที่มีน้ำแข็งปกคลุมและอากาศค่อนข้างอบอุ่น พอที่มนุษย์และสัตว์ต่าง ๆ จะลองเสี่ยงเดินทางขึ้นไปทางเหนืออีกครั้ง มนุษย์กลุ่มหนึ่งเริ่มปรากฎตัวในทวีปยุโรป หน้าตาท่าทางของเขาคล้ายคลึงมนุษย์ยุคใหม่มากกว่า อีเรคตัส พวกเขาเป็นสมาชิกเริ่มแรกสุดของ โฮโม เซเปียนส์ ซึ่งเป็นบรรพบุรุษโดยตรงของมนุษย์ยุคใหม่ ซากหลงเหลือที่เก่าแก่ของ “มนุษย์เก่าคร่ำครึ” เหล่านี้ มีอายุนับย้อนหลังไปประมาณ สองแสนห้าพันปีหลักฐานเท่าที่พบ มีกะโหลกศรีษะมีสภาพเกือบสมบูรณ์ ที่เมืองสไตน์แฮม ประเทศเยอรมัน เมื่อปี ค.ศ. 1933 และเศษกะโหลกอีกสามชั้น ซึ่งพบในชั้นหินกรวดโบราณที่เมืองสวอนส์คอมบี ประเทศอังกฤษ ต่อมา พบกะโหลกอีกอันหนึ่งพบทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ. 1971 มันมีอายุ 2แสนปี ระยะนั้นเป็นช่วงเวลาที่เริ่มมีน้ำแข็งปกคลุมแสดงให้เห็นว่า โฮโม เซเปียนส์ สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในระยะเริ่มแรก เห็นได้ชัดว่ามนุษย์ยุคแรกเหล่านี้เป็นบรรพบุรุษของผู้คนที่ได้รับความสำเร็จอย่างสูง ซึ่งอาศัยอยู่ในทวีปยุโรป และในแถบตะวันตกของทวีปเอเซีย เมื่อ 1 แสนปีมาแล้ว บุคคลเหล่านี้ได้รับการขนานามว่า ชาว นีแอนเดอธัล เพราะมีการพบซากหลงเหลือของพวกเขา ที่หุบเขานีแอนเดอร์ ประเทศเยอรมัน
ชาว นีแอนเดอร์ธัล บางส่วน อาศัยอยู่ในถ้ำตามชายเขา ในแถบเมอร์ดิเตอร์เรเนียน และตามถ้ำอื่น ๆ ในบริเวณ เฟอร์ไทล์ เครสเซนต์ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีลักษณะเป็นแทบโค้ง พาดผ่านทางตอนเหนือของแม่น้ำไทกริส และยูเฟรติส มีถ้ำแห่งหนึ่งอยู่ตามที่ลาดของภูเขาซากรอส ในประเทศอีหร่านปัจจุบัน ค้นพบเมื่อปี ค.ศ. 1951 โดยราล์ฟ เอส โซเลคกิ นักมนุษยวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ขณะสำรวจในฤดูที่สาม เขาขุดพบซากดึกดำบรรพ์ของนีแอนเดอร์ธัลที่มีช่วงของวิวัฒนาการต่อเนื่องกันเป็นเวลา 3 หมื่นปี บริเวณอื่น ๆ พบซากดึกดำบรรพ์มีการปะปนกันระหว่างลักษณะของนีแอนเดอร์ธัส และลักษณะของมนุษย์ยุคใหม่ และในถ้ำในประเทศอิสราเอล พบโครงกระดูกที่มีลักษณะใกล้เคียงกับมนุษย์ยุคใหม่มากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับชะตากรรมของชาวนีแอนเดอร์ธัส และความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับได้แก่มนุษย์ยุคใหม่ ยังรู้จักกันน้อย ดูเหมือนว่า