การข่มขืนคนในครอบครัว


ปัญหาข่มขืนภายในครอบครัวเป็นปัญหาที่ต้องให้ความร่วมมือกันในหลายด้าน ทั้งตัวผู้ที่อยู่ในข่ายจะเป็นผู้กระทำ ผู้ถูกกระทำ ผู้เกี่ยวข้อง และผู้กำหนดนโยบาย จะมองว่าเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ได้ และที่สำคํญจะต้องมีทัศนคติที่ถูกต้องในเรื่องการข่มขืนกระทำชำเราเป็นพื้นฐาน

เมื่ออาชญากรรมไม่ได้มีคำจำกัดความเพียงแค่บุคคลแปลกหน้ากระทำต่อกันเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากบุคคลใกล้ชิด แม้แต่สมาชิกในครอบครัว หรือบุคคลซึ่งมีสายเลือดเดียวกัน แต่ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจไปว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นใต้ชายคาบ้านแต่ละหลังนั้น เป็นเรื่องภายในครอบครัว เป็นเรื่องที่บุคคลภายนอกไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว ทำให้ยากต่อการรวบรวมสถานการณ์ความรุนแรงภายในครอบครัวที่เกิดขึ้นในสังคมวันนี้ เนื่องจาก เมื่อมีความรุนแรงเกิดขึ้น สมาชิกในครอบครัวมักจะปกปิด และทนกล้ำกลืนยอมรับการกระทำนั้นจนถึงที่สุด แม้แต่เพื่อนบ้านส่วนใหญ่ก็ยังเพิกเฉย ละเลย เพราะคิดว่าไม่ใช่เรื่องของตัว ข้อมูลจากองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเด็กและสตรีที่ให้ความช่วยเหลือเด็กที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงพบว่า จำนวนของผู้ที่มาปรึกษาและขอความช่วยเหลือ โดยเฉพาะเรื่องความรุนแรงในบ้าน และการถูกล่วงละเมิดทางเพศมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี สถิติจากองค์การอนามัยโลก ระบุชัดเจนว่า มีผู้หญิงถูกสามีกระทำรุนแรงถึง ๗๐% ขณะที่ บรรดานักจิตวิทยาส่วนใหญ่ เชื่อว่า ผู้ที่กระทำความรุนแรงส่วนใหญ่มีพื้นฐานมาจากที่เคยตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงมาก่อน หรือเคยอยู่ในเหตุการณ์ หรือรู้เห็นความรุนแรงที่เกิดขึ้น งานวิจัยหลายชิ้น พยายามศึกษาถึงต้นตอที่มาของความรุนแรง ที่สมาชิกในครอบครัวหรือบุคคลใกล้ชิดกระทำต่อกัน ซึ่งพอจะสรุปได้ว่า ปัจจัยหลักๆ นั้น มาจากปัญหาเศรษฐกิจ , สภาพจิตใจ และปูมหลัง รวมถึงสภาพแวดล้อมที่บุคคลผู้นั้นเติบโตขึ้นมา นอกจากนี้ ยังพบว่า เด็ก และผู้หญิง คือกลุ่มที่ตกเป็เหยื่อความรุนแรงมากที่สุด เรื่องราวของ “ฝ้าย” เด็กหญิงวัย ๑๐ ขวบคนหนึ่ง อาศัยอยู่กับยาย เพราะทั้งพ่อแม่ไม่อยู่ในสภาพที่จะเลี้ยงดูได้ ด้วยสถานะทางการเงิน และภาวะทางอารมณ์ แต่การอยู่กับยายก็ใช่ว่าจะมีความพร้อมในการเลี้ยงดู โดยสิ่งที่อ้างว่าเพราะรัก และห่วง ทำให้ต้องดุด่า ทุบตีอย่างรุนแรงของยาย รวมทั้ง พ่อกับแม่ที่กลับมาเยี่ยมเป็นครั้งคราว ทำให้ไม่แน่ใจว่ารูปแบบการเลี้ยงดูเช่นนี้ จะหล่อหลอมให้เด็กเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่เช่นไร และในโลกของความจริงที่เป็นอยู่นั้น มีเด็กจำนวนไม่น้อย ตกเป็นเหยื่อความรุนแรง และผ่านความบอบช้ำทั้งร่างกาย และจิตใจจากความรุนแรงในครอบครัว ท่ามกลางความเฉยเมย และไม่ใส่ใจของเพื่อนบ้าน หรือคนแวดล้อม คำถามจึงมีอยู่ว่า หลังบาดแผลบนร่างกายจางหาย มีอะไรตกค้างอยู่ในจิตใจของพวกเขาบ้าง และจะเป็นอย่างไร ถ้าหากว่า เด็กๆ ต้องทนเห็นพฤติกรรมการทำร้ายกันและกัน ระหว่างสมาชิกในครอบครัว จะเป็นอย่างไร ถ้าหากว่า เด็กถูกทำร้ายอย่างรุนแรง และเรื้อรัง จะเป็นอย่างไร ถ้าหากว่า สามี หรือภรรยา ฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง ยอมอดทน เผชิญหน้ากับความรุนแรงที่เกิดขึ้น เพื่อรักษาไว้ซึ่งสถาบันครอบครัว จะมีทางออกให้กับเหยื่อความรุนแรงที่ดีกว่าการจำยอมของผู้ถูกกระทำหรือไม่ จะทำอย่างไร ที่จะสร้างความเข้าใจกับสังคม ชุมชนอย่างไร ให้ตระหนัก และเข้าใจตรงกันว่า ไม่มีใครมีสิทธิทำร้ายร่างกาย และจิตใจใคร เพราะทุกคนมีสิทธิที่จะอยู่บนโลกใบนี้อย่างปลอดภัยและเท่าเทียมกัน ร่วมหาทางออกให้เหยื่อในหลุมดำ เสาร์ที่ 8 เมษายนนี้ ห้าทุ่มครึ่ง ทางโมเดิร์นไนน์ ทีวี

