น้ำกับวัฒนธรรมไทย


น้ำกับวัฒนธรรม

น้ำคำคำนี้สั้นและเข้าใจง่ายแต่มีประโยชน์มากมาย ทั้งในด้านชีวิตประจำวันของมนุษย์  เช่น  การซักผ้า ล้างจาน , ชำระสิ่งสรกปรกจากร่างกาย  ใช้น้ำเพื่อดำรงชีวิต  เช่น  การดื่ม  ประโยชน์ของน้ำล้วนแล้วแต่สำคัญทั้งสิ้น  น้ำช่วยสร้างสรรค์สรรพสิ่งในโลกให้เกิดชีวิต  ทั้งยังมีส่วนช่วยในการสร้างสรรค์วัฒนธรรม ซึ่งเป็นลักษณะของความเจริญงอกงามที่มนุษย์สร้างขึ้น

รายงานเล่มนี้ผู้เขียนหวังว่าจะถ่ายทอดคุณประโยชน์ในอีกด้านหนึ่งของน้ำ ให้ผู้อ่าน เพื่อกระตุ้นความเป็นไทยและสอกแทรกความรู้ด้านวัฒนธรรม และประเพณีไทยที่สอดคล้องกับน้ำต้นกำเนิดของสรรพสิ่ง และ เพื่อชี้ให้เห็นถึงคุณค่า เป็นแนวทางในการเผยแพร่วัฒนธรรมและประเพณีไทยให้ยั่งยืนตลอดไป

บ่อเกิดของวัฒนธรรมนั้นเกิดจาก ศาสนาประเพณี และธรรมชาติ เป็นตัวกำหนดลักษณะของวัฒนธรรมให้แต่ละเชื้อชาติ แตกต่างกันไป เช่น ธรรมชาติกำหนดวิธีทางในการหาเลี้ยงชีพ

กำหนดความแตกต่างกันทางผิวพรรณ รูปร่างหน้าตา ความเป็นอยู่ วัฒนธรรมตะวันตกก็เป็นแบบหนึ่ง ตะวันออกก็เป็นแบบหนึ่ง และแต่ละกลุ่ม แต่ละประเทศ แตกต่างกันออกไป โดยมีเอกลักลักษณ์เฉพาะของตัวเอง

1. ศาสนา

ศาสนานั้นเกิดจากความกลัวภัยธรรมชาติความกลัวภัยของคนในอดีตทำให้ต้องมี ที่พึ่งทางจิตใจศาสนาเป็นสิ่งสำคัญของชาติและบ้านเมือง เพราะฉะนั้น ทุกชาติทุกภาษา ที่มีการปกครอง จึงมักมีศาสนาสำหรับชาติและบ้านเมืองเพื่อเป็นหลักสำหรับแนะนำสั่งสอนกันให้ ประพฤติตามศาสนาของตน   ศาสนามีพิธีกรรมทางศาสนาซึ่งบางพิธีเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของมนุษย์หรือที่ เกี่ยวข้องกับวัฒนธ รรมในการใช้ชีวิต เช่น การตั้งชื่อ การโกนผมไฟ โกนจุก สมรส ตาย ฯลฯ และวัฒนธรรมในการประพฤติตน เช่น การเอาคำสอนของศาสนามาเป็นกฎหมาย เช่น ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม

2. ประเพณี

ประเพณีเป็นการถ่ายทอดทางสังคมที่มีลักษณะสืบต่อกันมาเป็นบ่อเกิดของ วัฒนธรรม เป็นสิ่งที่ได้รับสืบทอดและปฎิบัติติดต่อกันมา ถ้าประเพณีไหนดีถือว่าเป็นวัฒนธรรม เพราะได้แสดงถึงความเจริญงอกงาม ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ความกลมเกลียวความก้าวหน้าของชาติและศิลธรรมอันดีงาม

3. ธรรมชาติ

ธรรมชาติเป็นตัวกำหนดลักษณะและเอกลักษณ์ของวัฒนธรรม เช่น ภาคต่าง ๆ ของประเทศไทยแบ่งตามลักษณะภูมิประเทศประชาชนล้วนมีวัฒนธรรมพื้นเมืองที่แตก ต่างกันไป เช่น ภาคอีสาน แห้งแล้งจะมีการประเพณีแห่นางแมว