ชาวนีแอนเดอร์ธัลยุโรปในแถบตะวันตกจะสูญหายไปอย่างกระทันหัน มีทฤษฎีหนึ่งที่พอเชื่อถือได้ อธิบายว่า เมื่อประมาณ 4 หมื่นปีมาแล้ว เกิดมีน้ำแข็งปกคลุมอย่างรุนแรงเป็นกรณีพิเศษทำให้วิวัฒนาการที่เกิดอย่างต่อเนื่องในทวีปยุโรปขาดตอนไป เมื่อน้ำแข็งจากแถบสแกนดิเนเวียเคลือนลงมาทางใต้ ผู้คนชาวนีแอนเดอร์ธัลในแถบยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ พบว่าตนเองถูกแยกตัวออกจากพวกที่อยู่อาศัยอยู่ในแถบยุโรปตะวันออก และตะวันออกกลาง ทำให้แลกเปลี่ยนทางพันธุกรรมระหว่างสองบริเวณนี้ลดน้อยลงหรือหยุดลงชั่วขณะ ในบริเวณยุโรปตะวันออกและตะวันออกกลาง ซึ่งมีน้ำแข็งปกคลุมอยู่น้อย หรือไม่มีเลย การไหลเวียนของยีนดำเนินต่อไป ในระหว่างชาวนีแอนเดอร์ธัสตะวันออก กับผู้คนที่อยู่ไกลไปทางตะวันออก เช่น ประเทศจีน และกับผู้อยู่ไกลไปทางใต้เช่น ประเทศแอฟริกาใต้ ในที่สุด  ชาวนีแอนเดอร์ธัลตะวันตกที่ถูกแยกตัวออกก็สูญหายตายจากไป แต่เมื่อน้ำแข็งลดถอยกลับขึ้นไปทางเหนืออีกครั้งหนึ่งเส้นทางก็เปิดออกให้ชาวนีแอนเดอร์ธัลตะวันออกแผ่ขยายไปทางยุโรปตะวันตก อันเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของแหล่งเครือญาติ
แม้ว่าคำอธิบายสำหรับการตายจากไปของชาวนีแอนเดอร์ธัลตะวันตก จะเป็นอย่างไรก็ตามแต่สำหรับการปรากฎตัวของมนุษย์ยุคใหม่หรือ โฮโม เซเปียนส์ เซเปียนส์ เป็นที่แน่นอนว่า มีมาเมื่อประมาณ 3 หมื่นปีมาแล้ว พบอยู่ทั่วไปทั้งในยุโรปและบริเวณตะวันออกกลางตามถ้ำต่าง ๆ ในบริเวณคอร์โคน ของประเทศฝรั่งเศส มีแหล่งที่อยู่อาศัยดังกล่าวนับเป็นจำนวนร้อย ๆ แห่งเรียงกันอยู่ตามผนังหุบเขา เริ่มแรกเดิมทีเป็นแหล่งที่อยู่ของชาวนีแอนเดอร์ธัลแต่ในที่สุดก็ถูกแทนที่โดยผู้มาใหม่ มนุษย์ยุคใหม่พวกแรกนี้ค่อนข้างสูงกว่านีแอนเดอร์ธัลกระโหลกศรีษะบางกว่าและสูงกว่า หน้าผากเกือบตั้งตรงดิ่ง รูปทรงของเขาบอบบางกว่า และขากรรไกรก็ยื่นออกมาน้อยกว่า พวกเขาคือ โคร แมกนอน ซึ่งได้ชื่อตามถ้ำที่อยู่ใกล้หมู่บ้านเล็ก ๆ ริมน้ำชองเมือง เลส ไอซีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นจุดแรกที่พบร่องรอยของพวกเขา

โฮโม อีเรคตัส
