งานต้อนรับเยาวชนในโครงการแอคแพท ECPAT (End Child Prostitution And Trafficking)


6. ข้อสังเกต และคำถาม
เยาวชนจาก ECPAT เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นในด้านวิธีการดำเนินการและวิธีการประสานงานรับ case ต่อและติดตาม case ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่าเยาวชนจาก ECPAT อยากรู้เรื่องแรงงานหญิงที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งพบ case ชนิดนี้น้อยในโครงการแรงงานเด็ก แต่พบมากในโครงการครอบครัวละชุมชนพัฒนา เป็นไปได้หรือไม่ว่า เด็กที่อยู่ในครอบครัวและชุมชนมีความเสี่ยงมากกว่าเด็กที่อาศัยอยู่ในสถานประกอบการ

5. ย้อนมองตัวเอง
ในตอนแรกที่ได้รู้ว่าจะมีกลุ่มวัยรุ่นจากต่างประเทศมาดูงานของโครงการแรงงานเด็กและทราบว่าตนเองได้เข้าร่วมด้วยรู้สึกตื่นเต้นและคิดว่าเยาวชนที่มาดูงานน่าจะเป็นเยาวชนที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีปํยหาเรื่องแรงงานเด็กเหมือนกัน เช่น ลาวและพม่า แต่พอได้พบกับเยาวชนที่มาจากแอคแพคจริงๆ ปรากฏว่าเป็นเยาวชนที่มาจากทั่วโลกมีทั้งทวีปอเมริกา ยุโรป แอฟริกา เอเชีย ข้าพเจ้ารู้สึกอุ่นใจที่มีคนที่เห็นถึงปัญหาของเด็กเหมือนกัน
เมื่อได้เข้าประชุมแลกเปลี่ยนความรู้ข้าพเจ้าคิดว่าตนเองมีปัญหาเรื่องการพูดภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาสากลที่ใช้สื่อสารกันได้ทั่วโลก ข้าพเจ้าจึงไม่สามารถสื่อสารกับกลุ่มเยาวชนแอคแพคได้โดยตรง

4. บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์
บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ในการพัฒนาความรู้ และ ทักษะของตนเองเพื่อเป็นประโยชน์  ต่อการปฏิบัติวิชาชีพที่ดีและมีคุณภาพขึ้น
ในการแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันทางเพศ ในฐานะที่เป็นนักสังคมสงเคราะห์ ต้องประยุกต์ทฤษฎีสตรีนิยม (Feminist theory) มาใช้ เช่น เมื่อในอนาคตปฏิบัติงานกับกลุ่มผู้หญิงประเภทที่โดยเอาเปรียบจากผู้ชาย เวลาสัมภาษณ์ ต้องคำนึงถึง ความรู้สึกลึกๆภายใน และต้องมองในหลายๆมุมมองเช่น คุณค่าในตนเอง ความเชื่อมั่น และความสำเร็จในชีวิต

3. ทักษะ  หลักการ และทฤษฎี ต่างๆที่นำมาประยุกต์ใช้ในกิจกรรม
ใช้ทักษะการฟัง เพราะกลุ่มวัยรุ่นที่เป็นตัวแทนจากแอคแพท มาจากหลายทวีปพูดภาษาต่างกันจึงต้องมีล่ามแปลภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยให้ฟังให้ฟัง และแปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ ข้าพเจ้าจึงต้องตั้งใจฟังเพราะถ้าไม่ตั้งใจจะสับสนในข้อมูลที่ทุกคนพูด
ใช้หลักการในการสร้างสัมพันธภาพกับกลุ่มแอคแพทที่มาดูงาน เพื่อสร้างเครือข่ายในการทำงาน และเพื่อประสานงานกันในอนาคต

2. สิ่งที่ได้เรียนรู้
เรียนรู้ว่ายังมีองค์กรต่างประเทศอื่น ๆ ที่ให้ความสำคัญกับการค้าประเวณีเด็ก การล่อลวงค้าขายแรงงานเด็ก และให้ความสำคัญกับมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็กเพราะถือว่าเป็นองค์กรที่คุ้มครองเด็กในทุกรูปแบบ
ได้เรียนรู้ประเด็นสำคัญของโลกเกี่ยวกับปัญหาแรงงานเด็กที่พบทั่วโลกคือ
1. การบาดเจ็บและเจ็บป่วยจากการทำงาน
2. การทำงานยาวนานมาก เด็กบางคนต้องทำงานถึง 9 ชั่วโมงต่อวัน สัปดาห์ละ 7 วันโดยไม่มีวันหยุดพัก
3. เด็กผู้หญิงต้องทำงานเป็นเวลายาวนานกว่าเด็กผู้ชาย และได้รับค่าจ้างน้อยกว่าเด็กผู้ชายทั้งที่ทำงานแบบเดียวกัน
4. แรงงานเด็กในชนบท มีมากกว่าในเขตเมืองถึง 2 เท่า เด็กในชนบทโดยเฉพาะเด็กผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะเริ่มทำงานตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 10 ปี
5. มีแรงงานเด็กถึง 4 ใน 5 คนที่ทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ส่วนแรงงานเด็กที่ได้รับค่าจ้างก็จะได้รับต่ำกว่าอัตราค่าจ้างทั่วไปและต่ำกว่าค่าจ้างขั้นต่ำตามกฏหมายด้วย

1. ความรู้ที่ได้
วันที่ 24 เมษายน พ.ศ.2549 เวลา 14.30 – 17.00 น. ได้รู้จักองค์กรนานาชาติและแอคแพท หลายทวีปในโครงการของแอคแพทซึ่งรวมกลุ่มกันเพื่อทำกิจกรรมในประเด็นการต่อต้านการค้าประเวณี สื่อลามกอนาจาร การล้อลวงค้าขายแรงงานเด็ก ซึ่งในครั้งนี้กลุ่มแอคแพทสนใจศึกษาดูงานเกี่ยวกับประเด็นการทำงานของโครงการแรงงานเด็ก แลกเปลี่ยนเนื้อหาการทำงาน ปัญหาและอุปสรรคจากการทำงาน ได้ความรู้ว่ากลุ่มวัยรุ่นที่มาดูงานและรับการคัดเลือกเป็นตัวแทนในแต่ละทวีป เช่น แอฟริกา ยุโรป เอเชียตะวันออก เอเชียใต้ อเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้ เพื่อศึกษางานด้านการต่อต้านการค้าประเวณี โดยเลือกมาดูงานที่มูลนิธิ เพราะมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็กจัดตั้งมานานเป็นที่รู้จักขององค์กรที่ทำงานด้านเด็กทั่วโลก
ได้ความรู้เรื่องกระบวนการทำงานและช่วยเหลือแรงงานเด็กที่ทำงานในบ้านที่กักขังหน่วงเหนี่ยวและทำร้ายร่างกาย ซึ่งแรงงานเด็กส่วนใหญ่เป็นคนต่างด้าว ซึ่งเป็นที่ต้องการของนายจ้างในยุคปัจจุบัน เพราะค่าแรงถูกกว่าเด็กไทย สามารถกดขี่ข่มเหงได้ง่าย เพราะเด็กเหล่านี้ไม่มีความรู้ ไม่สามารถฟังภาษาไทยได้ ไม่มีที่ไป และเข้ามาในประเทศอย่างผิดกฏหมาย จึงไม่กล้าที่จะไปแจ้งตำรวจเพราะกลัวโดนจับ