มีผู้รู้ได้ให้ความหมายของวัฒนธรรม  ไว้ดังนี้

วัฒนธรรม  ตามความหมาย พระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ  หมายถึง ลักษณะของความเจริญงอกงามความเป็นระเบียบ ความกลมเกลียว มีศีลธรรมของประชาชน  ที่ร่วมกันทำให้เกิดความเจริญงอกงาม  ความดีงาม  และ รักษาวัฒนธรรมเดิมที่ดี  แก้ไขดัดแปลงสิ่งที่ควรแก้ เพื่อเพิ่มมาตรฐานความดีงาม  และ สืบสานไปจนถึงอนุชนรุ่นหลัง (2536:37)

วัฒนธรรม  โดยทั่วไปแล้วคือ สิ่งที่เป็นวิถีทางในการดำเนินชีวิตแห่งชุมชนใดชุมชนหนึ่ง  จนกลายเป็นแบบแผนที่ดีงาม  ที่เรียกว่า  ขนบธรรมเนียมประเพณี  ที่เรานำมาประพฤติปฎิบัติกันในชีวิตประจำวัน เพื่อใช้ในการดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง  และทั้งนี้ วัฒนธรรมยัง ทำให้มนุษย์กับสัตว์แตกต่างกันตรงที่มนุษย์มีวัฒนธรรมแต่สัตว์ไม่มี  เราจึงควรภูมิใจในความเป็นมนุษย์ของเรา  และ  ดำเนินชีวิต ให้เป็นประโยชน์ต่อครอบครัว สังคม และ ประเทศชาติ

น้ำเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่ามหาศาลน้ำ มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ สัตว์ และพืชถ้าขาดน้ำเมื่อใดก็เป็นการยากที่มนุษย์สัตว์และพืชจะดำรงชีวิตอยู่ได้ นานดังนั้นตั้ง แต่สมัยโบราณ จนถึงปัจจุบันเราจะพบว่ามนุษย์ทุกหมู่สัตว์และพืชจะดำรงชีวิตอยู่ได้นานดัง นั้น ตั้งแตทุกเหล่าทุกเผ่าพันธุ์เลือกตั้งถิ่นฐานอยู่ใกล้น้ำน้ำธรรมชาติมีอยู่ ทั่วไปทั้งบนผิวดินใต้ดิน และ ในบรรยากาศน้ำบนผิวดินเป็นแหล่งน้ำที่เราจะพบมากที่สุด ได้แก่แม่ น้ำ ลำ คลอง หนอง บึง ห้วย ลำ ธาร ทะเล สาบ ทะเล และ มหาสมุทร

น้ำธรรมชาติที่มีส่วนเกี่ยวพันกับความเป็นอยู่ของมนุษย์สัตว์ และ ความเจริญของพืช พันธุ์ ได้แก่ น้ำบนผิวดิน  ในแต่ละวันคนเราต้องใช้น้ำจำนวนมากทั้งในด้านการ อุปโภค บริโภค การประกอบอาชีพ เช่น การประมง เกษตรกรรม และ อุตสาหกรรม เป็นต้นดังนั้นจึงจำเป็นต้อง ช่วยกันรักษาแหล่งน้ำธรรมชาติเหล่านี้ให้สะอาดอยู่เสมอ หากปล่อยให้มีสิ่งสกปรก เช่น ขยะ หรือ น้ำทิ้งลงปะปนอยู่ในน้ำธรรมชาติก็จะทำให้แหล่งน้ำนั้นกลายเป็นน้ำเสียในภาย หลัง เมื่อ แหล่ง น้ำดีกลายเป็นน้ำเสียก็จะเป็นอันตรายต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนพืช และสัตว์ ไม่เฉพาะแต่พื้นที่ เดียวเท่านั้นอาจขยายบริเวณภยันตรายกว้างไกลออกไปทั้งชุมชน ละแวกนั้น ๆได้

น้ำเป็นสัญลักษณ์ของความสงบร่มเย็น ไม่มีความทุกข์ ความไม่เดือดร้อน  สามารถล้างความอัปมงคลให้ออกไปจากร่างกายและจิตใจ ซึ่งตรงกับหลักคำสอนของศาสนา ที่มุ่งเน้นในด้านความสงบไม่มีทุกข์ ดังนั้นน้ำจึงเป็นส่วนหนึ่งของศาสนา ไม่ว่าจะเป็นพิธีการต่างๆ  เช่น  การสรงน้ำพระพุทธรูปในศาสนาพุทธ หรือการเข้าพิธีล้างบาป หรือหรือศิลจุ่มในศาสนาคริสต์