ในขณะที่ โฮโม อีเรคตัส  มีวิวัฒนาการขึ้นเมื่อ 1.3 ล้านปีมาแล้วนั้น ลักษณะอันเป็นคุณสมบัติของมนุษย์ที่พบใน โฮโม แฮบิลิส ได้ก่อรูปขึ้นเป็นลักษณะพื้นฐานของมนุษย์ยุคเริ่มแรกซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับมนุษย์ยุคใหม่ แค่ซากหลงเหลือของเขาพบอยู่ในขอบเขตของป่าเปิดและทุ่งหญ้าเท่านั้น ซึ่งเป็นบริเวณที่มีสภาพแวดล้อมแบบเดียวกันกับที่อยู่อาศัยของ ออสตราโลพิธีซีน เมื่อมาถึงยุคสมัยของ โฮโม อิเรคตัส วิวัฒนาการของมนุษย์ก้าวออกไปไกลมากขึ้นรุดไปข้างหน้าด้วยเครื่องมือแห่งความเปลี่ยนแปลง ซึ่งเรียกกันว่า “วัฒนธรรม”
เชื่อกันว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้น่าสนใจที่สุดของ โฮโม อิเรคตัส เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่มีอากาศค่อนข้างเย็น ในบริเวณกึ่งกลางระหว่างทวีปยุโรปและทวีปเอเซีย  สัตว์ที่ผิดปกติธรรมดาเท่านั้น ที่มีชีวิตอยู่รอดได้ในสภาพอากาศอันหนาวเย็น ในฤดูหนาวทางภาคเหนือ เพราะเขาสามารถดัดแปลงวัตถุดิบรอบตัวมาใช้เพื่อสนองความต้องการเฉพาะอย่าง เขาเรียนรู้การใช้ไฟ เพื่อการเกิดความอบอุ่น และใช้ความร้อนของถ่านไฟ ทำให้ปลายหอกไม้ที่เปราะและหักง่ายให้แข็งแรงขึ้น เพื่อใช้ล่าสัตว์ใหญ่ เช่น ช้าง ม้า และกวาง หลายปีผ่านไป มีพัฒนาการเพิ่มขึ้นตามลำดับ เขาเรียนรู้การหุงต้มอาหารที่ย่อยได้ยากเมื่อยังดิบ  เขารู้ดีว่าหนังสัตว์ช่วยปกปิดร่างกายให้อบอุ่นและใช้กำบังลมที่หนาวเย็นได้ และ รู้ว่าเข็มช่วยให้เขาตกแต่งหนังสัตว์เพื่อให้เหมาะกับความต้องการของแต่ละคน
เป็นเวลา 3 แสนปีมาแล้วที่ โฮโม อิเรคตัส หลีกทางให้แก่ โฮโม เซเปียนส์ มนุษย์ได้วิวัฒนาการทางชีวภาพอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งขนาดและการจัดระเบียบการทำงานของสมองส่วนหน้า อันเป็นส่วน “ความคิด” ของสมอง การเปลี่ยนแปลงรูปทรงของสมอง และวิวัฒนาการของกระดูกขากรรไกรให้มีขนาดเล็กลง ทำให้รูปโฉมของใบหน้าเปลี่ยนไป แต่เป็นเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่เข้าไปแย่งวิวัฒนาการทางพันธุกรรม ซึ่งมีอัตราเร่งดังที่เคยเป็นมา จึงทำให้เกิดเป็นเครื่องหมายประจำของสกุล โฮโม
แม้ว่าประวัติของมนุษย์ยุคแรก ยังไม่กระจ่างนัก แต่เขาไม่ได้ทิ้งหลักฐานเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของเขาไว้มากพอ เมื่อศึกษาซากดึกดำบรรพ์และการก่อตัวทางธรณีวิทยา เราสามารถสร้างเรื่องราวเกี่ยวกับการท่องเที่ยวของ อิเรคตัส ในยุคน้ำแข็ง เมื่อพื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปยุโรปและทวีปเอเซีย ถูกปกคลุมด้วยแผ่นน้ำแข็งเป็นครั้งคราว บางแห่งอาจมีน้ำแข็งหุ้มหนาหลายกิโลเมตร แต่ละครั้งที่ความหนาวเย็นและน้ำแข็งเคลื่อนลงมาจากทางเหนือ อีเรคตัส ก็จะถูขับไล่ลงไปทางใต้ แต่ในระหว่างที่มีน้ำแข็งปกคลุมอยู่ พวกเขาจะเคลื่อนขึ้นไปทางเหนือ อีกครั้งเพื่อรอ  การล่าสัตว์จำนวนมากที่ตื่นตัวขึ้น เมื่อน้ำแข็งลดน้อยลง