1.ระยะแรกหลังเหตุการณ์เกิดทันที ผู้หญิงที่ถูกข่มขื่นจะได้รับผลกระทบทางด้านอารมณ์ ความรู้สึกและความคิดเช่น ความรู้สึกโกรธแค้น รู้สึกกลัว ความรู้สึกทุกข์ทรมานและเจ็บปวด ความรู้สึกอับอาย เสียใจ มีอารมณ์เศร้าหงุดหงิดอ่อนไหวง่าย หรือหวาดกลัว เป็นต้น การให้ความร่วมมือในการซักประวัติหรือการตรวจร่างกายอาจทำด้วยความยากลำบาก ผู้ให้ความช่วยเหลือควรที่จะต้องคำนึงถึงสภาพจิตใจของผู้หญิงที่ถูกข่มขืนที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเช่นนี้ ดังนั้น เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในการให้ความช่วยเหลือผู้หญิงที่ถูกข่มขืนจึงควรเป็นนักวิชาชีพที่มีความรู้ความชำนาญเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้การช่วยเหลือเป็นการตอกย้ำผลกระทบต่างๆ ที่มีอยู่นี้ให้รุนแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
2. ผลจากการศึกษาที่ได้พบว่าผู้หญิงที่ถูกข่มขืนได้รับผลกระทบทางด้านจิตใจทั้งในระยะแรกและยังคงอยู่ในระยะต่อ ๆ มา แสดงว่าระยะเวลาที่ผ่านไปอาจช่วยให้ความรุนแรงของผลกระทบทางด้านจิตใจลดลงไปได้บ้าง แต่ยังคงมีสิ่งที่ตกข้าง เป็นปัญหาอยู่และยังไม่ได้รับการแก้ไขให้หมดไป เช่น ความรู้สึกทุกข์ทรมาน เจ็บปวดกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ความรู้สึกไร้คุณค่า รู้สึกว่าเป็นตราบาป มีมลทินหรืออับอาย เป็นต้น โดยที่ผู้หญิงที่ถูกข่มขืนเองอาจจะรู้ถึงปัญหาที่ตนเองมีอยู่นี้หรือไม่ก็ได้ ความต้องการได้รับความช่วยเหลือที่แสดงออกมาอาจสอดคล้องกับปัญหาที่มีอยู่หรือไม่ก็ตาม แต่ผู้ให้การช่วยเหลือควรตระหนักถึงปัญหาที่มีอยู่ว่าต้องการได้รับการแก้ไข ไม่ใช่เน้นแต่เพียงตอบสนองความต้องการตามข้อมูลที่มีอยู่เท่านั้น และจากลักษณะของปัญหาที่มีอยู่นี้ การช่วยเหลือระหว่างเพื่อนไม่อาจแก้ไขปัญหาให้หมดไปได้ จำเป็นที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือจากนักจิตวิทยาให้การปรึกษาหรือจิตแพทย์