1. การสรงน้ำพระพุทธรูป

เป็นประเพณีเพื่อความสิริมงคล ชาวบ้านจะนำดอกไม้ธูปเทียนไปบูชาพระพุทธรูปแล้วนำน้ำอบไปพรมที่องค์พระ บางแห่งมีการอันเชิญพระพุทธรูปแห่รอบหมู่บ้านเพื่อให้ประชาชนมีโอกาสได้สรง น้ำกันอน่างทั่วถึงหรือจอันเชิญพระพุทธรูปจากหิ้งบูชาในบ้านมาทำพิธีสรงน้ำ กันในหมู่ญาติพี่น้องก็ได้เพื่อแสดงความเคารพบูชา

1.1 ความสัมพันธ์ของน้ำกับการสรงน้ำพระพุทธรูป

เมื่อถึงเทศกาลวันปีใหม่ชาวไทยมักนำเอาน้ำอบน้ำหอมไปสรงน้ำพระพุทธรูปอาจ จะใช้ดอกไม้จุ่มลงในภาชนะน้ำอบที่เตรียมมาแล้วสลัดใส่พระพุทธรูปหลังจากสรง เสร็จแล้วชาวบ้านจะนำภาชนะไปรองรับเอาน้ำที่สรงพระพุทธรูปแล้วไปพรมบนศรีษะ ของตนและสัตว์เลี้ยงเช่น วัว ควายเพื่อให้อยู่เย็นเป็นสุข

1.2 ความเชื่อเกี่ยวกับคุณสมบัติของน้ำในการสรงน้ำพระพุทธรูป

ชาวไทยเชื่อว่าน้ำจะมีคุณสมบัติในการล้างความอัปมงคลต่าง ๆออกจากตัวและนำมาซึ่งความสะอาดบริสุทธิ์  ความร่มเย็นเป็นสุขจึงแสดงความสักการะบูชาพระพุทธรูปด้วยน้ำที่ถือว่าเป็น สิ่งบริสุทธิ์และเมื่อสรงน้ำพระพุทธรูปแล้วน้ำที่ไหลผ่านพระพุทธรูปจะถือว่า เป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์  สามารถนำไปพรมบนศรีษะหรือดื่มกินเพื่อความเป็นสิริมงคลของตนเอง

2. การอาบน้ำศพ-พิธีรดน้ำศพ

การอาบน้ำศพเป็นธรรมเนียมอย่างหนึ่งในพิธีทำศพซึ่งจะทำกันก่อนนำศพใส่โลง ถ้าเป็นการตายชนิดตายโหง เช่น ผูกคอตาย, ตกต้นไม้ตายหรือตกน้ำฯลฯ  ศพของผู้ตายจะไม่มีการอาบน้ำศพส่วนถ้าผู้ตายเป็นผู้ใหญ่หรือผู้ทรงคุณธรรม ผู้ที่มาอาบน้ำศพจะตั้งใจมาสนองคุณด้วยความกตัญญูและขอคมาโทษให้พ้นจากเวร กรรม

ความตายเป็นที่สุดแห่งชีวิตของคนทุกคนคงเหลือแต่ชื่อเสียงคุณโทษที่ได้กระทำไว้เป็นอันหมดกิจที่ผู้ตายจะสามารถทำอะไรได้อีก

2.1 ความสัมพันธ์ของน้ำกับการอาบน้ำศพ-พิธีรดน้ำ

การอาบน้ำศพนั้นเพื่อให้ร่างกายของคนตายสะอาดบริสุทธ์เช่นเดียวกับพวก พราหมณ์ในอินเดียลงอาบน้ำชำระบาปการอาบน้ำศพจะทำการอาบกันจริง ๆ คือ ต้มน้ำด้วยหม้อดินซึ่งในหม้ออาจใส่ใบไม้ต่าง ๆต้มลงไปด้วยเช่น  ในหนาด ใบส้มป่อย ใบมะขาม การอาบน้ำศพจะอาบด้วยน้ำอุ่นก่อนแล้วจึงอาบด้วยน้ำเย็นอีกครั้งฟอกด้วยส้ม มะกรูดเมื่อล้างจนสะอาดหมดจดแล้วจึงฟอกด้วยชมิ้นชันสดและผิวมะกรูดตำละเอียด จากนั้นจึงทำการแต่งตัวศพ