โฮโม แฮบิลิส
ผู้ซึ่งเชื่อกันว่า มีวิวัฒนาการมาจาก ออสตราโลพิธีคัส เมื่อประมาณ 2 ล้านปีมาแล้ว มีความสามารถสร้างเครื่องมือของตนเอง การทำและใช้เครื่องมือส่อให้เห็นถึงการทำงานที่ประสานกันระหว่างมือและตา ที่เหนือกว่าไพรเมต ชนิดอื่นมาก วิวัฒนาการที่ทำให้นิ้วหัวแม่มือสามารถวางอยู่ตรงข้ามกับนิ้วอื่นได้ ทำให้เครื่องมือถูจับแน่นอยู่ระหว่างนิ้วหัวแม่มือและนิ้วอื่น ๆที่เหลือ สิ่งเหล่านี้คือคุณภาพของมนุษย์ที่ชักนำให้ โฮโม แฮบิลิส ก้าวล่วงหน้าไปไกลเกินกว่า บรรพบุรุษของตน แต่ความสามารถในการทำเครื่องมือ ได้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้ง และที่สำคัญกว่านั้น หาก โฮมินิต เหล่านี้มีความสามารถในการจัดรูปของสภาพแวดล้อม ส่วนหนึ่งของเขาซึ่งได้แก่หิน ไปเป็นเครื่องมือที่ใช่สนองความต้องการในการล่าสัตว์และฆ่าสัตว์ที่ดีขึ้นกว่าเดิม พวกเขาจะต้องรู้จักใช้เสียงในลำคอเพื่อกำหนดเสียงต่าง ๆ ขึ้นใหม่ และมีความหมายเพื่อช่วยในการล่าสัตว์ หรือเพื่อแสดงความรู้สึกในใจขั้นพื้นฐานจากการสร้างคำศัพท์ของเสียงที่เลือกสรรเอาตามอำเภอใจ เพื่อบอกถึงความต้องการอย่างใหม่และความคิดใหม่ จึงทำให้สมาชิกพวกแรกของ โฮโม แฮบิลิส มีส่วนช่วยส่งเสริมให้วิวัฒนาการของการสื่อสารมีระบบซับซ้อน อันเป็นลักษณะสำคัญของวัฒนธรรม

การค้นพบเมื่อไม่นานมานี้

ช่วยเสริมให้เข้าใจถึงสายโซ่ของวิวัฒนาการ ที่เชื่อมโยงระหว่าง ออสตราโลพิธีคัส กับมนุษย์ ในปี ค.ศ. 1974 ที่บริเวณอะฟาร์ ซึ่งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศเอธิโอเปีย มีการขุดพบสิ่งที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน นั่นคือ ซากหลงเหลือของออสตราโลพิธีซีน ที่มีโครงกระดูกมากกว่าร้อยละ 40 โครงกระดูกนี้ได้รับการจำแนกว่าเป็นเพศหญิง และตั้งชื่อว่าลูซี่ ตามชื่อผู้ค้นพบซากกระดูกนี้ เป็นสิ่งค้นพบที่มีความสำคัญมากจนได้รับการตั้งชื่อเป็นชนิดใหม่ว่า ออสตราโลพิธีคัส อะฟาเรนซิส จากการคำนวนหาอายุทางวิทยาศาสตร์พบว่า ซากหลงเหลือของชาวเอธิโอเปียผู้นี้มีอายุประมาณ 3ล้านปี