3. จากผลการศึกษาที่พบว่าผลกระทบทางด้านจิตใจยังคงมีอยู่ในระยะยาว ซึ่งถึงแม่ว่าจะลดน้อยลงไปบ้าง แต่ก็แสดงให้เห็นว่ายังไม่ได้รับการแก้ไขให้หมดไป ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการที่ผู้หญิงที่ถูกข่มขืนเหล่านี้ไม่ทราบถึงแหล่งที่จะสามารถให้บริการนอกเหนือไปจากที่ตนได้รับอยู่ ไม่รู้ว่าใครหรือหน่วยงานใดที่จะช่วยเหลือได้จึงควรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานในการให้การประชาสัมพันธ์ถึงการบริการในเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ที่ผู้หญิงที่ถูกข่มขืนจะสามารถไปขอรับบริการได้ โดยควรให้รายละเอียดทั้งในเรื่องของลักษณะของปัญหาที่สามารถมาขอรับความช่วยเหลือ วิธีการช่วยเหลือ บุคลากร หน่วยงาน รวมถึงแจ้ง ค่าบริการหรือให้บริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เป็นต้น
4. จากการศึกษาพบว่าผู้หญิงที่ผู้ข่มขืนต้องการความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและแพทย์เป็นลำดับแรกๆ แต่ในขณะเดียวกันปัญหาและความต้องการที่แฝงอยู่นั้นกลับเป็นปัญหาและความต้องการทางด้านจิตใจ เช่นความรู้สึกอับอาย ไม่มั่นใจในตนเอง ทำให้ผู้หญิงที่ถูกข่มขืนมีความต้องการสถานที่ที่เป็นส่วนตัวในการสอบสวน ตรวจรักษาทางการแพทย์อย่างสูง เป็นต้น ซึ่งถึงแม้ว่าผู้หญิงที่ถูกข่มขืนบางคนจะได้ผ่านกระบวนการทางด้านกฏหมายและการแพทย์เหล่านั้นมาแล้วก็ตาม แต่ความต้องการก็ยังคงมีสูงอยู่ เนื่องมาจากความรู้สึกติดค้างภายในใจนั่นเอง ดังนั้น การให้ความช่วยเหลือทางด้านจิตใจควบคู่ไปกับการให้ความช่วยเหลือทางด้านอื่นๆ จึงเป็นสิ่งที่จะละเลยมิได้ หรือควรรีบทำการประเมินปัญหาทางด้านจิตใจทันทีที่มีโอกาส ในผู้หญิงที่ถูกข่มขืนทุกรายทั้งในระยะแรกและระยะต่อมา
5. ผู้หญิงที่ถูกข่มขืนส่วนใหญ่รู้จักกับผู้ข่มขืนอยู่ก่อนแล้ว เช่นเป็นเพื่อน เพื่อนร่วมงาน หรือญาติ จึงทำให้ผู้หญิงที่ถูกข่มขืนไม่มีความระมัดระวังตัวเอง เปิดโอกาสให้ผู้ข่มขืนหาทางเข้ามาตีสนิทและกระทำการข่มขืนได้ง่าย ประเด็นที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือการดื่มสุราซึ่งผู้ถูกข่มขืนส่วนใหญ่ดื่มสุราแล้วมีอาการหมดสติหรือมึนเมาทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แม้บางรายจะให้ข้อมูลว่าดื่มสุราเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แสดงว่าผู้ถูกข่มขืนมีการเตรียมการและอาจใช้สารบางอย่างผสมทำให้หลับได้ ผู้หญิงทุกคนจึงควรมีความตระหนักถึงภัยที่อาจเกิดได้เช่นนี้เสมอ นอกจากนี้ยังพบว่าสถิติของการข่มขืนในเด็กนั้นมีมากขึ้นโดยเฉพาะในเด็กเล็ก ซึ่งกระทำได้ง่ายเนื่องจากเด็กยังไม่สามารถป้องกันตนเองได้ หรือเด็กอาจไม่เข้าใจความหมายของการกระทำชำเรานั้นทำให้ไม่ระวังตัว จึงตกเป็นเหยื่อของผู้ข่มขืนที่จะเข้ามาหลอกล่อได้ง่าย เช่นในกรณีที่ผู้ข่มขืนเป็นญาติหรือบุคคลในครอบครัว ผู้ปกครองซึ่งมีบุตรสาวและโรงเรียนต่างๆ ควรให้ความสำคัญกับการให้ความรู้แก่เด็กในเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิที่จะรักษาร่างกายของตนเอง ให้เด็กมีความเข้าใจว่าการสัมผัสเช่นไรเป็นเรื่องที่ผิดธรรมดา อีกทั้งสอนให้รู้ถึงธรรมชาติของเพศชาย ภัยในเรื่องเพศและไม่เห็นแก่ค่านิยมตามสังคมหรือเพื่อนฝูงในการนิยมดิ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในขณะเดียวกันผู้ปกครองและครูควรมีความไว้วางใจเด็ก เปิดโอกาสให้เด็กได้พูดคุยเกี่ยวกับตัวเองและประสบการณ์รอบตัว เพื่อจะได้สามารถประเมินและรับทราบปัญหาได้ตั้งแต่ในระยะแรก และอาจช่วยให้สามารถป้องกันอันตรายรุนแรงที่จะเกิดขึ้นกับเด็กต่อไปด้วย

บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ในการเป็นตัวกลางในการประสานงานระหว่างรัฐกับองค์กรเอกชน  รัฐกับประชาชน  องค์กราเอกชนกับประชานชน  และประชาชนกับประชาชน  ในฐานะผู้ให้ข้อมูลต่างเสนอแก่หน่วยต่างๆในสังคมที่มีความเกี่ยวข้อง  เพื่อให้หน่วยทางสังคมนั้นทราบข้อมูลที่กว้างขึ้น  เฉพาะ  และเป็นปัจจุบัน  เช่นปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดการกระทำ  ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดการถูกกระทำ  แนวคิด  ทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไป  กฏหมายที่เกี่ยวข้อง  และค่านิยมทางสังคม
บทบาทนักสังคมสงเคราะห์ในการเป็นผู้เผยแผ่ข้อมูลวิธีการป้องกันภันอันตรายจากคนแปลกหน้า  คนไกล้ตัว  ลักษณะความผิดปกติที่มีความเสี่ยงในการก่อเหตุอันตราย  การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ  เพราะที่ฝ่ายผู้กระทำนั้นเสียเปรียบเนื่องจากว่าไม่อาจต่อส็กับความคิดในใจตนเองได้เช่น  ผู้กระทำเป็นผู้ที่มีอำนาจเหนือตนเช่น  พ่อ  พ่อเลี้ยง  ทำให้เด็กไม่กล้าขัดขืน  จึงควรให้ทางโรงเรียนมีการจัดสื่อต่างๆให้เด็กกล้าที่จะต่อต้านและเห็ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผิด  และควรที่จะต่อต้าน  ต่อสู้กับมัน
บทบาทนักสังคมสงเคราะห์ในการทำงานร่วมกับสหวิชาชีพ  ในด้านการดำเนินงานเรื่องคดีข่มขืน  การเสนอพรบ.คุ้มครอง  การเสนอแนวทางการป้องกัน  การร่วมกันแก้ไขและฟื้นฟูผู้ที่เป็นฝ่ายกระทำและฝ่ายที่ถูกกระทำให้เป็นไปตามหลักยุติธรรม  และมีความเหมาะสมเฃ่นในการสัม๓ษณ์ผู้ถูกกระทำในขั้นตอนการพิสูจน์หลักฐาน  ซึ่งเป็นการทำร้ายทางจิตใจซึ่งต้องมีการพิทักษ์และปกป้องผู้เสียหายด้วยวิธีที่ปลอบโยน  เบี่ยงเบน  ไม่ให้กระทบกระเทือนจิตใจมากนัก  แต่ให้ได้ข้อมูลที่ละเอียด  ถูกต้อง  และเป็ฯประโยชน์ในคดี
บทบาทนักสังคมสงเคราะห์ในการเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเป็นผู้บำบัด  ฟื้นฟู  ดูแล  โดยการเอาทฤทษฏ๊การแก้ไขปัญหา  ภสวะวิกฤต  การเสริมพลังมาใช้ในโปรแกรมด้วย  ไม่เพียงแต่ฟี้นนฟูทางร่างการเท่านั้นแต่ต้องเป็นการฟื้นฟูจิตใจที่ถูกทำร้ายให้กลับมาเข้มแข็ง  และพร้อมจะต่อสู้ในสังคมต่อไปได้  ร่วมทั้งเป็นผู้ประสานกับหน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้องการผู้หญิงเพื่อสอนการป้องกันตัวจากภัยอันตรายต่างๆ  และอาจรวมถึงการแนะนำการสอนทักษะทางอาชีพแกเด็กให้มีวิชาชีพติดตัวเพื่อดำรงอยู่ในสังคมได้ด้วยตนเอง
บทบาทนักสังคมสงเคราะห์ในการเป็นผู้เผยแผ่ข้อมูลที่เที่ยงตรง  ถูกต้อง  ชัดเจน  และเป็นปัจจุบันแก่สังคมเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิด  ทัศนคติ  และความเชื่อเดิมๆให้สังคมได้มีความเข้าใจในปัญหาและสถานการณ์ข่มขืน   ว่าฝ่ายหญิงที่สูญเสียพรรมจารีย์โดยการถูกข่มขืนนั้นเป็นสิ่งที่ผิด  หรืเป็นความผิดของเหยื่อแต่ฝ่ายเดียวเนื่องจากว่าเธอยอมให้ผู้อื่นข่มขืน  แต่ความจริงแล้วมันเป็นเหตุการณ์ที่เธอไม่สามารถต่อสู้ได้หรือพยายามแล้วแต่ไม่สำเร็จ  แต่เหยื่อเป็นฝ่ายที่ถูกข่มเหง  โดยไม่มองว่าหญิงเหล่านี้เป็นปัญหาแกสังคม  หยุดการประนามหยามเหยียด  แต่ต้องให้กำลังใจและมองที่การทำดีแก่สังคมมากกว่า  เพื่อให้ทุกคนลุกขึ้นปกป้องสิทธิของลูกหลานของเราที่อ่อนแอกว่าในสังคม  ให้เด็กรู้จักเพศศึกษาในแนวทางการสอนที่ดีเพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่อาจคาดไม่ถึงได้