แต่การอาบน้ำศพในปัจจุบันเรียกว่าพิธีรดน้ำศพ คือใช้น้ำพระพุทธมนต์หรืที่ชาวบ้านเรียกว่าน้ำมนต์ผสมกับน้ำสะอาดอาบน้ำศพ ซึ่งขะทำกันหลังจากที่คนป่วยตายไม่นานนัก ลูกหลานของผู้ตายจะทำหน้าที่ใช้ขันใบเล็กตักน้ำมนต์จากขันใหญ่ให้กับผู้ ที่มารดน้ำศพโดยการเทน้ำลงบนมือของผู้ตายและกล่าวไว้อาลัย

2.2 ความเชื่อเกี่ยวกับคุณสมบัติของน้ำในการอาบน้ำศพ-พิธีรดน้ำศพ

ความเชื่อเกี่ยวกับคุณสมบัติของน้ำในการอาบน้ำศพแตกต่างกันไป เช่น ทางพราหมณ์ถือว่าน้ำสามารถล้างบาปได้จึงไปตักน้ำในแม่น้ำอจิรวดีมาล้างบาป ให้แก่ผู้ป่วยที่ป่วยหนักใกล้จะตายหรือตายแล้ว  ทางแขกถือว่าน้ำสามารถขจัดสิ่งสกปรกและมลทินต่าง ๆโดยการอาบน้ำทาแป้งให้ศพอย่างหมดจดสามารถชำระสิ่งโสโครกให้หมดไป   ส่วนทางพุทธศาสนาถือว่าน้ำสามารถล้างร่างกายของคนตายให้สะอาดบริสุทธิ์และ เป็นปริศนาธรรมให้เห็นว่าคนเราเมื่อตายไปแล้วแม้นำของหอมหรือน้ำมนต์ใด ๆ มาราดรดก็ไม่อาจฟื้นได้ผูที่มีชีวิตอยู่ไม่ควรประมาท

3. พิธีกรวดน้ำ

การกรวดน้ำเป็นกุศลกรรมอย่างหนึ่งคือการยกผลบุญกุศลที่เราได้กระทำให้ ญาติมิตรและสัตว์ทั้งหลายนิยมกระทำหลังจากที่ได้ทำบุญมาหรือหลังพระสงฆ์รับ เครื่องไทยธรรมแล้ว

3.1 ความสัมพันธ์ของน้ำกับพิธีพิธีกรวดน้ำ

เมื่อพระเริ่มสวดอนุโมทนาผลบุญให้เจ้าภาพและญาติมิตรกรวดน้ำและอุทิศส่วน กุศลโดยรินน้ำจากคนโทลงในถ้วยรองโดยไม่เอานิ้วรองหรือราดน้ำให้ถูกนิ้วและ ถ้าเจ้าภาพและญาตฺมิตรมีจำนวนหลายคนไม่สามารถจับคนดทได้อย่างทั่วถึงก็ให้ ใช้มือแตะต่อๆ กันไป เพราะผลบุญนั้นจะสำเร็จได้ด้วยใจ

การกรวดน้ำเป็นการตั้งความปราถนาขอให้ผลบุญที่ทำไปอำนวยให้ประสบผลที่ ประสงค์โดยที่พระอนุโมทนาว่า ยถา วาริวหา คือขอให้ความปราถนาจงเต็มบริบูรณ์เหมือนน้ำที่เต็มฝั่ง

3.2 ความเชื่อเกี่ยวกับคุณสมบัติชองน้ำในพิธีกรวดน้ำ

ในการกรวดน้ำจะใช้น้ำเป็นสื่อเป็นตัวแทนกุศลกรรมดีเพราะมโนภาพของเป้า หมายที่เราจะอุทิศให้ไม่ดีพอเลยต้องอาศัยสื่อซึ่งก็ไม่มีอะไรดีกว่าน้ำเพราะ น้ำดป็นธาตุเย็นและทำให้จิตใจรุ้สึกเย็นผ่อนคลายและเมื่อเทล้ามีอาการไหลลง สู่เป้าหมายอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

น้ำมีคุณประโยชน์ต่อชีวิตคนเราใช้น้ำทั้งใน ขณะมีชีวิตและแม้สิ้นชีวิตก็ใช้น้ำอีกเช่นในขณะตายแล้วก็ใช้น้ำอาบศพด้วย เหตุนี้คนโบราณจึงได้มีความรู้สึกว่าน้ำมีบุญคุณมีประโยชน์ต่อชีวิตเพราะมี ความยึดมั่นในความรู้สึกสำนึกถึงสิ่งที่มีพระคุณดังนั้นเมื่อน้ำเจิ่งนอง หรือเมื่อคราวได้เลิกงามยามดีก็จะทำพิธีขอคมาหรือแสดงการตอบแทนบุญคุณ