การค้นพบครั้งนี้เป็นเหตุให้นักมนุษย์วิทยา พิจารณาเขียนสายสัมพันธ์ของหมู่โฮมินิต เสียใหม่ตามแผนพังวิทยาการที่ปรับปรุงใหม่นี้ ออสตราโลพิธีคัส อะฟาเรนซิส อยู่แทนที่ แอฟริกานัส ในสายวิวัฒนาการหลัก ที่มุ่งไปสู่มนุษย์และตัวเขาเองมีวิวัฒนาการมาจากรูปแบบของบรรพบุรุษที่ต้องรอการค้นพบต่อมา อะพาเรนซิส มีวิวัฒนาการไปเป็น โฮโมแฮบิลิส หลังจากนี้ไปสายวิวัฒนาการนี้นำไปสู่มนุษย์ค่อนข้างกระจ่ายชัดในแบบแผนใหม่นี้ แอฟริกานัส มีวิวัฒนาการมา 2.5 ล้านปีแล้วและอยู่ขนานกับอะฟาเรนซิส หรืออาจมีกำเนิดแยกสาขามาจากอะฟาเรนซิส เมื่อประมาณ 2 ล้านปีมาแล้วแอฟริกานัส มีวิวัฒนาการต่อไปเป็นโรบัสตัสและบอยซิโอ สูญพันธ์ไปเมื่อประมาณหนึ่งล้านปีที่แล้ว
สิ่งที่ช่วยหนุนความเชื่อถือในทฤษฎีที่ปรับปรุงใหม่นี้คือ การค้นพบของ แมรี ลีคกี ซึ่งค้นพบภายหลังลูซีไม่นานนัก ซากหลงเหลือที่พบ มีลักษณะคล้ายคลึงกับลูซีมาก เชื่อกันว่า มีอายุเก่าแก่ประมาณสี่ล้านปี ในปัจจุบัน สิ่งค้นพบของลีคกีได้รับการยอมรับว่าเป็นอะฟาเรนซิสเริ่มแรก และเป็นตัวก่อให้เกิดสายโซ่แห่งวิฒนาการในทัศนะใหม่ที่มีการยอมรับกันมากที่สุด
หากมีออสตราโลพิธีซีนตนใด ใช้เวลาของเขาส่วนหนึ่งอยู่บนต้นไม้เหมือนพวกรามาพิธีซีนก็เป็นเพียงช่วงระยะแรก ๆ ของวิวัฒนาการของเขาเท่านั้น ปกติออสตราโลพิธีซีนมักเดินด้วยลำตัวที่ตั้งตรง ข้อได้เปรียบของความสูงจากการยืนนั้น มีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับการมองเห็นผู้ตามล่าและเหยื่อ ตามบริเวณทุ่งหญ้าและป่าเปิดอันเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของออสตราโลพิธีคัส เมื่อใกล้จะหมดช่วงวิวัฒนาการพวกเขา มีออสตราโลพิธีซีนอีกพวกหนึ่ง ที่แสดงหลักฐานอย่างเด่นชัดว่ามีลักษณะของมนุษย์อยู่หลายอย่าง พวกเขาเดินสองขา มีลำตัวเล็ก เมื่อยืนตรงมีความสูงประมาณ 4 ฟุต (1.2 ม.) และมีน้ำหนักเพียง 50 ปอนด์ (23 กก.) โดยประมาณนอกจากนี้ ยังมีขากรรไกรใหญ่สำหรับคบเคี้ยว และหน้าผากลาดชันไปทางด้านหลัง ซึ่งเหมือนกับบรรพบรุษของเขา ส่วนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่สำคัญ ๆ ได้เริ่มมาก่อนหน้านี้แล้ว ออสตราโลพิธีซีนยุคหลังได้กลายมาเป็นผู้กินเนื้อสัตว์เป็นนิจ สัตว์เหล่านี้พวกเขาไล่จับมาได้จากพื้นที่ราบโล่งแจ้ง นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่เป็นอาหารประเภทพืชผักของบรรพบุรุษ มาเป็นอาหารประเภทเนื้อสัตว์ และด้วยเหตุที่เป็นครั้งแรก จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือหยาบ ๆ เพื่อการล่า เก็บรวบรวมอาหาร