วิธีป้องกัน
กรณีอยู่ในข่ายผู้มีโอกาสเป็นผู้กระทำ
หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ให้เด็กเห็น
เบี่ยงเบนความรู้สึกทางอารมณ์เมื่อเกิดความต้องการทางเพศกับเด็ก  เช่น  ไปเล่นกีฬา
หลีกเลี่ยงสิ่งยั่วยุทางอารมณ์
เมื่อเกิดความรู้สึกต้องการทางเพศกับเด็กควรปรึกษากับจิตแพทย์
เตือนสติตนเองเสมอว่าการมีกิจกรรมทางเพศกับเด็กเป็นสิ่งที่ผิด
กรณีอยู่ในข่ายผู้มีโอกาสเป็นผู้ถูกกระทำ
1.หากบุคคลใดเข้ามาล่วงเกินหรือมีพฤติกรรมส่อควรปรึกษากับคนใกล้ชิดโดยเร็วและมากคนที่สุด
2.  หลีกเลี่ยงการอยู่ตามลำพังกับบุคคลเพศตรงข้ามในสถานที่มิดชิด
3.  หลีกเลี่ยงการแต่งกายที่ล่อแหลม ระมัดระวังการวางตัวให้เหมาะสม
4.  ต้องกล้าปฏิเสธเมื่อรู้สึกว่าต้องทำในสิ่งที่ไม่ดี
กรณีภรรยาของผู้มีโอกาสเป็นผู้กระทำ  /  มารดาของผู้ถูกกระทำ
ควรสังเกตพฤติกรรมของเด็กว่ามีความผิดปกติหรือไม่  เช่น  ซึมเศร้า  เหม่อลอย  ปลีกตัวออกห่าง  หวาดระแวง / หวาดกลัว  มีพฤติกรรมติดผู้ใหญ่ผิดปกติ  เริ่มมีพฤติกรรมก้าวร้าว  นอนไม่หลับ  ปฏิเสธการไปโรงเรียน  เด็กแสดงพฤติกรรมเกินวัย
รับฟังและให้ความสนใจในสิ่งที่เด็กเล่า
เพิ่มความระมัดระวังหากเห็นว่าสามีมีพฤติกรรมที่ผิดปกติ  เช่น  กอดจูบเด็กเกินความจำเป็น  หาโอกาศอยู่กับเด็ก2ต่อ2
สอนให้เด็กเข้าใจเรื่องเพศที่ถูกต้อง  ว่าสิ่งใดไม่ควรกระทำ  ควรหลีกเลี่ยง
สอนให้เด็กสามารถแยกแยะความลับที่ดีกับไม่ดี
หลีกเลี่ยงการแสดงท่าทางสนับสนุนแต่ควรแสดงตนเป็ฯผู้ปกป้องคุ้มครองผู้ถูกกระทำจากผู้กระทำได้
กรณีผู้เกี่ยวข้องภายนอก
ให้ความรู้เรื่องสิทธิในร่างกายแก่เด็กว่าใครมีสิทธิแค่ใหนเพียงไร
ควรให้ความสนใจในพฤกรรมขของเด็กที่ผิดปกติ
ไม่มีทัศนคติที่มองว่าเป็นเรื่องของวผู้อื่น
มีทัสนคติเป็นกลางต่อทุกฝ่าย
ไม่แสดงกริยาซ๊ำเติมผู้ถูกกระทำ
ให้ความเข้าใจและความรุ่สึกที่ดีต่อผู้ถูกกระทำ  ว่าผ็หญิงที่ดีไม่ได้มองเพียงการรักษสพรมจรรย์เท่านั้น
กรณีผู้ในกรณีผู้ควบคุมนโยบาย
จัดหลักศูตรสอนยเรื่องเพศศึกษาให้ถูกต้อง  เหมาสมกับวัย  สภาพสังคม  ให้เกิดความเข้าใจและสร้างความตระหนักในการระมัดระวังตัวของเด็กเอง
เตรียมบุคคลกรที่มีความรู้ในการสอนด้านนี้ให้การศึกษาที่เหมาะสม  รวมถึงเป็นผู้ให้คำปรึกษา
ชี้แจงกระบวนการดำเนินคดี  เตรียมหลักการตรวจร่างกายหลังจากถูกระทำชำเราให้ประชาชนได้รับทราบ
ปรับปรุงมาตรการให้รัดกุม  มีความเด็ดขาดมากขึ้น
มีมาตรการให้ความช่วยเหลือในกรณีเกิดการตั้งครรภ์ของผู้ถูกกระทำ

