วิธีการทางสังคมสงเคราะห์ Social work method


การที่จะเกิดการเยี่ยมบ้านได้ควรจะประกอบด้วย 2 ส่วนคือ

  1. ผู้รับบริการ มีความเต็มใจให้เยี่ยมบ้าน

  2. นักสังคมสงเคราะห์ มีความเต็มใจในการเยี่ยม

การเยี่ยมบ้านมักจะเกิดจากความยินยอมของสองฝ่ายคือฝ่ายผู้เยี่ยมและฝ่าย ผู้ถูกเยี่ยมมีความยินยอมพร้อมใจกัน  เมื่อเลือกผู้รับบริการที่จะเยี่ยมแล้วแนวทางในการเยี่ยมแบ่งได้เป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่

หลังการเยี่ยมบ้านนักสังคมสงเคราห์ต้องเขียนรายงาน เพื่อบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการเยี่ยมบ้านครั้งนี้ไว้ รายงานเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการเยี่ยมบ้าน เพราะเป็นประโยชน์ในการติดตามความก้าวหน้าและวางแผนการแก้ปัญหา รวมทั้งวางแผนเยี่ยมบ้านในครั้งต่อไปเพราะฉะนั้น นักสังคมสงเคราะห์จึงต้องใช้ทักษะในการเขียนรายงาน

ทักษะในการเขียนรายงาน

นักสังคมสงเคราะห์ต้องใช้ทักษะในการแยกแยะข้อมูลที่ได้มา คือนำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ การสังเกต การจดบันทึก มาวิเคราะห์และประมวลข้อมูล อย่างจิตใจเป็นกลาง รวมทั้ง แยกข้อมูลที่ได้ ออกเป็น

1. ข้อเท็จจริง คือข้อเท็จจริงที่ตัวนักสังคมสงเคราะห์ได้รับรู้ผ่านทางประสาทสัมผัส  ตา หู จมูก ปาก ผิวหนัง  เช่น ตาเห็นห้องที่มีผนังสีครีม มีรอยแตกตามฝาผนัง หรือได้กลิ่นปัสสาวะเมื่อยืนอยู่หน้าประตูห้องน้ำที่เปิดอยู่

2. ความคิดเห็น คือ ความคิดเห็นของนักสังคมสงเคราะห์ โดยไม่ใช้ทัศนะคติส่วนตัว หรืออคติมาตัดสินผู้รับบริการ เช่น  ความคิดเห็นที่ว่า ห้องน่าจะสร้างมานานแล้วเพราะมีรอยแตกตามฝาผนัง

และนักสังคมสงเคราะห์ที่ดีควรเรียบเรียงรายงานให้อ่านง่าย ไม่ สับสน วกวน เพื่อให้คนที่อ่านรายงานของนักสังคมสงเคราะห์เข้าใจ รวมทั้งเขียนรานงานให้ถูกต้องตาม รูปแบบการเขียนรายงาน

จากการทบทวนประสบการณ์การเยี่ยมบ้าน ดิฉันได้ประเมินว่าตนเองยังต้องการพัฒนาในด้านต่อไปนี้

ด้านการยอมรับผู้รับบริการ

เพราะ ตนเองรู้สึกว่ายังไม่ค่อยยอมรับตามสภาพความเป็นจริง  บางครั้งนำทัศนคติ  พฤติกรรม ของตนเองมาตัดสินผู้รับบริการว่าถูกหรือผิด ตนเองจึงอยากพัฒนา ด้านการยอมรับผู้รับบริการ เพื่อให้ตนเองเคารพในความเป็นบุคคลที่มีคุณค่าและศักดิ์ศรีในตนเอง  เพราะทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน    เพื่อให้ บรรยากาศในการทำงานระหว่างตนเอง และผู้ใช้บริการดีขึ้น  มีผลให้ผู้ใช้บริการมีความรู้สึกที่ดี  อบอุ่น  ไว้วางใจ  และพร้อมที่จะกล้าเล่ารายละเอียดต่างๆออกมา  เพื่อระบายความในใจ  พร้อมทั้งยินดีให้ความร่วมมือในการวางแผนและดำเเนินการแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพราะที่ผ่านมารู้สึกว่าผู้รับบริการยังไม่เปิดใจกับตนเองเท่าที่ควร  และถ้าตนเองฝึกการยอมรับและเข้าใจในผู้ใช้บริการ  โดยไม่มีอคติ มีผลให้ผู้ใช้บริการรู้สึกว่าตนมีค่า  มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน  มีความวางใจ  และไม่กังวล  จึงกล้าที่จะเล่าถึงปัญหาและรับฟังคำปรึกษา  แนะนำจากตนเอง

ด้านการตระหนักว่าตนเองเป็นนักสังคมสงเคราะห์

เพราะบางครั้งตนเองนำเอาอารมณ์ของผู้รับบริการมาเป็นอารมณ์ของตน  ไม่มีสมาธิรับฟังปัญหาและชี้แนะให้ผู้รับบริการ  เช่น  ผู้รับบริการมีปัญหามาก  มีความรู้สึก  เศร้า  และร้องไห้เมื่อระบายความทุกข์ให้ฟัง  และตนเองเกิดมีอารมณ์ร่วมตามผู้รับบริการ  จึงอยากฝึกพัฒนาการตระหนักในตนเอง เพื่อให้ตนเอง มีสติ  รู้บทบาทหน้าที่ของตนว่าต้องการทำอะไร  เพื่อควบคุมอารมณ์  ความรู้สึก  ทัศนคติของตนให้เป็นกลาง  และเข้าใจในอารมณ์และท่าทีที่แสดงออกของผู้รับบริการ และสามารถปฏิบัติตนเป็นนักสังคมสงเคราะห์ที่ สามารถให้บริการแก่ผู้รับบริการได้อย่างมีศักยภาพ

ทักษะในการฟัง

เพราะบางครั้งเวลาฟังผู้รับบริการแล้วไม่มีสมาธิ ไม่สามารถจับใจความสิ่งที่ผู้รับบริการต้องการจะสื่อออกมา หรือบางครั้ง ไม่มีสมาธิเพราะกังวลว่าจะจดบันทึกไม่ทัน

ใช้ทักษะที่นำมาใช้ในขณะเยี่ยมบ้านมี ดังนี้

1. ทักษะการสังเกต

ใช้ทักษะในการสังเกต สังเกตสภาพที่อยู่อาศัยของผู้รับบริการ ที่ได้เข้าไปเยี่ยม สังเกตุสภาพห้อง ลักษณะของห้องที่ผู้รับบริการอนุญาตให้เข้าไปได้ ทั้งนี้การสังเกตุควรจะสังเกตุในลักษณะข้อเท็จจริง มากกว่าความคิดเห็นส่วนตัว สังเกตในลักษณะข้อเท็จจริง เช่น ลักษณะห้องกว้างยาวประมาณ 4X6 เมตร พื้นห้องสีเขียว มีฝุ่นเกาะ สังเกตในลักษณะความคิดเห็น เช่น สภาพห้องดูเก่า ไม่น่าอยู่ พื้นห้องสรกปรก

นอกจากนี้ ทักษะการสังเกตเป็นทักษะที่ใช้เพื่อ วิเคราะห์การให้ข้อมูล เนื่องจากเป็นการประเมินตัวผู้รับบริการด้วยว่าเป็นอย่างไร  ข้อมูลที่ให้เชื่อถือได้หรือไม่  โดยสังเกตจาการพูด  ท่าทาง  สายตา  ถ้าไม่กล้าสู้สายตา  ตอบแบบขอไปที เช่น “ไม่รู้ ……อืม  คง 2 เดือนมั้ง” ก็แสดงให้เห็นว่าข้อมูลยังขาดน้ำหนัก  ยังไม่สามารถเชื่อถือได้  โดยจากการสังเกตนี้ควรมีการบันทึกถึงสิ่งที่เราสังเกตได้จากการเยี่ยมบ้าน ด้วย  เพื่อเป็นประโยชน์ในการประเมินผลต่อไป