ในช่วงเวลาที่ โฮโม แฮบิลิส มีวิวัฒนาการขึ้นมาเมื่อประมาณสองล้านปีมาแล้ว นักมานุษยวิทยาเชื่อว่า เขามิใช่เพียงผู้ใช้เครื่องมือเท่านั้น แต่เป็นผู้ผลิตเครื่องมือด้วย นักมนุษยวิทยาสามารถสร้างภาพวิถีชีวิตของพวกแรก ผู้คนเหล่านี้มิได้เดินเที่ยวเตร่หาอาหารจากแหล่งหนึ่งไปยังอีกแหล่งหนึ่งอยู่เป็นประจำ แต่กับมีการตั้งถิ่นฐานมากขื้นกว่าบรรพบุรุษของตน สร้างเป็นฐานที่ตั้ง ณ ที่ซึ่งเพศชายสามารถออกเดินทางไปล่าเหยื่อ ในระหว่างนั้น เพศหญิงยังคงอยู่ใกล้ฐานที่พัก ดูแลลูกอ่อน รักษาผู้บาดจ็บ และออกสำรวจหาผลไม้นานาชนิด มาเสริมอาหารประเภทเนื้อให้แก่หมู่คณะของตน สังคมที่ใกล้ชิดกันมากขื้น ผูกพันให้มีการเลือกคู่กัน แทนการผสมปนเปกันตามวิธีทางของหมู่ลิงไม่มีหางและโฮมินิคตยุคแรก ฐานที่พักอาศัยใช้เป็นที่ปกป้องสมาชิกศัตรูที่มารุกราน สำหรับตัวเขาเอง ทุก ๆคนในหมู่คณะ และความผูกพันทางสังคมได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญทั้งในค่ายที่พัก และประการสำคัญที่เห็นได้ชัดเจนคือ การร่วมกันออกล่าสัตว์ เหล่านักล่าจะทำงานร่วมกันในการล่าสัตว์อย่างมีระบบ และพวกเขาจะต้องได้รับความสำเร็จมากกว่าที่จะต้องออกล่าเหยื่อโดยลำพัง

กำเนิดโฮโม เซเปียนส์
เริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบเดียวกันนี้ เมื่อประมาณ 15 ล้านปีมาแล้วตามแนวป่าในเขตศูนย์สูตรที่แผ่เหยียดยาวจากชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของทวีปแอฟริกาผ่านประเทศอาระเบีย และประเทศอินเดียจรดลงมาทางใต้ถึงแถบตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปเอเซียและเริ่มแห้งแล้งเมื่อปริมาณน้ำฝนลดน้อยลง  ป่าที่ขึ้นหนาทึบเริ่มเบาบางแล้วในที่สุดก็สูญหายไปหมดยกเว้นแต่บริเวณที่เปียกชุ่มที่สุดซึ่งอยู่ตามริมแม่น้ำและทะเลสาปปล่อยให้พื้นที่ส่วนใหญ่กลายเป็นทุ่งหญ้า และป่าเปิดอันกว้างใหญ่ไพศาลในระยะเริ่มแรกของการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศวิทยานี้เองทำให้มีวิวัฒนาการของ รามาพิธีคัส ซึ่งเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับไพรเมตชนิดอื่น ๆ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า โฮมินิต