การฟื้นฟู
1.  ภายหลังเกิดเหตุการณ์ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย  และขอความช่วยเหลือหากเกิดกรณีการตั้งครรภ์  ไม่ควรเปลี่ยนเสื้อผ้า  หรืออาบน้ำ  เพราะจะทำให้หลักฐานทางการแพทย์ถูกทำลายลงได้
2.  บุคคลที่เกี่ยวข้องควรมีทัศนคติที่ดีต่อผู้ถูกกระทำ  ไม่ตอกย้ำเรื่องพรมจารี  ควรสร้างหรือให้มิติที่ดีของหญิงในด้านอื่น  เช่น  การศึกษา  การทำงาน
3.  แยกผู้กระทำและผู้กระกระทำให้ห่างกัน   พยายามสร้างความอบอุ่นแก้ตัวผู้ถูกกระทำ  ให้รู่สึกปลอดภัย  มีที่พึ่ง  มีคนเข้าใจ  และสามารถปรึกษาได้
4.  ไม่ควรให้ผู้ถูกกระทำอยู่เพียงลำพังเป็นเวลานานๆเนื่องจากว่าอาจเกิดความฟุ้งซ่านสับสนในเหตุการณ์ที่ผ่านมาได้
5.อาจต้องมีการเปลี่ยนสภาพแวดล้อมทางสังคม  เพื่อให้ผู้กระทำไม่ถูกการซำเติมจากสังคม  ไม่เร้งให้ผู้ถูกกระทำตัดสินใจรีบร้อน  แต่ควรให้สติเพื่อผู้ถูกกระทำจะได้ใช้เหตุผลไตร่ตรองก่อนตัดสินใจ  และห้าตัดสินใจแทนผู้ถูกกกระทำ
6.  ไม่ดูถูกเหยีดหยามซ้ำเติมในสิ่งที่มาว่าผู้ถูกระทำเป็นฝ่ายผิด  เช่น  ให้ท่า  แต่งตัวโป้  วางตัวมาเหมาะสม  ชอบอยู่ตามลำพัง
7.  ให้ความเชื่อมั่นว่าผู้ถูกระทำสามารถอยู่ได้ตามปกติเมื่อเหตุการทุกอย่างคลีคลายลง

ความแตกต่างระหว่างเพศหญิงและเพศชายทางสรีระได้นำไปสู่ความเชื่อที่ว่าผู้หญิงและผู้ชายมีความแตกต่างกันในทางอื่นๆ ด้วยไม่ว่าจะเป็นในเรื่องสติปัญญา ความสามารถ ความถนัด จิตใจ และอารมณ์ ความเชื่อเช่นว่านี้ได้มีมาเป็นเวลานานนับพันปี ความแตกต่างดังกล่าวมักถูกมองว่าเป็นความแตกต่างที่มีมา “ตามธรรมชาติ” ซึ่งหมายความว่า ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ การเชื่อที่ว่าผู้หญิงมีความแตกต่างจากผู้ชายได้นำไปสู่สถานะของผู้หญิงที่ด้อยกว่าผู้ชาย เช่น ความเชื่อที่ว่าผู้หญิงเป็นเพศที่ไม่มีเหตุผลชอบใช้อารมณ์นำไปสู่การที่สังคมไม่ยอมรับผู้หญิงให้เป็นผู้นำเพราะมีคุณสมบัติทางเพศที่ไม่เหมาะสม