1. พิธีรดน้ำสังข์

พิธีรดน้ำหรือหลั่งน้ำสังข์นี้จะกระทำหลังจากคู่บ่าวสาวเริ่มทำบุญ ตักบาตรฟังพระสวดพระพุทธมนต์และถวายจตุปัจจัยเสร็จแล้วเมื่อถึงเลีกรดน้ำ สังข์พระสงฆ์ผู้เป็นประธานจะทำการเจิมให้แก่คู่บ่าวสาวและหลังจากนั้นจึงสวม มงคลแฝดคู่บ่าวสาวนั้นจะต้องไปนั่งในที่ ๆ จัดไว้มีหมอนสำหรับรองมือและพานรับน้ำสังข์ญาติผู้ใหญ่ก็ทยอยกันมารดน้ำอวย กันตามลำดับ

1.1 ความสำคัญของน้ำกับพิธีรดน้ำสังข์

เมื่อคู่บ่าวสาวสวมมงคลแล้วให้นั่งในที่จัดไว้จะมีคนคอยตักน้ำพระพุทธ มนต์เต็มในสังข์เพื่อส่งให้ผู้ใหญ่ที่จะไปรดน้ำอวยพร โดยเริ่มจากพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ไปตามลำดับ นิยมรดใส่มือให้กับเจ้าสาวก่อนแล้วจึงรดเทให้เจ้าบ่าว ขณะหลั่งน้ำสังข์กล่าวอวยชับให้พรให้คู่บ่าวสาวประสบความสุขความเจริญ อยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่าถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร ขณะทำการรดน้ำสังข์ พระสงฆ์จะสวดชยันโตเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่คู่บ่าวสาว การแต่งงานในสมัยโบราณ ไม่มีพิธีรดน้ำสังข์แต่จะใช้พิธีซัดน้ำเพื่อความเป็นสิริมงคล

1.2 ความเชื่อเกี่ยวกับสังข์รดน้ำ

เหตุที่ใช้หอยสังข์มาเป็นภาชนะใส่น้ำมนต์หลั่งอวยพรให้คู้บ่าวสาวนั้น เพราะถือกันว่าหอยสังข์เป็นหนึ่งในสิ่งศักด์สิทธิ์ 15 อย่าง อันเกิดจากการกวนเกษียรสมุทรและเมื่อครั้งหนึ่งอสูรได้ลักเอาพระเวทไปซ่อน ไว้ในหอยสังข์ พระนารายณ์ได้อวตารไปปราบและสังหารแล้วสวงเอาพระเวทออกมาจากหอยสังข์ทำให้ ปากหอยสังข์มีรอยพระหัตถ์ของพระนารายณ์จึงถือกันว่าสังข์เป็นสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ การนำมาใส่น้ำมนต์รดให้คู่บ่าวสาว เชื่อกันว่าเป็นสิริมงคล

1.3 ความเชื่อเกี่ยวกับคุณสมบัติของน้ำในพิธีรดน้ำสังข์

น้ำพระพุทธมนต์ที่หลั่งออกมาจากสังข์นั้นถือว่าเป็นน้ำที่ศักดิ์สิทธิ์ เชื่อว่าน้ำที่เป็นสิริมงคลจะทำให้คู่บ่าวสาวประสบความสุขความเจริญ ประสบความสำเร็จในชีวิตคู่ การใช้น้ำในการอวยพรนั้นเป็นการใช้สิ่งที่เป็นตัวแทนในด้านรูปธรรมในการให้ พรโดยใช้สังข์เพื่อแทนสิ่งดีงามและน้ำเพื่อแสดงความสงบสุขร่มเย็น

2. พิธีลอยกระทง

การลอยกระทงในไทย มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเรียกว่าการลอยพระประทีปหรือลอยโคมเป็นงาน นักขัตฤกษ์รื่นเริงของประชาชนทั่วไป ต่อมานางนพมาศหรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์ได้คิดประดิษฐ์ดัดแปลงเป็นรูปกระทง ดอกบัวแทนการลอยดคม ส่วนในปัจจุบันจะใช้วัสดุที่หาง่ายตามธรรมชาติ เช่นหยวกกล้วยและดอกบัวมาประดิษฐ์กระทงสวยงาม