2. ทักษะการสัมภาษณ์

ทักษะการสัมภาษณ์เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากที่นักสังคมสงเคราะห์ทุกคนควร มี  ซึ่งต้องเริ่มต้นโดยใช้ทักษะการนำ  กล่าวคือ  เราต้องทำให้ผู้รับบริการเกิดความไว้วางใจ  โดยเราต้องแสดงความเป็นมิตรไมตรี  แสดงความจริงใจในการเข้าไปทักทาย  ยิ้มแย้ม ใช้ท่าทางประกอบการสัมภาษณ์เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ มีการแนะนำตนเองชื่ออะไร เป็นใคร มาจากหน่วยงานอะไร  และนำข้อมูลนี้ไปเพื่ออะไร  เพื่อทำให้ผู้รับบริการรู้สึกไว้วางใจ   สบายใจและยินดีที่จะให้ข้อมูลกับเราโดยการตั้งคำถามไม่เป็นการที่ไปตอกย้ำ เขาเกินไป  เช่น  “ทำไม…”  ควรใช้ว่า “เพราะอะไร…” เพื่อให้ผู้รับบริการไม่เกิดความเครียดจนเกินไป    และควรกระตุ้นให้การสนทนาดำเนินไปได้เรื่อย ๆ ไม่ให้เกิดภาวะตึงเครียด  หรือความเงียบที่ทำให้บทสนทนาขาดตอน  แต่ในการสัมภาษณ์ไม่ควรมุ่งแต่จะเอาข้อมูลเท่านั้นควรมีการถามถึงเรื่องทั่ว  ไปเพื่อทำให้เกิดความคุ้นเคยต่อกันก่อนโดยในที่นี้จำเป็นต้องใช้ทักษะ ประกอบการสัมภาษณ์เช่น

  • ทักษะการพูด กล่าวคือ  ควรใช้คำพูดที่แสดงความเป็นกันเอง  พูดในเรื่องที่น่าสนใจก่อนมุ่งสู่ประเด็นคำถาม  ใช้คำพูดที่เข้าใจง่าย  และควรใช้คำพูดที่ไพเราะน่าฟังใช้น้ำเสียงที่อ่อนนุ่ม   มีการซักถามซ้ำกรณีที่เกิดความสงสัยอันจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดการเก็บ ข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ มีการสรุปข้อมูลที่ได้ฟังเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันและเป็นการย้ำว่า ข้อมูลที่ได้ถูกต้องแล้ว

  • ทักษะการฟัง ทักษะการฟังเป็นศิลปะสำคัญอย่างหนึ่งของนักสังคมสงเคราะห์เนื่องจากต้องมี ความอดทนและต้องใช้สมาธิอย่างมาก  จึงจะเข้าใจข้อมูลที่ได้รับ  รวมทั้งต้องเข้าใจพฤติกรรมการแสดงออกของผู้รับบริการด้วย  ซึ่งทักษะการฟังต้องประกอบไปด้วย  การใส่ใจ  โดยการสบตา  ใช้ท่านั่งที่มีการโน้มตัวไปข้างหน้าพอสมควร  ทำตัวสบาย ๆ ฟังอย่างตั้งใจ  ใส่ใจกับท่าทางของผู้รับบริการ  มีการโต้ตอบบ้าง  สนใจในความรู้สึกของเขาและไม่นำความรู้สึกส่วนตัวมาเกี่ยวข้องกับการสนทนา  ไม่โต้เถียงและไม่ด่วนตัดสินเองฝ่ายเดียว

3. ทักษะการสร้างสัมพันธภาพและการสื่อสาร

นักสังคมสงเคราะห์ ต้องมีความสามารถในการใช้คำพูด  และภาษาท่าทางเพื่อสื่อสารความรู้สึกนึกคิดของตนเองและความสามารถในการรับ รู้ความรู้สึกนึกคิดของผู้รับบริการ  ไม่ว่าจะเป็นการแสดง ความต้องการความชื่นชม  หรือ การปฏิเสธ

อีกทั้งนักสังคมสงเคราะห์ยังต้องสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้รับบริการโดย ถ้าบ้านที่ไปเยี่ยมเป็นบ้านของผู้รับบริการที่คุ้นเคยแล้วนักสังคมสงเคราห์ ควรถามถึงสารทุกข์สุขดิบ ความเป็นไปของผู้รับบริการและครอบครัว เช่น เมื่อเรารู้ว่าเดือนที่แล้วแม่ของผู้รับบริการ พอวันนี้เราได้มาเจอผู้รับบริการ ก็ควรถามว่าแม่หายป่วยหรือยัง เป็นอะไรมากหรือไม่ และต้องการให้ช่วยอะไรหรือไม่ เพื่อให้ผู้รับบริการรู้ว่าตัวนักสังคมสงเคราะห์มีความจริงใจและเป็นห่วง ผู้รับบริการ เป็นการทำให้การเยี่ยมบ้านเป็นไปอย่างสะดวกและผู้รับบริการจะเปิดใจกับนัก สังคมสงเคราะห์มากขึ้น

ในกรณีที่นักสังคมสงเคราะห์ไปเยี่ยมบ้านที่ไม่คุ้นเคย ควรจะแต่งกายสุภาพ เรียบร้อย เพื่อความปลอดภัยของนักสังคมสงเคราะห์เอง และเพื่อให้เกียรติ์ผู้รับบริการ เมื่อเจอผู้รับบริการแล้วควรยิ้มแย้มแจ่มใส แนะนำตัวเองว่าเป็นใคร มาจากองค์กรไหน และแสดงท่าทีที่เป็นมิตร มองผู้รับบริการด้วยสายตาที่จริงใจ ไม่ทำท่าทางวอกแวก เริ่มต้นคุยกับผู้รับบริการด้วยเรื่องที่ไม่เป็นส่วนตัวมากนัก เพราะยังไม่ได้คุ้นเคย และพอสร้างความคุ้นเคยได้แล้วค่อยนำไปสู่การสนทนาเรื่องที่ค่อนค้างเป็นส่วน ตัว

4. ทักษะการจดบันทึก

นักสังคมสงเคราะห์จำเป็นต้องจดบันทึก ซึ่งจะนำมาใช้จัดทำรายงาน ในตอนเริ่มต้นสัมภาษณ์ นักสังคมสงเคราะห์ควรอธิบายให้ผู้รับบริการทราบว่าจำเป็นต้องจดบันทึกไปด้วย

แม้ว่าการจดบันทึกจะมีความจำเป็น แต่ก็อาจจะส่งผลลบต่อการสื่อสาร เพราะการจดบันทึกมากเกินไปทำให้นักสังคมสงเคราะห์ขาดความสนใจในการสังเกตและ การรับฟัง ผู้รับบริการอาจจะรู้สึกว่าถูกทอดทิ้งเนื่องจากนักสังคมสงเคราะห์ไม่ได้ ใส่ใจอย่างเต็มที่ในขณะที่จดบันทึก  ในทางตรงข้าม ถ้าท่านจดบันทึกน้อยเกินไป ผู้รับบริการอาจจะรู้สึกว่านักสังคมสงเคราะห์ให้ความสำคัญกับคำตอบบางอย่าง มากกว่าคำตอบอื่นๆ บางครั้งผู้รับบริการมักจะคาดหวังว่านักสังคมสงเคราะห์จะจดบันทึก และจะรู้สึกสับสนหากเราไม่ทำ

บางครั้งบันทึกที่ได้จดไว้อาจจะถูกใช้โดยนักสังคมสงเคราะห์คนอื่น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเขียนให้อ่านออกได้ง่าย และไม่ใช้คำย่อมากเกินไป ซึ่งจะทำให้นักสังคมสงเคราะห์คนอื่นคนอื่นไม่สามารถทำความเข้าใจได้

บางครั้งถ้านักสังคมสงเคราะห์เลือกใช้เครื่องบันทึกเสียงเป็นสิ่งที่ต้อง ระวังเพราะ จะทำให้ผู้ถูกสัมภาษณ์เกิดความรู้สึกไม่สะดวกใจที่จะพูด

ประกอบด้วย

1. มีวัตถุประสงค์ในการเยี่ยม

การเยี่ยมบ้านทุกครั้งควรจะมีวัตถุประสงค์ในการเยี่ยม  เป็นการวางแผนในการเยี่ยมเพื่อให้การเยี่ยมได้ประโยชน์มากที่สุด  ไม่ใช้เวลามากในการเยี่ยมแต่ละครั้ง  ตรงกับความต้องการทั้งของนักสังคมสงเคราะห์และผู้รับบริการ  และเป็นประโยชน์ต่อผู้รับบริการ

เช่น วัตถุประสงค์เพื่อการเก็บข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้รับบริการที่ต้องทำโดย การเยี่ยมบ้าน การศึกษาสภาพแวดล้อม ที่อยู่อาศัย รอบตัวของผู้รับบริการ หรือ ความสัมพันธ์ของผู้รับบริการกับคนในครอบครัว หรือระหว่างเพื่อนบ้าน

2. ศึกษาข้อมูลของผู้รับบริการและสมาชิกในครอบครัว (ถ้ามี)