ความเชื่อที่ว่าผู้หญิงไม่เก่งทางคณิตศาสตร์ ไม่มีความคิดเป็นวิทยาศาสตร์ ทำให้ผู้หญิงไม่ได้รับการสนับสนุนให้เป็นนักวิทยาศาสตร์ วิศวกรซึ่งเป็นอาชีพที่มีรายได้ดีและมีเกียรติในสังคม ในโรงงานอุตสาหกรรมผู้หญิงจะเป็นได้เพียงกรรมกรไร้ฝีมือ ไม่สามารถเป็นช่างเครื่องยนต์ได้ เพราะผู้หญิงถูกมองว่าไม่มีความสามารถทางช่าง ความเชื่อที่ว่าผู้หญิงมีคุณสมบัติหรือความสามารถทางเพศในการดูแลผู้อื่น เช่น เด็ก คนแก่ ทำให้ผู้หญิงต้องเป็นผู้รับภาระหลักในการดูแลลูกและคนในครอบครัว แม้ว่าผู้หญิงจะทำงานนอกบ้านด้วยก็ตาม สตรีนิยมได้เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 40 ปีหลัง ของศตวรรษที่ 20 นำไปสู่การศึกษาเกี่ยวกับผู้หญิงในมิติต่าง ๆ   โดยให้ความสำคัญในการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเพศ และได้ใช้ความคิดรวบยอดในเรื่องความเป็นเพศ (Gender) เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ที่สำคัญ
ความเป็นเพศคืออะไร 
        ในขณะที่เพศ (Sex) หมายถึงความแตกต่างทางสรีระ ความเป็นเพศ (Gender)หมายถึง องค์ความรู้ที่สร้างความหมายให้กับความแตกต่างทางร่างกาย เป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนในทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และจิตวิทยาระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย ความเป็นเพศเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างสังคม เป็นการจัดการทางสังคมของความแตกต่างระหว่างเพศในด้านต่างๆ (Scott 1988)เป็นพฤติกรรมที่ถูกเรียนรู้ทางสังคมและเป็นความคาดหวังของสังคมที่สัมพันธ์กับเพศสองเพศ                                                                                                                                                                                  เพศหญิงเพศชายเป็นข้อเท็จจริงทางสรีระ แต่การจะกลายเป็นผู้หญิงหรือเป็นผู้ชายเป็นกระบวนการทางวัฒนธรรม กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ วัฒนธรรมสร้างความเป็นหญิงเป็นชายในสังคมขึ้น วัฒนธรรมเป็นตัวสร้างความเป็นเพศ วัฒนธรรมเป็นผู้บอกว่าเราควรปฏิบัติตัวอย่างไร คิดอย่างไร และเราควรจะคาดหวังอะไรจากผู้อื่น และเมื่อวัฒนธรรมเป็นผู้กำหนดความเป็นหญิงความเป็นชาย วัฒนธรรมจึงเป็นผู้บอกว่าผู้หญิงและผู้ชายควรต้องทำตัวอย่างไร เช่น ผู้หญิง (ในวัฒนธรรมไทย) ต้องเป็นคนเรียบร้อย ไม่พูดเสียงดัง ไม่สบถ ในขณะที่ผู้ชายไม่ถูกคาดหวังให้เป็นเช่นนั้น หรือภรรยาต้องเชื่อฟังสามี สามีต้องเป็นผู้นำในครอบครัว หรือผู้หญิงต้องให้ความสำคัญกับหน้าที่ของภรรยาและแม่มากกว่าการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน ในขณะที่ผู้ชายต้องทำงานเพื่อประสบความสำเร็จซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด หรือผู้ชายต้องเป็นผู้เกี้ยวพาราสี ถ้าผู้หญิงคนใดเป็นผู้เกี้ยวพาราสีผู้ชายก่อนผู้หญิงคนนั้นจะถูกตำหนิจากสังคม สิ่งเหล่านี้เป็นความคาดหวังที่สังคมมีต่อความเป็นหญิงความเป็นชาย และถ้าใครไม่ทำตามที่สังคมคาดหวัง ก็จะพบกับสิทธานุมัติ (sanction) จากสังคมในเชิงลบ เช่น การติฉินนินทา หรือเยาะเย้ย ถากถาง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายต้องปฏิบัติตามที่วัฒนธรรมของสังคมกำหนด และเนื่องจากความเป็นหญิงความเป็นชายในสังคมถูกกำหนดจากวัฒนธรรม ดังนั้นความเป็นหญิงความเป็นชายจะแปรเปลี่ยนไปตามเวลาและสถานที่ กล่าวคือ ความเป็นหญิงความเป็นชายในยุคสมัยหนึ่งอาจไม่เป็นความเป็นหญิงความเป็นชายในอีกยุคสมัยหนึ่ง เช่น สังคมไทยในอดีต ผู้หญิงในชนชั้นกลางหรือชนชั้นสูงถูกคาดหวังให้อยู่กับบ้าน ดูแลครอบครัว การทำงานนอกบ้านถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีเกียรติ แต่ในปัจจุบันการทำงาน   นอกบ้านของผู้หญิงเป็นเรื่องปกติและในบางส่วนเป็นความจำเป็นของครอบครัว นอกจากนี้ความเป็นชายความเป็นหญิงที่ถูกคาดหวังจากสังคมจะไม่เหมือนกันในแต่ละสังคมด้วย เช่น ผู้หญิงในชนบทภาคเหนือมีอิสระในการเลือกคู่    มากกว่าผู้หญิงในชนบทภาคใต้ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า การอ้างว่ามีธรรมชาติของผู้หญิงและธรรมชาติของผู้ชายที่แน่นอน เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อถือ หรืออย่างน้อยก็ยังไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือมาสนับสนุน นอกจากแตกต่างกันตามเวลาและสถานที่แล้ว การให้ความหมายทางสังคมต่อความเป็นเพศยังเป็นผลจากสถาบันทางเศรษฐกิจและสถาบันทางการเมืองในแต่ละยุคสมัยและในแต่ละสังคมด้วย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ผู้หญิงโดยเฉพาะในประเทศที่เข้าร่วมสงคราม ผู้ชายต้องออกไปรบ ผู้หญิงถูกเรียกร้องให้ออกมาทำงานทั้งในโรงงานอุตสาหกรรม และในงานด้านอื่นๆ เพื่อทำให้ระบบเศรษฐกิจดำเนินไปได้ แต่เมื่อสงครามยุติ