โบราณอาจจะคงมีขนเท่ากับบรรพบรุษเดิมแต่มีร่างกายเล็กกว่าและมีลักษณะค่อนข้างแตกต่างออกไปการอาศัยอยู่ในที่เปิดโล่งแจ้งและตามชายป่าทำให้ รามาพิธีคัส จำเป็นต้องผนวกเอาพืชผักและเมล็ดพืชบนพื้นดินเป็นอาหารรวมกับใบไม้และผลไม้จากป่าที่เคยกินอยู่เป็นปกติ  ในระยะเริ่มแรกรามาพิธีคัสใช้เวลาน้อยนิดในวันหนึ่ง ๆ เพื่อหาอาหารบนพื้นดิน  เวลาที่เหลือส่วนใหญ่ใช้ในการเล่น นอน และหาที่พักอาศัย  การตั้งท่ายืนซึ่งกระทำเป็นครั้งคราวไม่มั่นคงนักแม้ว่าจะสามารถทำอยู่ได้ง่ายในขณะที่วิ่งในระยะสั้น ๆนอกจากนั้นยังมีลักษณะและพฤติกรรมคล้ายลิงไม่มีหางปัจจุบันนักมานุษย์วิทยาเชื่อว่า รามาพิธีคัส มีเชื้อพันธุ์ของโฮโม เซเปียนส์  แห่งอนาคตอยู่ในตัว
นักมานุษย์วิทยาไม่แน่ใจว่า รามาพิธีคัส วิวัฒนาการไปสู่ ออสตราโลพิธีคัส ซึ่งน่าเชื่อว่าเป็นผู้สืบตะกูล  ช่องว่างของข้อมูลซากดึกดำบรรพ์ซึ่งห่างกันหลายล้านปีเป็นช่างเวลาของการคาดคะเนหลักฐานในปัจจุบันเพียงแต่แสดงว่า รามาพิธีคัส อาจมีชีวิตอยู่เมื่อ 8 ล้านปีมาแล้วในขณะที่หลักฐานของ ออสตราโลพิธีคัสเป็นที่รู้กันว่ามีอยู่เมื่อประมาณ 5 ล้านปีมาแล้ว นักชีววิทยาทางวิวัฒนาการคาดคะเนอย่างระมัดระวังว่าช่องว่าง 3 ล้านปี อาจถูกยึดครองโดยบรรพบรุษนิรนามของออสตราโลพิธีคัสถึงแม้ว่านักมานุษย์วิทยาจะยังไม่กระจ่างนักว่า เกิดอะไรขึ้นกับรามาพิธีคัส แต่พวกเขามั่นใจว่าออสตราโลพิธีคัส เป็นโฮมินิต ที่ได้รับความสำเร็จมากพวกหนึ่ง แม้จะพบซากหลงเหลือของเขาในทวีปแอฟริกาเท่านั้น แต่มีจำนวนมากมายจนจำแนกพวกออกจากกันได้ถึงสี่ชนิด และซากดึกดำบรรพ์ก็ยังปรากฎตัวในอัตราที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ประสบความยุ่งยาก ในการจำแนกพวกลงในแผนผังวิวัฒนาการของเขาเหล่านั้น ในครั้งแรก ออสตราโลพิธีคัสแอฟริกานัส ผู้ซึ่งมีกระดูกเล็กและบอบบาง ได้รับการพิจารณาว่าได้เป็นบรรพบุรุษสายตรงของโฮโมแฮปิลิส ซึ่งเป็นโฮมินิตชาวแอฟริกาตะวันออก และถือว่าเป็นมนุษย์พวกแรก นอกจากนี้ยังเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์พวกแรกที่ผลิตเครื่องมือ    ออสตราโลพิธีคัส อีกสองชนิดคือ โรบัสตัส และ  บอยซิโอ มีกระดูกที่ใหญ่กว่า มีน้ำหนักประมาณว่ามากเป็นสองเท่าของแอฟริกานัส เป็นที่เชื่อกันว่า ทั้งสองชนิดนี้มีวิวัฒนาการมาจากแอฟริกานัส แล้วจึงแตกแยกกันไปคนละสาย จนกระทั่งสูญพันธ์ไปในที่สุด