- ปัญหาของผู้รับบริการ

ศึกษาว่าผู้รับบริการมีปัญหาอะไรบ้างทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคม  รวมถึงการช่วยเหลือที่ได้รับ  สำหรับผู้รับบริการที่ได้รับการรวบรวมข้อมูลและได้รับการเยี่ยมบ้านมาแล้วใน แต่ละครั้ง  กรณีที่เป็นผู้รับบริการที่ยังไม่เคยได้รับการเยี่ยมบ้าน  การเยี่ยมบ้านแต่ละครั้งจะช่วยรวบรวมข้อมูลไว้เพื่อเป็นแนวทางในการช่วย เหลือผู้รับบริการต่อไป

3. เตรียมอุปกรณ์ในการเยี่ยม

- แผนที่

ก่อนการเยี่ยมบ้านควรจะทราบทางที่จะไปบ้านที่จะไปเยี่ยมหรือมีแผ่นที่ เดินทางไปยังบ้าน หรือมีแผ่นที่การเดินทางภายในเขตที่จะเยี่ยมทำให้สะดวกและประหยัดเวลาในการ เยี่ยม ควรจะทราบหมายเลขโทรศัพท์ของบ้านที่จะเยี่ยม กรณีไม่มีอาจจะขอหมายเลขโทรศัพท์ของบ้านใกล้เคียงเพื่อใช้ในการติดต่อกับ ผู้รับบริการ

- โทรศัพท์หรือติดต่อนัดหมายเวลาเยี่ยม

โทรศัพท์นัดหมายเวลาเยี่ยมกับผู้รับบริการที่จะเยี่ยมก่อน  เพื่อไม่ต้องเสียเวลาในการไปเยี่ยมเมื่อไม่มีผู้รับบริการอยู่  หรือกรณีที่ผู้รับบริการไม่สะดวกที่จะให้เยี่ยมบางเวลา  และผู้รับบริการ ควรต้องมีเบอร์ติดต่อของนักสังคมสงเคราะห์ด้วยเพื่อใช้ในการติดต่อกลับ  กรณีที่ผู้รับบริการต้องการติดต่อกลับเพื่อปรึกษาหรือต้องการให้เยี่ยม

1.  ขาดความรู้ ความเข้าใจ  ในพื้นฐานการเปลี่ยนแปลงของวัยรุ่น ทั้งในเรื่อง การเปลี่ยนแปลงทางสภาพร่างกาย การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ซึ่งวัยนี้มีอารมณ์เปลี่ยนแปลงได้หลากหลายรูปแบบ ซึมเศร้า วิตกกังวล ก้าวร้าวรวมทั้งอารมณ์ทางเพศ ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของจิตใจเนื่องจากมีความคิดอ่านได้ลึกซึ้งมากขึ้น สังเกตตนเอง สิ่งแวดล้อม เพื่อน ๆ ทำให้วัยรุ่นต้องการค้นหาเอกลักษณ์ของตนเองในด้านต่าง ๆ รวมทั้งเกิดความต้องการเป็นอิสระติดกับกลุ่มเพื่อนมากขึ้น อาจดูเหมือนเรียกร้องเอาแต่ใจตนเอง ทั้งนี้เพราะวัยรุ่นยังไม่ค่อยรู้จักความพอดี ไม่รู้จักการประนีประนอม การผ่อนปรนบนพื้นฐานของขอบเขตที่เหมาะสม จะช่วยทำให้วัยรุ่นเรียนรู้ต่อไปได้ในแนวทางที่เหมาะสม เป็นต้น

2.  ขาดการเตรียมตัวล่วงหน้า  ในการพัฒนาทักษะที่พ่อแม่จำเป็นต้องใช้เมื่อลูกเข้าวัยรุ่น ทั้งนี้การเลี้ยงแบบที่พ่อแม่คอยให้ความช่วยเหลือมากไป ทำให้วัยรุ่นไม่ ช่วยตัวเองหรืออาจรำคาญพ่อแม่ หรือถ้าเลี้ยงแบบเข้มงวดก็เท่ากับกันวัยรุ่นให้ห่างออกไป ผู้ที่ฝึกฝนจึงจำเป็นต้องพัฒนารูปแบบ เทคนิคในการฝึกสอนให้เหมาะสมตามวัย ทั้งนี้วัยรุ่นจำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนและพัฒนาต่อตามวัยเพื่อเสริมพฤติกรรมที่จำเป็นเช่น การทำกิจกรรมกลุ่ม กีฬา งานอดิเรก การสร้างความสัมพันธ์กับเพศตรงข้าม ความรับผิดชอบ เป็นต้น

3.  ขาดเป้าหมาย  ในการเสริมพัฒนาการของวัยรุ่นในแนวกว้าง ๆ ซึ่งจะไปช่วยพัฒนาบุคลิกภาพ  พ่อแม่หลายคู่ที่ไม่เข้าใจ พยายามที่จะบีบบังคับเฉพาะในเรื่องการเรียนเท่านั้น  โดยไม่ให้ความสำคัญที่จะพัฒนาวัยรุ่นในด้านอื่น ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาบุคลิกภาพ   เป้าหมายของการฝึกฝนที่ส่งเสริมวัยรุ่นเพื่อให้เกิด พัฒนาการที่ดีในทุกด้าน  ซึ่งจะส่งเสริมให้เป็นบุคลิกภาพที่ดีต่อไป

เทคนิคของพ่อแม่ที่เหมาะสมกับวัยรุ่น

1.  รับฟังความคิดเห็น เหตุผล ให้มองโลกในแง่ดี และหาข้อดีในความคิดและเหตุผลของวัยรุ่น ทั้ง ๆ ที่อาจจะไม่ตรงกับความคิดเห็นและเหตุผลของพ่อแม่ก็ตาม

2.  ส่งเสริมความคิด การตัดสินใจ และพฤติกรรมที่ดีให้ชัดเจน

3.  หลีกเลี่ยงการบังคับตรง ๆ โดยเสนอแนะทางออกแบบประนีประนอมโดยที่วัยรุ่นมีส่วนร่วม

4.  เปิดโอกาสให้ทดลอง หัดทำ ฝึกฝนจนเกิดทักษะ ภายใต้ขอบเขตที่เหมาะสม และให้มีความรับผิดชอบต่อผลของการกระทำ

5.  ยอมรับในข้อบกพร่องและข้อผิดพลาด ให้โอกาสแก้ตัวใหม่ภายใต้ขอบเขตที่เหมาะสม

6.  เพิ่มคุณภาพการสื่อสาร 2 ทางในครอบครัว และเรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจในความคิด ค่านิยม ความชอบ และอิทธิพลของกระแสสังคมวัยรุ่น เพื่อจะส่งเสริมทำให้การสื่อสารกับวัยรุ่นง่ายขึ้น

เทคนิคของพ่อแม่ที่ไม่เหมาะสมกับวัยรุ่น

1.  จู้จี้ขี้บ่น จุกจิก จ้องจับผิด

2.  ไม่รับฟังเหตุผล หรือทำท่าฟังแต่ไม่ใส่ใจ ยึดความคิดเห็นของผู้ใหญ่เพราะเห็นว่าสำคัญกว่า มีประสบการณ์มากกว่า

3.  ใช้อำนาจ บังคับตรง ๆ

4.  ลงโทษรุนแรง หรือทำให้อับอาย เสียหน้า หรือประจานความผิด หรือความคิดเห็นที่อาจไม่ดีเท่าไรต่อหน้าคนอื่น ทำให้เกิดความรู้สึกอับอาย

5.  ลงโทษไม่รู้จักจบ ยังพูดถึงความผิดเดิม ๆ ซ้ำซาก หรือฝังใจในความผิดพลาดว่าจะทำผิดซ้ำอีก

การที่พ่อแม่เรียนรู้และสามารถปรับตัว ปรับเทคนิควิธีการที่ใช้ให้เหมาะสมกับวัยของวัยรุ่น เพิ่มคุณภาพการสื่อสาร รวมทั้งคาดหวังความรับผิดชอบจากวัยรุ่น ภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่น มีความรัก ให้โอกาสฝึกฝน ทั้งหมดที่กล่าวมาจะช่วยทำให้พ่อแม่พัฒนาวัยรุ่นให้อยู่ในทิศทางที่เหมาะสม และวัยรุ่นเองก็สามารถใช้พลังที่มีอยู่มากมาพัฒนาความสามารถของตนเองต่อไป และสามารถเกื้อกูลคนรอบ ข้างในทางที่สร้างสรรค์