ผู้ที่ถูกข่มขืนหลายรายเกิดความรู้สึกเศร้า เสียใจ กลัว หวาดผวา เกิดความรู้สึกมีมลทิน ดูถูกตนเอง รู้สึกว่าตนเองไร้ค่า ขาดความเชื่อมันในตัวเอง หลายคนคิดฆ่าตัวตาย และปรากฏว่ามีผู้ถูกข่มขืนหลายรายที่เกิดประสาทหลอนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
1.ระยะวิกฤติภายหลังเหตุการณ์ทันที
จะเป็นระยะทันทีทันใดหลังจากเกิดเหตุการณ์  2-3 วันแรก จันถึง 2-3 สัปดาห์ ผู้หญิงที่ถูกข่มขืนจะอยู่ในระยะสับสนซึ่งในระยะนี้จะมีปฏิกิริยาตอบสนองทางด้านร่างกาย (Somatic Reaction) และปฏิกิริยาทางอารมณ์ (Emotional Reaction) ดังต่อไปนี้                                                                                                                                                                                                                                                    ……………อาการแสดงออกทางด้านร่างกายที่เป็นผลจากการถูกบังคับด้วยกำลังให้มีเพศสัมพันธ์จะเกิดขึ้นได้ 2-3 สัปดาห์ ภายหลังเหตุการณ์ ปฏิกิริยาทางด้านร่างกาย พบได้ดังนี้

ความบอบช้ำของร่างกาย
ร่างกายได้รับบาดเจ็บจากการถูกบีบบังคับและทำร้าย บาดแผลที่เกิดตั้งแต่การถลอกเพียงเล็กน้อย รอยขูดข่วน รอยเขียวคล้ำ รอยช้ำจากการทุบต่อยตบตี    โดยบาดแผลที่พบเหล่านี้จะพบได้หลายแห่ง เช่นที่ คอ หน้าท้อง หน้าอก หน้าขา หลัง ตลอดจนแขนและขา นอกจากนั้นยังพบบาดแผลในลำคอ ในกรณีเด็กที่ถูกข่มขืนบังคับให้มีเพศสัมพันธ์ทางปาก (Oral Sex)
ความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ
สตรีมีอาการอ่อนเปรี้ยเพลียจากการเกร็งกล้ามเนื้อเกิดอาการปวดศรีษะ และมีอาการนอนไม่หลับหรือตกใจตื่นกลางดึก แล้วไม่สามารถนอนหลับต่อได้ มีอาการหลับๆตื่นๆ ทำให้เกิดความรู้สึกหงุดหงิดง่ายตามมา
ผลต่อระบบทางเดินอาหาร
ระบบทางเดินอาหารถูกรบกวน เนื่องจากความวิตกกังวล ความกลัว ความตกใจ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เด็กเกิดอาการเบื่ออาหาร อาจมีอาการคลื่นไส้ปวดช่องท้องด้วย
ผลต่อระบบทางเดินปัสสาวะและระบบสืบพันธ์
ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการกระทำ โดยทั่วไปจะพบว่าสตรีมีอาการปวดแสบปวดร้อน ปัสสาวะขัดแสบ ปัสสาวะไม่ออก มีตกขาว คันบริเวณช่องคลอด บางคนมีอาการปวดช่องคลอดและมีสิ่งขับหลั่ง (Discharge) นอกจากนั้นที่พบได้คือ มีเลือดออกจากอวัยวะสืบพันธ์ภายนอกที่เนื้อเยื่อฉีกขาด เนื่องจากพัฒนาการที่ยังไม่สมบรูณ์ของร่างกาย สตรีบางรายเกิดอาการติดเชื้อกามโรค เกิดอาการติดเชื้อเรื้อรังของช่องคลอด และถ้าเป็นกรณีที่สตรีถูกบังคับให้มีการร่วมเพศทางถวารหนักก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เลือดออกทางถวารหนักได้
ปฏิกิริยาทางอารมณ์(Emotional Reaction)
จะเกิดความรู้สึกกลัว เพราะผู้ข่มขืนส่วนใหญ่จะขู่บังคับ และมีความหวาดกลัวความเจ็บปวดจากการกระทำ นอกจากนี้สตรียังรู้สึกอายและวิตกกังวล ไม่อยากพูดกับใครๆ ไม่อยากเจอเพื่อน กลัวเพื่อนจะรู้ความจริง และไม่ยอมรับบางคนจะตำหนิตัวเองว่าเป็นต้นเหตุให้มีเหตุการณ์เช่นนี้

