ชื่อหนังสือ    :     ผู้ดีน้ำครำ
ผู้แต่ง            :     รงค์ วงษ์สวรรค์
พิมพ์ครั้งที่    :     3    เดือนตุลาคม  2546
สำนักพิมพ์    :    อัมรินทร์  ,  กรุงเทพฯ  :  958  หน้า
เนื้อเรื่องย่อ    :
“ผู้ดีน้ำครำ”   คือหนึ่งในนวนิยายเพียงไม่กี่เรื่องที่สะท้อนภาพสังคมและการเมืองไทยได้ดีที่สุด   และได้การยอมรับว่าเป็นมาสเตอร์พีซอีกชิ้นหนึ่งของ    รงค์    วงษ์สวรรค์
“ผู้ดีน้ำครำ”  ดำเนินเรื่องโดย  บัลดล  สีสุบิน  หรือ   ดำ  เป็นบุตรชายคนเดียวของรัฐมนตรี  บรรลาย  สีสุบิน  และคุณหญิง  รูจี   สีสุบิน    ดำที่เบื่อหน่ายกับความร่ำรวยที่เป็นผู้ดีจอมปลอมในชีวิต  เงินที่เหยียบย่ำบนหลังคนจน  เกรียติยศสวมหน้ากาก  มันคือละครฉากหนึ่งที่ไม่มีวันจบสิ้นแม้แต่ยามหลับตานอน
ดำนำเรื่องราวชีวิตของเขามา เขียนเป็นนวนิยาย  เพื่อประจานความเสื่อมทรามของสังคมไฮโซ  ที่ผู้คนอยากจะสัมผัสกับมันสักครั้ง  นักการเมืองที่เป็นพี่น้องเพียงแต่ตอนหาเสียงและทิ้งปัญหาไว้กับประชาชนตาดำๆหลังจากที่ได้รับเลือกเป็นหนึ่งในสังคมชั้นสูง
เดิมรัฐมนตรีคนหนึ่งก็เคยเป็นคนของถนน  ที่ดิ้นรนเพื่อความก้าวหน้าของตนเองจากคนเดินถนนก็เป็นราชการเล็กๆ  ที่ทำงานด้วยอุดมการณ์ความอุตสาหะและสุจริต   และแล้วอุดมการณ์ก็กลายเป็นสิ่งที่เพ้อฝัน  การเข้าทางผู้ใหญ่  หรือประจบเจ้านายก็ป็นหนทางที่สบาย  ง่ายและปลอดภัย  ที่แถมด้วยความก้าวหน้าในหน้าที่การงานเป็นของขวัญ   คนหนุ่มสาวที่ตั้งมั่นในความยุติธรรมคนแล้วคนเล่า  ต้องได้ลิ้มรสกับความท้อแท้  สิ้นหวัง  ความแหลวแหลกในระบบราชการที่สัมผัสได้   ใครที่หมดสิ้นในอุมการณ์ที่ฝันไว้ก็ต้องลาออก  หาที่รักษาบาดแผลที่เจ็บลึกเจ็บยิ่งกว่าสิ่งใด  อนาคตของชาติที่ต้องฝากไว้กับคนรุ่นหลัง  ความหวังยังคงในซอกใจที่ถูกฝังลึกด้วยเขี้ยวของอสรพิษ ที่มองไม่เห็น   แต่ใครปรับตัวได้ก็ทำงานต่อ  อำนาจและความสุขสบาย  รวมทั้งการระบอบคอร์รัพชั่น   ในที่สุดบรรลาย  สีสุบิน  มองเห็นความไม่แน่นอน  พร้อมกับมองเห็นการประจบสอพลอ  แต่ทฤษฎีนี้ก็ยังมีความไม่แน่นอนมันพลิกแพลงได้เสมอในทุกยุค  เขาจึงผ่านตำแหน่งเพื่อนราชการผู้อื่นในท่าทีนอนน้อมแต่ซ้อนเร้นความเย่อหยิ่งอยางแนบเนียน  แต่ในบางครั้งก็มีการละอ่ยใจบ้างว่าตำแหน่งสูงที่ปีนปายไปบนเก้าอี้  มันไม่ยุติธรรมนักท่ามกลางความปราถนาของราชการคนอื่นๆที่ซึ่งหวังกรเลื่อนขั้นตามขั้นตอน  แต่เมื่อเคยชิน  ก็เคลิบเคลิ้มในอำนาจเรียกว่าเป็นวาสนา  ความสามารถที่ตนเองมี