เวลาที่รับรู้ปัญหาของวัยรุ่น หลายคนมีความหงุดหงิด ไม่พอใจ เบื่อ รู้สึกว่าทำไมไม่เลือกสิ่งที่ดีให้กับตนเอง ทำไมต้องสร้างปัญหา คนจำนวนหนึ่งอยากจัดการปัญหาด้วยความรุนแรง ในความเป็นจริงพฤติกรรมที่ปรากฏให้เห็นมีเหตุปัจจัยที่เชื่อมโยงกัน ถ้าจัดการเฉพาะที่ตัววัยรุ่น คงแก้ปัญหาได้เพียงบางส่วนทำไมเด็กบางคนเกิดปัญหาพฤติกรรม ทำไมเด็กบางคนมีความเสี่ยงเรื่องความรุนแรงและเรื่องเพศ ทำไมเด็กบางคนไม่มีปัญหาทั้งที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เสี่ยง แพทย์หญิงพรรณพิมล หล่อตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล อธิบายถึงปัญหานี้ว่า การเกิดปัญหาของวัยรุ่นมีปัจจัยเสี่ยงทั้งในตัวเด็กและในสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันมีปัจจัยปกป้องที่ช่วยให้เด็กมีพฤติกรรมที่เหมาะสม แม้จะแวดล้อมด้วยสภาพที่เสี่ยงก็ตาม

ในทางจิตวิทยา ถ้าจะแก้ไขปัญหาเด็ก ต้องลดปัจจัยเสี่ยงในตัวเด็กและสิ่งแวดล้อมลง และสร้างปัจจัยปกป้องเพิ่มขึ้นในด้านต่างๆ ดังนี้  เริ่มจากความเสี่ยงแรกคือความเสี่ยงในตัวเด็ก ซึ่งมีผลมาจากครอบครัว การไม่ได้รับการยอมรับจากคนในครอบครัว ถูกมองว่าเป็นแกะดำ ใช้ไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ได้เรื่อง จะทำให้เด็กมีความคิดต่อต้านสังคม ไม่ยอมรับกติกาการอยู่ร่วมกัน จากสภาวะดังกล่าวจะทำให้เด็กมีทัศนคติที่ดีต่อพฤติกรรมที่เป็นปัญหา มองพฤติกรรมเหล่านั้นในลักษณะโก้ เป็นที่ยอมรับในกลุ่ม ให้ความพอใจอย่างทันทีทันใด โดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา นอกจากนี้การที่เริ่มมีปัญหาตั้งแต่อายุยังน้อย ในเด็กที่อยู่ในสภาพปัญหาตั้งแต่กระบวนการคิดพิจารณาด้วยตัวเด็กเองยังไม่สามารถคิด ตัดสินใจได้ ทำให้ถูกหล่อหลอมความคิดความเชื่อที่ไม่เหมาะสม
ความเสี่ยงต่อมาได้แก่ ความเสี่ยงจากครอบครัว ครอบครัวบางครอบครัวยอมตามลูก ไม่รู้วิธีที่จะจูงใจเด็กให้ทำตามคำสั่งของพ่อแม่ บางครอบครัวทิ้งลูกไม่เคยรู้ว่าลูกมีปัญหาอย่างไร บางครอบครัวใช้วิธีบังคับรุนแรงแต่ไม่เคยแก้ปัญหาเด็กได้จริง ครอบครัวมีความขัดแย้ง มีปัญหาในครอบครัว เด็กไม่อยากกลับบ้าน ออกไปใช้ชีวิตนอกบ้าน ในที่สุดมีกลุ่มของตนเองซึ่งเด็กรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มมากกว่าของครอบครัว บางครอบครัวส่งเสริมพฤติกรรมที่เป็นปัญหา มีทัศนคติยอมรับพฤติกรรมของเด็ก และมองปัญหาว่ามาจากคนอื่น เช่น โทษว่าเพื่อนลูกเป็นต้นเหตุ ปกป้องเด็กในทางที่ผิด ไม่ฝึกเด็กให้รับผิดชอบการกระทำของตนเอง พ่อแม่แก้ไขปัญหาพฤติกรรมลูกด้วยวิธีที่ผิด นอกจากนี้การที่มีพ่อแม่มีปัญหาพฤติกรรมไม่น้อยไปกว่าลูก เรียกว่าเป็นพ่อปูกับลูกปูเดินตามกันมา จะทำให้เด็กซึมซับความเห็นแก่ตัว ไม่สนใจเรื่องศีลธรรมมาจากตัวพ่อแม่ ความเสี่ยงในชุมชนและสังคมเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ การเข้าถึงอบายมุข เหล้า ยา อาวุธ เรียกว่าแวดล้อมด้วยสิ่งจูงใจให้มีความเสี่ยง ทัศนคติของชุมชนเองยอมรับอบายมุข ยอมให้มีสิ่งมอมเมา ผู้ใหญ่ทำผิดให้เด็กเห็น ค่านิยมของสังคมที่ยอมรับพฤติกรรมเสี่ยง ผู้ใหญ่มีพฤติกรรมเสี่ยงเหมือนเด็ก ผู้ใหญ่บางคนเป็นต้นแบบทางสังคมแต่มีวิถีชีวิตที่ไม่เหมาะสม ขาดมาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสมเพื่อแก้ไขปัญหาที่มีความเสี่ยง ขาดนโยบายที่ชัดเจนต่อเนื่อง ปัญหาไม่สามารถแก้ได้ในพริบตา ต้องวางแนวคิดการพัฒนาที่หวังผลในระยะเป็นสิบปี ซึ่งต้องการการตัดสินใจทางนโยบายที่จะสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้เด็ก

สำหรับหนทางในการแก้ปัญหา ต้องหาทางป้องกันหรือลดความเสี่ยงลง และสร้างภูมิต้านทานให้กับลูก ดังนี้* สร้างเป้าหมายในชีวิต ในวัยรุ่นการมีเป้าหมายในชีวิตเป็นเรื่องสำคัญ การค้นพบสิ่งที่ตนเองต้องการ และมีความหวังในอนาคต ทำให้เด็กเชื่อมั่น และต้องการเดินทางไปให้ถึง ความมุ่งมั่นในเป้าหมายจะทำให้เด็กตั้งใจ ยึดมั่นในความสำเร็จมากกว่าใช้เวลากับสิ่งที่ยั่วยุ ปัญหาใหญ่ของวัยรุ่นไทยส่วนหนึ่งไม่เคยสนใจอนาคตตัวเอง เพราะมีคนคิดแทน จัดการกำหนดให้ว่าควรจะทำอย่างไร โดยตัวเด็กไม่เคยรู้สึกว่าเป็นความต้องการของตนเอง ในขณะที่เด็กอีกกลุ่มขาดโอกาสทางสังคม แม้จะตั้งความหวัง แต่ชีวิตไม่เคยมีโอกาสจะไปถึง เด็กกลุ่มนี้ทิ้งอนาคตตัวเอง เอาชีวิตรอดไปวันๆ * สร้างบุคลิกภาพที่มั่นคง เป็นผลมาจากการเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เด็กมีความเชื่อมั่นในคนรอบข้างโดยเฉพาะคนที่เป็นพ่อและแม่ เชื่อมั่นว่าพ่อแม่สามารถให้คำแนะนำอย่างเข้าใจ พูดคุยปัญหากับพ่อแม่ได้ มั่นใจในตนเอง มีความภาคภูมิใจ จะสัมพันธ์กับความมั่นใจว่าตนเองสามารถมีชีวิตที่ดีแม้จะแวดล้อมด้วยสิ่งที่เป็นอบายมุข เด็กกลุ่มนี้จะมีสัมพันธภาพที่ดีกับคนรอบข้าง ทำให้มีกลุ่มเพื่อน คนที่เด็กสามารถไว้วางใจได้* มีความเชื่อในสิ่งที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่ได้รับการปลูกฝัง อบรมสั่งสอนตั้งแต่วัยเด็ก สามารถแยกแยะสิ่งที่ถูกต้องได้ และมีความเชื่อมั่น แม้จะเห็นคนอื่นทำสิ่งที่ผิด แต่ยังยืนหยัดที่จะทำสิ่งที่ถูกต้องต่อไป ช่วงวัยรุ่นเป็นช่วงที่เด็กแสวงหาความหมายของชีวิต การมีประสบการณ์ที่สอนเรื่องชีวิตทำให้เด็กเข้าใจสถานการณ์ในชีวิตดีขึ้น พื้นที่ดีๆ ที่สอนการเรียนรู้สำหรับเด็กจึงเป็นสิ่งจำเป็น
ในส่วนของครอบครัวย่อมมีความสำคัญในการแก้ปัญหา เริ่มจากสัมพันธภาพในครอบครัว จะเป็นตัวบ่งบอกอุณหภูมิในบ้านว่าสมาชิกอยากกลับมาที่บ้านและเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว สายสัมพันธ์ที่มีต่อกันทำให้เด็กคำนึงว่าสิ่งที่ตนกระทำจะเกิดผลอย่างไรกับครอบครัว และด้วยความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน ทำให้อบรมสั่งสอนลูกด้วยความรักได้ สัมพันธภาพที่ดีเกิดจากความสามารถในการสื่อสารความรักต่อกัน เมื่อเด็กเริ่มโตเริ่มมีความต้องการเป็นของตนเองมักเกิดความขัดแย้งกับผู้ใหญ่ การสื่อสารด้วยเหตุผลเป็นการอธิบายความต้องการของพ่อแม่และรับฟังความต้องการของลูก ดังนั้นการฝึกทักษะสำหรับพ่อแม่ที่มีลูกโตเป็นวัยรุ่นเป็นเรื่องจำเป็น จะพูดอธิบายความต้องการของตนเองอย่างไร จะแสดงความรักกับลูกอย่างไร ทำอย่างไรลูกจะเข้าใจความคาดหวังของพ่อแม่ในทางที่ดี ไม่ใช่การกดดัน ครอบครัวพร้อมสนับสนุนเด็กวัยรุ่นมีปัญหาได้ง่าย มีความอยากลองอยากเรียนรู้ บางครั้งมีความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ต้องการการจัดการแก้ไขปัญหาอย่างเข้าใจให้กลับมาใช้ชีวิตตามปกติ พ่อแม่ต้องมีทักษะในการแก้ปัญหาโดยใช้วิธีทางบวก อธิบาย อบรม ชี้แนะ ให้กำลังใจมากกว่าการใช้อารมณ์ ประชด ด่าว่า ไล่ออกจากบ้าน