2.1 ความสัมพันธ์ของน้ำกับพิธีลอยกระทง

ประเพณีการลอยกระทง ป็นความคิดของชาวกลิกรรม ซึ่งต้องมีน้ำเป็นปัจจัยสำคัญ มีการลอยกระทงไปตามกระแสน้ำเพื่อขอบคุณพระแม่คงคาหรือเทพเจ้าแห่งน้ำ

ก่อนจะลอยกระทงมีการขอขมาพระแม่คงคา ที่ได้ถ่ายสิ่งสกปรกเพราะถือว่าเป็นการกระทำที่น่าอุดจาดและสกปรกเป็นบาปจึงควรขอขมา

2.2  ความเชื่อเกี่ยวกับความสำคัญของน้ำในพิธีลอยกระทง

การลอยกระทงนั้นชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของน้ำว่าจำเป็นต่อชีวิตอย่างมาก นอกจานี้จะได้คติแบบอย่างจากน้ำ คือโดยปกติน้ำจะเย็นบรรจุอยู่ในภาชนะต่าง ๆ ได้ไม่ติดขัด คนเราก็ควรจะประพฤติตัวให้เป็นเหมือนน้ำคือมีความเย็นในตัวและทำให้ผู้อื่น เย็นอีกด้วยและสามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมส่วนใหญ่ด้วย

3. ประเพณีวันสงกรานต์

วันสงกรานต์ตรงกับวันที่ 13-14-15 เมษายน ของทุกปีมีการทำพิธีสงกรานต์มาตั้งแต่สมัยสุโขทัยประเพณีสงกรานต์จะคล้ายกับ ทุกภาคโดยเริ่มจากการทำบุญตักบาตรในตอนเช้า ตอนสายไปสรงน้ำพระพุทธรูป ปล่อยนก ปล่อยปลามีการละเล่นตอนเย็นไปขอพรผู้ใหญ่ ทุกขั้นตอนกระทำเพื่อให้จิตใจสงบสะอาด

3.1 ความสัมพันธ์ของน้ำกับประณีวันสงกรานต์

ทุกขั้นตอนของงานสงการนต์จะเป็นไปเพื่อทำให้จิตใจสงบเย็นสะอาดหมดจด โดยใช้น้ำเป็นสือกลาง เช่น การเล่นสาดน้ำ , การสรงน้ำพระพุทธรูปและการทำบุญตักบาตรซึ่งเป็นการสกัดความตระหนี่คือ โลภะ มิให้เกิดขึ้นในจิตใจ การปล่อยนก ปล่อยปลา เป็นการทำให้จิตใจเจือปนไปด้วยความเอื้อเอ็นดู สงสารสัตว์มีชีวิตอื่น ๆ ไม่ให้เห็นแก่ตัว แต่ให้มีสติสัมปชัญญะอยู่เสมอว่า เราคือผู้ต้องเกิด แก่ เจ็บตาย เช่นเดียวกับเขา ในที่สุดจิตใจที่จะเบียดเบียนผู้อื่นก็ไม่เกิดขึ้น เมตตา ความปราถนาดีติ่ผู้อื่น หวังจะให้ผู้อื่นมีความสุขสบายก็จะเกิดขึ้นแทนที่ การไปขอศิลขอพรจากผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นการแสดงสัมมาคารวะต่อผู้ใหญ่ เป็นการอ่อนน้อมถ่อมตน ลดทิฎฐิมานะลงไป ไม่เย่อยิ่งทะนงตน จิตใจก็จะบริสุทธิ์สะอาดเหมือนน้ำที่ใช้ในพิธีต่าง ๆ

3.2 ความเชื่อเกี่ยวกับความสำคัญของน้ำในประเพณีวันสงกรานต์

น้ำนั้นมีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตมากที่สุด สามารถแก้ร้อนผ่อนให้เป็นเย็นได้รับความสุขกายสบายใจ โดยเฉพาะเมื่อเดือนเมษายน อากาศจะร้อนอบอ้าว ทำให้คนสามารถเจ็บไข้ได้ป่วยจึงกำหนดให้มีการสงการนต์คือ การอาบน้ำชำระกายหรือการเล่นสาดน้ำนั้นเอง

การเล่นสาดน้ำยังเป็นการเตือนให้ชำระตัวและจิตใจให้สะอาด ทำการงานให้เสร็จลงในรอบปี และเตรียมตัวปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น