รูจี  สีสุบิน  คุณหญิงของรัฐมนตรีบรรลาย  สีสุบิน  แม้ว่าหล่อนจะอยู่ในแว้ดวงไฮโซแต่ฝีปากของหล่อนก็เจ็บไม่แพ้แม่ค้าปากตลาดคนใหนเช่นกัน   รูจี  สีสุบินเป็นภรรยาที่มีสายตากว้างไกล  และความรู้สึกฉับไวบนถนนแห่งการดิ้นรน  หล่อนหวาดระแวงเหตุการณ์หรือความไม่แน่นอนในวงการ  หล่อนมองเห้นความอาภัพของข้าราชการผู้สื่อสัตย์ต่อวิชาชีพและอุดมการณ์  หล่อนตะหนักในความยากจนของผู้รักศักดิ์ศรีและเชื่อว่า  เงิน  คือทุกสิ่ง  ความคิดนี้อาจผิดในด้านจริยธรรม  แต่ถูกอย่างยิ่งในสภาพคนที่หลงใหลวัตถุ  หล่อนพาตนเองและสามีปีนขึ้นไปในระดับผู้บริหารในระดับสูง  ระดับประเทศ  และยัดเยียดความฝัน  ผลักดันในเขาลงมาดิ้นรนในสนามการเมืองที่โชกโชนด้วยประสบการณ์และเทคนิกแพรวพราว  ใครมือยาวสาวได้สาวเอา  กลเม็ดทุกชนิดถูกงัดออกมาใช้ด้วยคำว่าเพื่อพี่น้องประชาชน
ดำค้นหาความสำราญในชีวิตด้วยการมาคลุกคลีกับชาวบ้านแถบสลัมริมคลอง  เขาปกปิดฐานะที่แท้จริงโดยบอกว่าเขาเป็นนักเสี่ยงโชคเร่ร่อน  ในบางเวลาที่เขาเบื่อที่นี่เป็นสิ่งแปลกใหม่ที่เขาค้นพบ  ร้านเหล้าหรือร้านของชำชนิดที่มีตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยัน………ฯลฯ  ทุกอย่างที่ชาวสลัมต้องการและเป็นภัตคารราคาถูก  ข้าวแกงจานละ2สลึง  สภากาแฟ  สโมสรหมากรุก  บ่อนเสรี  สำนักงานหมอดูและแม่สื่อ  สำหรับชาวบ้านระแวกนั้น  แต่สำหรับดำมันเป็นสีสันประหลาดของชีวิต  ชีวิตที่ไม่รู้จักมัน  ชาวนาโดนเวนคืนที่ดินเกือบพันไร่ให้กับทบวงราชการบ้างแห่ง  เพื่อสร้างสนามกอล์ฟ  ทางจังหวัดกลัวว่าชาวบ้าบด้านในจะไม่มีทางออกจึงขอด้านขอบสนามเป็นถนน  แต่ก็เป็ฯถนนเพียงในนามเพราะจังหวัดไม่มีเงินรากยางมะตอยให้ได้  หญ้าเนินสนามกอล์ฟนั้นเขียวชอุ่มดอกไม้บานสวย   แต่ต้นกระถินริมทางกลับแห้งเป็นสีน้ำตาลเกือบทั้งต้น    ทบวงราชการล้อมรั้วด้วยลวดหนามกันคนเข้ามา   มันไม่ได้กั้นเพียงแต่คนแต่มันกั้นโลกสองโลกที่แตกต่างกัน  มันเป็นความว่างเปล่า  ช่องว่างที่เรียกว่าคนรวยกับคนจน