หากเริ่มต้นแก้ปัญหาเล็กๆ ไม่ได้ เด็กจะขยับเข้าไปหากลุ่มที่นำไปสู่ปัญหาพฤติกรรมที่รุนแรงขึ้น ด้านสังคมและชุมชน ต้องร่วมกันสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีสำหรับเด็ก เข้าถึงเหล้าบุหรี่ยาเสพติดได้ยาก รวมทั้งอบายมุขทุกชนิด ชุมชนให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ของเด็ก จัดพื้นที่ทางสังคมให้กับเด็กเพิ่มมากขึ้นในขณะที่พยายามลดพื้นที่ที่ทำให้เด็กเข้าไปเกี่ยวข้องกับปัญหาลง และการวางนโยบายระยะยาวว่าจะลงทุนอย่างไรในการสร้างปัจจัยปกป้องทุกด้านให้กับเด็ก ปัญหาวัยรุ่นที่พ่อแม่กำลังเผชิญอยู่ เป็นช่วงเวลาหนึ่งของพัฒนาการของลูก อยากเห็นลูกเป็นอย่างไรในอนาคต ต้องใช้เวลาที่ดีต่อกันในการดูแลลูกในวันนี้

ความสนใจเรื่องเพศ การเปลี่ยนแปลงทางกายของระบบสืบพันธุ์ ทำให้เกิดความสนใจทางเพศ  ความประพฤติทางเพศของวัยรุ่นได้รับอิทธิพลจากครอบครัวที่วัยรุ่นนั้นเติบโตมา  ว่าครอบครัวเป็นแบบอย่างที่ดีและเหมาะสมเพียงไร  วัยรุ่นควรวจะมีความรู้สึกว่าตนเองมีความปกติ  มีความสามารถ  และมีอิสระเรื่องทางเพศ  และควรมีความรู้สึกว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องความสุขตามธรรมชาติ  รวมทั้งสามารถพูดคุยหาความรู้เกี่ยวธรรมชาติทางเพศเมื่อต้องการ  อีกทั้งมีความเข้าใจว่า เพศสัมพันธ์นั้น เป็นความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดพิเศษระหว่างมนุษย์ที่มีความรักต่อกัน  คือเป็นการแสดงออกของความรัก ระหว่างชายหญิงที่รักกัน และจะมีเพศสัมพันธ์ได้ต่อเมื่อ ทั้งสองคนมีความสามารถรับผิดชอบต่อเพศสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น  อีกทั้งเหมาะสมกับวัฒนธรรมประเพณีของสังคมหรือไม่  การมีทัศนคติต่อเพศสัมพันธ์แบบนี้จะช่วยป้องกันพฤติกรรมสำส่อนทางเพศได้  ถ้าคุณถูกเพื่อนชวนหรือคะยั้นคะยอให้ไปเที่ยวผู้หญิงและคุณอยากปฏิเสธ  คุณควรใช้วิธีการหลีกเลี่ยงด้วยการบอกเพื่อนว่าไม่ว่าง คุณอาจอ้างว่าคุณมีธุระที่ต้องทำต้องรับผิดชอบหรือให้เหตุผลเพื่อหลบเลี่ยงไปจากสถานการณ์นั้น และถ้าคุณมีความมั่นใจและกล้าพอ คุณก็บอกกับเพื่อนไปตรง ๆ ว่าคุณไม่อยากไปเที่ยวผู้หญิง เพราะคุณกลัวติดโรค โดยเฉพาะตอนนี้โรคเอดส์กำลังระบาดซึ่งคุณก็ไม่อยากเสี่ยง แล้วชวนเพื่อนไปทำกิจกรรมอื่นที่สร้างสรรค์แทน เช่น ชวนไปเล่นกีฬา ไปดูหนัง หรืออาจพูดตบท้ายว่า ถ้ารักกันชอบกันจริงก็อย่าฝืนใจคุณไปขึ้นครูเลยเพราะคุณไม่ชอบ วิธีการปฏิเสธเพื่อนอาจพูดแบบขัน ๆ หรือพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมั่นคง อย่าแสดงอาการลังเล ไม่แน่ใจ เพราะจะทำให้เพื่อนพยายามคะยั้นคะยอมากขึ้นและอาจทำให้คุณหลวมตัวยอมตามใจเพื่อนได้ง่าย ๆ สิ่งหนึ่งที่คุณควรทำใจไว้คือการปฏิเสธอาจทำให้เพื่อนพูดปรามาสคุณว่าขี้ขลาด หรือหน้าตัวเมีย ในกรณีที่เขาพยายามชักชวนคุณไปก่อเรื่องก่อราว ยกพวกตีกัน หรือชวนไปขึ้นครูดังกล่าว คุณต้องรู้เท่าทันว่านั่นเป็นปฏิกิริยาที่แสดงออกถึงความผิดหวัง หรือไม่ก็เป็นวิธีการที่เพื่อนต้องการจะยั่วให้คุณโกรธและกระตุ้นให้คุณทำตามที่เขาต้องการ ซึ่งคุณควรทำใจให้หนักแน่นเข้าไว้ ไม่โกรธตอบและไม่ถือสาคำพูดเหล่านั้น ถ้าเพื่อนเป็นคนที่มีเหตุผลพอ ไม่ลุแก่อารมณ์โทสะ คุณอาจจะพูดให้เขาได้คิดถึงผลเสียที่จะตามมา และบอกให้เขารับรู้ว่าคุณรักและหวังดีต่อเพื่อนจริง ๆ  ไม่อยากให้เพื่อนประสบกับปัญหาที่จะตามมาในภายหลัง คุณทราบไหมคะว่า การกล้าปฏิเสธและสามารถรับมือกับคำพูดยั่วยุของคนอื่นได้นั้น เป็นเครื่องแสดงถึงความเป็นคนที่มีสติรู้คิด มีวุฒิภาวะ มีความมั่นใจในตัวเอง และมีความเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ถ้าคุณทำได้ก็จงภาคภูมิใจในตัวเองเถอะค่ะ

วัยรุ่น (Adolescent) หมายถึง ช่วงวัยที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในระยะการเปลี่ยนแปลงจากวัยเด็กสู่วัยผู้ใหญ่ ซึ่งประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม รวมทั้ง มีการพัฒนาทางเพศที่สมบูรณ์ (full sexual maturation)
แม้การเข้าสู่ความเป็นวัยรุ่นจะแตกต่างกันในแต่ละเพศในแต่ละบุคคล และในแต่ละยุคสมัย กล่าวคือ เด็กหญิงจะเข้าสู่วัยรุ่นเร็วกว่าเด็กผู้ชาย โดยเฉลี่ยประมาณ 2 ปี และในแต่ละประมาณ 10 ปี ที่ผ่านไป เด็กจะเข้าสู่ความเป็นวัยรุ่นเร็วขึ้นประมาณ 6 เดือน อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกได้ให้ คำนิยามด้านอายุของวัยรุ่น ว่าครอบคลุมถึงบุคคลในช่วงอายุ 10-19 ปี
ในช่วงระยะการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย (puberty) ของวัยรุ่นนั้น จะมีพัฒนาการทางเพศที่สำคัญ คือ
1. การเปลี่ยนแปลงลักษณะทางเพศปฐมภูมิ (primary sex characteristics) คือ การพัฒนาของระบบสืบพันธุ์ให้สามารถสร้างเซลสืบพันธุ์ได้ ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงของอัณฑะ (testis) และองคชาติ (penis) ในเด็กชาย และการเปลี่ยนแปลงของรังไข่ (ovary) มดลูก (uterus) และช่องคลอด (vagina) ในเด็กชาย
2. การเปลี่ยนแปลงลักษณะทางเพศทุติยภูมิ (secondary sex characteristics) ซึ่งเป็นลักษณะ ทางเพศประกอบอื่น ๆ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของเต้านม รูปร่าง ขนตามรักแร้ หัวเหน่า และการเปลี่ยนแปลงของเสียงในเพศชาย

การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของร่างกายมีผลกระทบอย่างยิ่งต่อวัยรุ่น และสามารถนำไปสู่ความหมกมุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยที่ความช้า/เร็วของการเข้าสู่วัยรุ่นเมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนฝูงร่วมวัยร่วมกับอิทธิพลของค่านิยมสังคม จะส่งผลต่อการรับรุ้และยอมรับตนเอง (self perception and self acceptance) รวมถึง การนำไปสู่รูปแบบพฤติกรรมทางเพศและพฤติกรรมทางสังคมอื่น ๆ ของวัยรุ่นได้

ด้วยเหตุนี้ กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขในการจัดให้มีการสอนสาระด้านเพศศึกษาต่าง ๆ ดังกล่าวเบื้องต้น แก่ช่วงวัยต่าง ๆ ของเด็กก่อนที่จะก้าวสู่ความเป็นวัยรุ่นที่สามารถมีพฤติกรรมทางเพศที่เหมาะสมได้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม บทบาทการสอนในโรงเรียนนั้น เป็นเพียงองค์ประกอบที่ช่วยเติมเต็ม และยังต้องอาศัยการเตรียมการและติดตามจากครอบครัว และทุกฝ่ายของสังคมอย่างใกล้ชิดด้วย

ตอนหนึ่งสมาชิกวุฒิสภา นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ กล่าวว่า ผู้ใหญ่สนใจเรื่องปัญหาสมรรถภาพทางเพศ ส่วนวัยรุ่น(17 ปี)ซึ่งร่วมอภิปรายและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเพศสัมพันธ์ในเยาวชนในการสัมมนาแห่งหนึ่งว่า เดี๋ยวนี้เยาวชนส่วนหนึ่งเห็นว่าเรื่องเพศสัมพันธ์ถือเป็นเรื่องธรรมดา ผู้เริ่มต้นชวนไปมีเพศสัมพันธ์กลับเป็นเยาวชนหญิงด้วยซ้ำ และเรื่องของเรื่องหนีไม่พ้นว่า สุราเป็นสื่อชักนำที่สำคัญของการมีเพศสัมพันธ์ นอกจากนี้ สว.ท่านดังกล่าวยังกล่าวถึงประสบการณ์การทำงานว่า ปัญหาเพศในวัยเรียนเกิดจากสาเหตุดังนี้
1. ปัญหาสื่อลามกอนาจาร โดยเฉพาะสื่อทางคอมพิวเตอร์ที่แพร่หลายมาก เยาวชนสามารถเรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับเพศได้มากกว่าเรื่องเพศศึกษาที่มีการสอนในสถานศึกษา แต่อาจไม่รู้ถึงโทษภัยที่แท้จริงของปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน เยาวชนบางคนผ่านการมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุเพียง 12 ปี
2. ปัญหาการเสพติดและการดื่มสุรา นำไปสู่การติดเชื้อโรคเอดส์ แม้ว่าเยาวชนจะมีความรู้เรื่องโรคเอดส์และการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อ แต่เมื่อมีการเสพยาเสพติดหรือเวลาที่เมาสุราเยาวชนจะขาดสติที่จะนึกถึงการป้องกันโรคเอดส์ การรณรงค์ในเรื่องถุงยางอนามัยที่ไม่มีประสิทธิภาพเพราะสาเหตุนี้
3. ปัญหาแฟชั่นการแต่งตัว ซึ่งปัจจุบันที่เน้นความเซ็กซี่ จึงก่อให้เกิดอารมณ์ทางเพศและทำให้เกิดปัญหาเรื่องเพศสัมพันธ์ตามมา
4. ปัญหาสถานบริการที่มีบรรยากาศส่งเสริมการมีเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะสถานบริการในเวลากลางคืน
5. ปัญหาเยาวชนห่างบ้าน เช่น นักเรียนนักศึกษาที่ไปอยู่หอพัก มักมีปัญหาเรื่องเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน เยาวชนนอกระบบการศึกษามีความกล้าในเรื่องเพศสัมพันธ์มากกว่า และเอาตัวรอดจากปัญหาได้ดีกว่า ด้านการเรียนรู้วิธีป้องกันการตั้งครรภ์ แต่ไม่มีข้อมูลในเรื่องการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อโรคเอดส์ ว่ามีความแตกต่างกันหรือไม่

1.สถานที่

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หอพักนักศึกษา (หอใน)

2.เยี่ยมหอพัก

นางสาวนุ่น (นามสมมุติ) นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

3.การเดินทาง

เดินทางจากห้อง SC3012 เวลา 13:50 น.อากาศร้อนอบอ้าว แดดแรง กำลังเดินทางไปยังหอพักของนุ่น โดยเดินออกจากห้อง SC3012 แล้วหันขวาเดินตรงไปตามทางเดิน จนเห็นบันไดกลางที่อยู่ตรงข้ามกับลิฟต์ เดินลงบันไดจนถึงชั้น 1 แล้วเดินตรงไปเรื่อยๆ ผ่านที่จอดรถจักรยาม เดินตรงเรื่อยจนถึงรูปปั้น อาจารย์ ป๋วย อึ้งภากรณ์ เดินไปจนถึงหน้าอาคารเรียนรวมสังคมศาสตร์ พอเห็นถนนใหญ่ แล้วข้ามถนน และเดินตรงไปเรื่อยๆ ด้านซ้ายจะผ่านลานพระยานาค ด้านขวาจะเป็นหอสมุด ป๋วย อึ้งภากรณ์ เดินตรงไปต่อด้านซ้ายผ่านหอพระ แล้วพอเห็นป้ายรถเมล์ ข้างๆป้ายรถเมล์จะเป็นป้อมยาม เลี้ยวซ้าย เข้าซอยระหว่างป้อมยามกับโรงอาหารกลาง เดินไปเรื่อยๆผ่านที่จอดรถจักรยาน และทางเข้าหอจะอยู่ด้านขวาของที่จอดรถจักรยาน แลกบัตรนักศึกษาเพื่อเข้าหอ และขึ้นตึกหอ 1 ขึ้นบันไดไปจนถึงชั้น 4 บรรยากาศภายในหออบอ้าว มีแสงแดดอ่อนๆลอดเข้ามาทางหน้าต่างตามทางเดินไม่ค่อนมีผู้คนพลุกพล่าน เลี้ยวซ้ายจะเจอห้อง XXX ของนางสาวนุ่น ประตูห้องสร้างแบบลึกเข้าไปในผนัง

4.ภายในห้อง

ภายในห้องโล่งกว้างยาวประมาณ 7 x 4 เมตร มีเฟอร์นิเจอร์ น้อยชิ้น พื้นห้องเป็นสีเขียว ผนังห้องสีครีม เพดานห้องสูงประมาณ 4 เมตร แต่บรรยากาศอบอ้าว ไม่มีลมเข้า เพราะหน้าบานเกล็ดหันหน้าเข้าในตัวหอ ไม่ได้อยู่ในทิศทางลมพัดผ่าน ลักษณะห้องคาดว่าเป็นห้องที่สร้างมาแล้วหลายปี เพราะผนังห้องมีสีซีด และมีรอยแตกร้าวตามขอบผนัง พื้นห้องมีฝุ่นเกาะ เดินแล้วไม่สบายเท้า พื้นที่ 1 ใน 4 ของห้องเป็นยกพื้น ยาวตั้งแต่ประตูไปจนถึงที่วางรองเท้า กว้างเท่าตัวห้อง และมีฉากสูงประมาณ 1 เมตรกั้นไว้ พื้นที่ส่วนที่เป็นยกพื้น ระหว่างที่วางรองเท้าเป็นบันได้ขั้นเล็กๆประมาณ 1 ขั้นเพื่อลงไปสู่ด้านล่าง