ดำมาที่ร้านนี้ด้วยความคุ้นเคยเหมือนมันเป็นส่วนหนึ่งของเขา  เปลว  ปลาสติคเจ้าของร้านเหล้าสลัมเปรียบเสมือนเพื่อนที่เขาไกล้ชิดมากคนหนึ่ง  เขานับถือในความเป็นรุ่นพี่  ผู้ที่สัมผัสกับสิ่งที่เขาด้วยประสบการณ์  มันเป็นประสบการณ์ชีวิตที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด  แม้เขาจะเพียงคนสลัมที่คนทั่วไปว่าเขาเป็นพวกต่ำต้อยด้อยค่า  แต่เขาก็มีความคิดความอ่าน  และห่วงถึงการเมืองไทยเพราะเขาก็เป็นคนหนึ่งที่ถูกเบียดขับออกจากสังคมทั้งๆที่เขาก็เป็นคนไทยคนหนึ่งเช่นกัน  และอีกคนขุนหวนวารี  ผู้ดีสลัม  ผู้ที่บอกว่าตนเป็นผู้ดีอย่างแท้จริง  ผู้ดีต้องคาบช้อนเงินช้อนทองออกมาต้องแต่เกิด  มิใช่การไตร่เต้าขึ้นไปได้  แม้ว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร  จน  รวย  ตกอับเพียงใดก็ไม่มีใครที่จะพรากความเป็นผู้ดีไปจากตัวเราได้นอกเสียจากเราจะทิ้งความเป็นผู้ดีเอง
ดำมองชีวิตที่ผิดแผกออกไปอาหารมื้อหนึ่งของเขาจานละหลายร้อยจนถึงจานละหลายพัน  เสื้อผ้าตัวละเป็นแสนๆ  รถคันเป็นล้านสิ่งเหล่านี้หาซื๊อได้ด้วยเงิน  แต่ความรัก  ความอบอุ่น  การพูดคุยแบบพ่อแม่ลูกนั้นไม่สามารถหาได้ในบ้านหลังนี้  บ่านที่ใหญ่โตแต่ไม่สมกับจำนวนคนที่อยู่อาศัย  ผับ  เทค  บาร์  …  เป็นสถานที่คายความเหงา  รัฐมนตรีและคุณหญิงเคยส่งดำไปเรียนเมืองนอกเพื่อไปดูความเจริญรุ่งเรืองและเป็นค่านิยมของกลุ่มชนชั้นไฮโซไฮไซทั้งหลาย  เป็สิ่งที่ขัดไม่ได้ดำจึงทิ้งตัวเองที่สถาบันแอร์ไลน์ตามข้างถนนย่านดาวน์ทาวน์ เวลาส่วนใหญ่ก็หมดไปกับโรงโบว์ลิ่งและโรงบิลเลียด  เปลี่ยนไปหลายสถาบันและหนีกลับมาเมืองไทยเมื่อรัฐมนตรีกำลังยุ่งกับการเมือง  เช่นเดียวกับคืนนี้ผับย่านสีลมเป็นสถานที่ลูกหลานคนมีเงินจะมาเที่ยวเล่น  บาร์เทนเดอร์อวดฝีมีการเทคคอกเทวสีสวยเรียกทิปก้อนงามตามความพอใจของคนสั่ง  คำหวานนอบน้อมที่ซ่อนด้วยความเหย่อหยิ่ง  เป็นหนทางที่ต้องต่อสู้ด้วยคำว่าเงิน  สาวสวยไฮโซหวังโปรยเสน่ห์จับชายกระเป๋าหนา  ดื่ม  ดิ้น  เต้นรำ  มีแต่ความหวานที่แฝงด้วยรสขมฝาดลิ้น
เมื่อพอใจกับบรรยากาศก็กลับทิ้งตัวผ่อนคลายที่บ่านหลังโต  รื่น  สาวใช้หรือเพื่อนเล่นในสมัยเด็กของดำเข้ามานำน้ำมาให้  รื่นตั้องตื่นก่อนคุณหญิง  และต้องรอคุณหญิงกลับมาจากงานเลี้ยง  ต้องเดาใจให้ทัน  ทำงานไม่ให้ขาดตกบกพร่อง  แต่เงินเดือนเพียง  200 สองร้อยต่อเดือนถูกยิ่งกว่าครีมล้างหน้าของคุณหญิง แต่รื่นก็ยังทำงานโดยไม่บ่นอะไร นี่เป็นคำถามว่าเพราะอะไรจึงยอมทนกับความไม่ยุติธรรม