เมื่อยืนอยู่ตรงประตูห้องหันหน้าเข้าห้อง ด้านขวาจะเป็นตู้เสื้อผ้า เป็นตู้ไม้สีเข้ม สูงเกือบถึงเพดาน ยางตั้งแต่กำแพงไปจนถึงฉากกั้น ครึ่งหนึ่งของตู้เสื้อผ้า เป็นของนางสาวนุ่น อีกครึ่งหนึ่งเป็นของเพื่อนร่วมห้อง ถัดมาเป็นชั้นรองเท้า มีทั้งรองเท้าแตะ รองเท้าผ้าใบ และรองเท้าส้นสูง วางไว้อย่างเป็นระเบียบ โดยเรียงรองเท้าแตะไว้ล่างสุด ลักษณะรองเท้าที่อยู่ที่ชั้นรองเท้านั้นสะอาดเหมือนได้รับการดูแลอย่างดีต่างจากพื้นห้องที่เหมือนจะไม่ได้กวาดมาหลายสัปดาห์ ทางด้านขวาของผนังห้องเป็นโต๊ะอ่านหนังสือ 2 โต๊ะ และเก้าอี้ 2 ตัว หันหน้าเข้าผนังห้อง โต๊ะของนางสาวนุ่นอยู่ด้านขวา บนโต๊ะจัดอย่างเป็นระเบียบ มีหนังสือเรียนและนิตยสารอยู่ในกองเดียวกัน โต๊ะของนางสาวนุ่นปูด้วยกระดาษนิตยสาร และมีตะกร้าเครื่องสำอาง ที่เต็มไปด้วยครีมทาหน้าชนิดต่างๆ ครีมเช็ดเครื่องสำอาง ครีมทาตัว ครีมทากันแดด ซึ่งจากการประเมินแล้ว นางสาวนุ่น คงหมดเงินส่วนใหญ่ ไปกับการซื้อครีมต่างๆแน่นอน

พอเดินลงไปบันไดมาด้านซ้ายเป็นพื้นที่โล่งกว้าง มีไม้กวาด ที่โกยผงและถังขยะวางอยู่มุมหนึ่ง ส่วนอีกมุมเป็นที่วางลังกระดาษประมาณ 3-4 ลัง ภายในลังเป็นอุปกรณ์เครื่องเขียนหนังสือ หรือเอกสารประกอบการเรียนที่นางสาวนุ่นเก็บเอาไว้ รวมทั้งเป็นลังที่ใส่หนังสือการ์ตูนไม่เป็นระเบียบ ผิดกับ นิสัยนุ่นที่ชอบวางของเป็นระเบียบ แสดงว่านางสาวนุ่นยังคงอ่านหนังสือการ์ตูนอยู่เป็นประจำ

ทางด้านขวาของห้องเป็นเตียงนอนติดกัน 2 เตียง เตียงนางสาวนุ่นอยู่ทางด้านขวาติดกับฉากกั้น ยกพื้น ลักษณะเตียงทั้ง 2 ปูผ้าคลุมเตียงไว้ ผ้าคลุมเตียงของนางสาวนุ่นเป็นลายการ์ตูนหมีอยู่ในชุดนอน สีฟ้า ส่วนผ้าคลุมเตียงของเพื่อนร่วมห้องนางสาวนุ่นสีครีม ปลายเตียงทั้ง 2 มีชั้นวางของ 2 ชั้นซึ่งนางสาวนุ่นกับเพื่อนใช้วางกระเป๋าถือ 5-6 ใบ สุมๆกันไว้า

เกิดขึ้นในการทำงาน ทั้งตอนที่รู้ตัว และไม่รู้ตัว ตัวอย่างเช่น การให้รางวัล ในห้องเรียน ในการมาก่อนเรียน อาจารย์จะให้คะแนนเพิ่ม และคนที่มาสายจะถูกตัดคะแนน และเมื่อเกิดการให้รางวัลอย่างนี้เรื่อยๆ จะมีผลต่อความรู้สึก และนักศึกษาจะเกิดการปรับพฤติกรรม คือ การมาเร็วมากขึ้น หรือ การต่อต้าน คือ การไม่เข้าเรียนเลย
กระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ยั่งยืน
1. การให้คำปรึกษา
เทคนิคเกี่ยวกับการทำความเข้าใจว่าพฤติกรรมที่ให้ปรับเปลี่ยนนั้น ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ทำให้ผู้รับบริการเห็นความสำคัญของกระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
2. การให้คิดวางแผนด้วยตนเอง
เมื่อผู้รับบริการเห็นความสำคัญของกระบวนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว ให้ผู้รับบริการ คิดวางแผนการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยตนเองให้ยั่งยืน โดยนักสังคมสงเคราะห์มีหน้าที่ช่วยเหลือ

การที่จะเกิดการเยี่ยมบ้านได้ควรจะประกอบด้วย 2 ส่วนคือ
ผู้รับบริการ มีความเต็มใจให้เยี่ยมบ้าน
นักสังคมสงเคราะห์ มีความเต็มใจในการเยี่ยม
การเยี่ยมบ้านมักจะเกิดจากความยินยอมของสองฝ่ายคือฝ่ายผู้เยี่ยมและฝ่ายผู้ถูกเยี่ยมมีความยินยอมพร้อมใจ
หลังจากที่ข้าพเจ้าได้ทำการบ้าน การเยี่ยมบ้าน แล้ว ทำให้ข้าพเจ้ารู้ว่า ขั้นตอนการเยี่ยมบ้านเกิดขึ้นเป็นขั้นตอนแรกของกระบวนการทำงานสังคมสงเคราะห์ โดยการสัมภาษณ์ สังเกต ผู้รับบริการ เพื่อแสวงหาข้อมูลที่ต้องการ ทำไปใช้ในกระบวนการทำงานสังคมสงเคราะห์ขั้นต่อไป และในการเยี่ยมบ้าน ช้าพเจ้าต้องแยกข้อเท็จจริง กับ ความคิดเห็น เพราะว่าความคิดเห็นของคนเราแต่ละคนต่างกัน เช่น การที่เราบรรยายว่าห้องสกปรก การวัดความสกปรกของเรากับคนอื่น แตกต่างกัน ห้องที่สกปรกในความคิดเห็นของเรา อาจไม่สกปรกในความคิดเห็นของคนอื่น

เทคนิคการสร้างสัมพันธภาพ  มีความจำเป็นในทุกกระบวนการช่วยเหลือ ตั้งแต่การแสวงหาข้อเท็จจริง การประเมินสภาพปัญหา การวางแผนและการดำเนินงาน จนถึงการติดตามการประเมินผล และยังสามารถนำไปใช้กับทั้งผู้รับบริการ และผู้ทำงานที่เกี่ยวข้องด้วย ทักษะการสร้างสัมพันธภาพ เช่น การแสดงออกถึงความมีมิตรไมตรีกับอีกฝ่ายหนึ่ง ความเข้าใจความเดือดร้อนของผู้อื่น ความเสมอต้นเสมอปลายในการบริการอย่างดี ไม่โอ้อวดยกตนข่มท่าน รู้จักการสนทนาที่ทำให้ผู้รับบริการสบายใจ
เทคนิคการสร้างสัมพันธภาพแบ่งได้ตาม
1. ช่วงวัย คือวัย เด็กเล็ก และวัยรุ่น
การสร้างสัมพันธภาพกับเด็กเล็ก นั้น ต้องดูตามช่วงวัย และสังเกตว่าเด็กได้มีพัฒนาการตามช่วงวัยนั้นๆหรือไม่ เช่น การที่เด็กหนึ่งขวบ ยังน้ำลายไหลอยู่ ไม่รู้จักการกลืนน้ำลาย เด็กอาจเป็นปัญญาอ่อน และที่สำคัญสำหรับเด็กเล็กคือ นักสังคมสงเคราะห์ต้องไม่ดึงเด็กเล็กออกมาจากมือคนอุ้มเพราะว่าจะทำให้เด็กไม่ไว้ใจ
การสร้างสัมพันธภาพกับวัยรุ่น เนื่องจากเด็กวัยรุ่นเป็นวัยที่ชอบต่อต้านผู้ใหญ่ ชอบเป็นตัวของตัวเอง ตามเพื่อน นักสังคมสงเคราะห์ควร ใช้คำถามปลายเปิด ให้เด็กเล่าเรื่องเอง ใช้คำถามปลายเปิด คุยในสิ่งที่วัยรุ่นคนนั้นสนใจ เช่น งานอดิเรกต่างๆ
2. ระดับความรุนแรงของปัญหา
ปัญหาแบบก้าวร้าว ต้องใช้วิธีการให้ผู้รับบริการระบายออกมา เช่นการพูดระบายอารมณ์ การวาดรูป
ปัญหาแบบซึมเศร้า  ต้องสังเกตอาการของผู้รับบริการให้ดี เพราะผู้รับบริการประเภทนี้มีความเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตายได้ นักสังคมสงเคราะห์ต้องทำงานร่วมมือกับคนใกล้ชิด และญาติสนิทของผู้รับบริการ
ปัญหาแบบโรคประสาท ต้องรู้จักรับฟังผู้รับบริการอย่างมีสมาธิและรู้จักหยุดผู้รับบริการเมื่อผู้รับบริการเริ่มพูดออกนอกเรื่อง
ปัญหาแบบโรคจิต  ต้องศึกษาอาการของผู้รับบริการที่เป็นโรคนี้ จากคนใกล้ชิดของผู้รับบริการ รู้ข้อมูลพื้นฐานของผู้รับบริการ รู้ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ผู้รับบริการอยู่ในสภาพนี้
การวิเคราะห์สัมพันธภาพระหว่างบุคคล   มี3 ลักษณะคือ
1. การติดต่อสัมพันธ์ที่สอดคล้องกัน มีลักษณะที่เป็นผู้ใหญ่ เช่น เมื่อนักสังคมสงเคราะห์ถามผู้รับบริการว่าสะดวกจะมาติดต่ออีกวันไหน และผู้รับบริการตอบว่า วันพุธหน้า
2. การติดต่อสัมพันธ์ที่ขัอแย้งกัน จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายติดลบ
หลังจากที่ข้าพเจ้าได้ฝึก การเยี่ยมบ้าน และการสัมภาษณ์แล้ว ทำให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ว่า เทคนิคการสร้างสัมพันธภาพ เป็นเทคนิคหนึ่งที่สามารถนำไปใช้ใน การสัมภาษณ์ การเยี่ยมบ้าน เป็นเทคนิคที่เป็นพื้นฐานสำคัญในการทำงานกับผู้รับบริการ  เป็นเรื่องของการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ศรัทธา และความเชื่อมั่น ให้ผู้รับบริการ ทำให้ผู้รับบริการเกิดความไว้ใจเรา และให้ความร่วมมือในการทำงานกับเราโดยเต็มใจ ไม่ปิดบังข้อมูล  เทคนิคการสร้างสัมพันธภาพ นั้น เราต้องเริ่มจากการรู้พื้นฐานของผู้รับบริการก่อน ข้าพเจ้านั้นได้ฝึกการสร้างสัมพันธภาพกับวัยรุ่น จึงเรียนรู้ว่า วัยรุ่นนั้นเป็นวัยที่เป็นตัวของตัวเอง อ่อนไหวง่าย และมักจะชอบต่อต้านผู้ใหญ่ ในการสร้างสัมพันธภาพนั้นต้องให้วัยรุ่นเล่าปัญหาด้วยตัวเอง ใช้คำถามปลายเปิดให้มาก สร้างสัมพันธภาพที่ ความสนใจของเขา คือเมื่อรู้ว่าเขาชอบอะไรสนใจจะทำในสิ่งไหนก็ให้คุยกับเขาในเรื่องนั้น จะทำให้สามารถสร้างสัมพันธภาพกับวัยรุ่นได้มากขึ้น และวัยรุ่นจะเปิดใจรับเรามากขึ้น

ทักษะในการสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือสำคัญในการค้นหาข้อเท็จจริงจากผู้รับบริการเพื่อนำไปสู่การช่วยเหลือผู้รับบริการได้ตรงเหตุการณ์ และยังช่วยให้ผู้รับบริการได้มีความเข้าใจสถานการณ์ปัญหาของตนเอง มีพลังใจที่เข้มแข็งกล้าเผชิญปัญหาด้วยตัวเอง การสัมภาษณ์นั้นต้องทำอย่างมีหลักการ มีจุดมุ่งหมาย เพื่อให้ผู้รับบริการตอบคำถามให้ข้อมูลอย่างเต็มใจ และข้อมูลที่ได้นั้นมีประโยชน์ ตรงตามที่นักสังคมสงเคราะห์ต้องการ
การสัมภาษณ์มี 3 ชนิด  ดังนี้
1.  การสัมภาษณ์แบบพิธีการ
เป็นการสัมภาษณ์แบบการหาข้อมูล เช่นการสัมภาษณ์งาน
2.  การสัมภาษณ์เชิงการให้ข้อมูล การแนะนำ
นักสังคมสงเคราะห์ต้องบอกวัตถุประสงค์ของการสัมภาษณ์ แก่ผู้ถูกสัมภาษณ์
3.  การสัมภาษณ์ทั่วไป
นักสังคมสงเคราะห์ต้องมีข้อตกลงร่วมกับผู้รับบริการ ในเรื่องกฎระเบียบ กรอบเวลา เช่น การสัมภาษณ์ สัปดาห์ละครั้ง เป็นต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ความรุนแรงของปัญหา และความพึงพอใจของผู้รับบริการ ในการสัมภาษณ์ นักสังคมสงเคราะห์ต้องทำอารมณ์ให้เป็นกลาง ไม่ใช้ทัศนคติส่วนตนให้เข้ามาแทรกแซงการสัมภาษณ์ และการตัดสินผู้รับบริการ
การแต่งกาย ของนักสังคมสงเคราะห์ต้องสุภาพ เรียบร้อยเหมาะกับกาลเทศะ
ขั้นตอนของการสัมภาษณ์   มี 3 ขั้น ดังนี้
1. ขั้นเริ่มต้น วันแรกที่สัมภาษณ์
นักสังคมสงเคราะห์ควรแนะนำตนเอง แจ้งชื่อ วัตถุประสงค์ เพื่อทำให้ผู้รับบริการสบายใจ และพยายามลดความตึงเครียด  และให้ผู้รับบริการมีส่วนร่วมในการสัมภาษณ์ให้มากที่สุด
2.  ขั้นระหว่างการทำงาน
นักสังคมสงเคราะห์ให้ผู้รับบริการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของตน และบอกความต้องการของตนเอง นักสังคมสงเคราะห์ควร รับฟังความรู้สึกของผู้รับบริการและสังเกตท่าทาง รวมทั้งยอมรับในความต้องการของผู้รับบริการ
3.  ขั้นสิ้นสุดการให้บริการ
นักสังคมสงเคราะห์จะสรุปสิ่งที่ได้พูดคุย เพื่อทบทวนให้ผู้รับบริการเข้าใจสิ่งที่ได้ร่วมกันทำลงไป ในขั้นสิ้นสุดการให้บริการ
จากการได้ฝึกทักษะการสร้างสัมพันธภาพ ทำให้ข้าพเจ้ามีความรู้เรื่องการสัมภาษณ์มากขึ้น ในเรื่องต่อไปนี้   ต้องเริ่มต้นการสัมภาษณ์ด้วยบรรยากาศที่เป็นกันเองเพื่อให้ผู้รับบริการรู้สึกสบายใจ ผ่อนคลาย  และป้อนคำถาม ด้วยคำถามที่ไม่เป็นส่วนตัว เช่น ในงานการฝึกทักษะการสัมภาษณ์ ข้าพเจ้าเริ่มต้น ถามว่าน้องชื่อเล่นชื่ออะไร อยู่คณะไหน ปีไหน ชอบทำอะไรยามว่าง เพื่อให้น้องรู้สึกสบายใจที่จะตอบคำถามเพราะว่าข้าพเจ้ายังไม่รู้จักน้องนักศึกษาและไม่สนิทกันดีพอ รวมทั้งใช้ภาษาเรียบง่าย ใช้ถ่อยคำง่ายๆในการสนทนา เพราะจะได้สร้างบรรยากาศที่เป็นกันเอง และในขณะที่ข้าพเจ้าถามข้าพเจ้าจะสบตาน้องนักศึกษา ไม่มองไปที่อื่นหรือไม่ทำตาหลุกหลิก เพื่อให้น้องนักศึกษารู้สึกไว้ใจ และรู้สึกว่าข้าพเจ้าให้ความสนใจตนเอง เพื่อน้องนักศึกษาจะได้ให้ความร่วมมือในการตอบคำถามอย่างดี
ก่อนที่จะหมดเวลา สัมภาษณ์ ควรยุติสัมภาษณ์ด้วยการกล่าวว่าเวลาได้หมดลงแล้ว ให้ข้อคิดเห็นว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดี อะไรคือโอกาสพัฒนา และถามผู้รับบริการว่ามีข้อคิดเห็นหรือข้อมูลอะไรที่อยากจะบอกเล่าให้ทราบ จากนั้นกล่าวขอบคุณและสวัสดี

Next Page »