ปฏิกิริยาทางด้านจิตใจ(Psychological Indicators)
แตกต่างกันไปตามความสามารถของสตรีในการเผชิญกับสภาวะความเครียด เช่น สตรีบางคนมีพฤติกรรมถดถอย (Regression) ได้แก่      “ต้องการคนที่ชิดใกล้คอยเอาอกเอาใจ บางคนจะแยกตัวออกห่าง (Withdrawal)”       “ต้องการอยู่ตามลำพัง ปฏิเสธการพูดคุยกับเพื่อนหรือญาติสนิท อับอายต่อการสัมผัสจากบุคคลอื่น หงุกหงิดง่าย ร้องไห้บ่อย”                                                       ……………..การแสดงออกเหล่านี้คล้ายกับการเผชิญกับความเครียดในด้านอื่นๆ จึงทำให้ผู้เกี่ยวข้องเพิกเฉยกับพฤติกรรมเหล่านี้ได้ง่าย     แต่กลุ่มของสตรีที่โดนทำร้ายร่างกาย และกระทำชำเราจะมีความผิดปกติทางด้านอารมณ์มากกว่าสตรีปกติทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีการซึมเศร้ามาก บางรายถึงขั้น “โรคจิต” แม้ว่าการข่มขืนกระทำชำเรานั้นจะไม่รุนแรงก็ตามบางรายถึงกับคิดอยากจะ “ฆ่าตัวตาย”
ปฏิกิริยาทางด้านสังคม(Social Indicator)
จะขึ้นอยู่กับสถานะการณ์และกลไกการปรับตัวต่อภาวะการซึมเศร้าของสตรี สตรีที่ถูกประทุษร้ายทางเพศเหล่านี้ จะไม่ต้องการมีเพศสัมพันธ์กับใคร  แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องการให้มีคนอยู่เป็นเพื่อน กลัวการอยู่คนเดียว ดังนั้นจึงทำให้มีสัมพันธ์ภาพกับเพื่อนเป็นอย่างหละหลวม ผู้หญิงเหล่านี้จะปฏิเสธการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม รวมทั้งกิจกรรมต่างๆ ขาดความสนใจในสิ่งต่างๆ วิตกกังวล มีอาการบ่นปวดตามบริเวณต่างๆของร่างกายโดยหาสาเหตุไม่ได้
2.การปฏิบัติระยะยาวภายหลังเหตุการณ์วิกฤต(The Long Term Process: Reorganization)
ภายหลังจากเหตุการณ์วิกฤติผ่านพ้นไปแล้ว สตรีจะค่อยๆ ปรับตัวประคับประคองตนเองให้ดำรงชีวิตอยู่ต่อไปอย่างปกติสุขที่สุดเท่าที่จะทำได้ สตรีเหล่านี้จะมีอาการฝันร้าย แสดงอาการหวาดผวาและหวาดกลัว โดยไม่ทราบสาเหตุ   เเซนเดอร์ราโด (Sander Rado, in Burgess & Holmstrom,1974 ,อ้างในมัณทนี บูรณเขต,2532) เรียกว่า “เป็นปฏิกิริยาความกลัวต่อสถานการณ์ฝังใจในอดีตที่ทำให้หวาดกลัวและเจ็บปวด(Traumatophobia)” เช่น กลัวการอยู่ในห้องเพียงคนเดียว กลัวที่จะอยู่ในห้องนอน สตรีที่ถูกข่มขืนจะมีการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมอย่างเห็นได้ชัดเจน จากที่ร่าเริงแจ่มใสกลายเป็นบุคคลที่เงียบเฉย เก็บตัว หนีจากสังคมของเพื่อนบ้าน บางคนยังแสดงพฤติกรรมที่ถดถอย เช่น ละเมอ เพ้อ กลัวสิ่งรอบตัวจะเข้ามาทำอันตราย เป็นต้น                                    …………..อย่างไรก็ตามการปรับตัวของสตรีในระยะหลังเหตุการณ์วิกฤติมีปัจจัยสำคัญ “ระบบการช่วยเหลือประคับประคองจากคนในครอบครัว ญาติ ตลอดจนสังคมรอบข้างที่จะเสริมการปรับตัว”

ทัศนคติของผู้ถูกข่มขืน
ผลที่เกิดจากการถูกทำร้ายทางเพศนั้นขึ้นอยู่กับว่าถูกทำร้ายมากน้อยเพียงใด มีระยะเวลานานแค่ไหนและคนอื่นมีปฏิกิริยาอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือเจ้าหน้าที่ ถ้าเกิดครั้งเดียวและไม่รุนแรงก็ยังอาจจะเยียวยาทางจิตได้ ถึงแม้ว่าจะเกิดขึ้นรุนแรงกว่านั้นเด็กๆก็สามารถปรับจิตใจได้ง่ายกว่าถ้ามีคนดูแลดีๆ ไว้ใจได้ และเป็นที่เคารพ
ถ้าเป็นการถูกคนในครอบครัวข่มขืนและเกิดขึ้นบ่อยๆซึ่งจะมีผลกับจิตใจ เช่นทำให้ต้องอับอายก็อาจมีผลร้ายแรงได้ก่อนที่คนอื่นจะรู้ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็อาจมีผลต่อการปรับตัวทางเพศ มีปัญหา เอกลักษณ์ทางเพศ วัยรุ่นอาจจะหนีออกจากบ้าน อาจตั้งครรภ์ และไปก่อปัญหาสังคม เช่นกลายเป็นขโมย ติดยาเสพติด  ติดเหล้า ติดบุหรี่ หรือกลายเป็นโสเภณี ถ้าร้ายแรงอาจถึงกับฆ่าตัวตาย
ทัศนคติที่คนรอบข้างมองผู้ถูกกระทำว่าเป็นความผิดของผู้ถูกกระทำที่ยอมให้ผู้กระทำนั้นข่มขืน  เป็นความผิดของเหยื่อ  หากมีการดำเนินคดีแล้วก็มองว่าผู้ถูกกระทำนั้นเป็นคนผิดที่ทำให้ผู้กระทำนั้นต้องถูกดำเนินคดีต้องรับโทษ  จึงเกิดการตำหนิตนเองว่าตนเองนั้นเป็นคนที่ทำให้บิดาต้องรับโทษ    เป็นการมองว่าตนเองที่เป็นคนผิด

สาเหตุภายใน ได้แก่  ความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายในตัวบุคคล กับความเป็นหญิงชาย กับความเชื่อ
สาเหตุจากผู้กระทำ

เป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดการข่มขืนกระทำชำเรา  เช่น ความรู้สึก และความต้องการทางเพศที่ผู้กระทำมองว่าภรรยาตอบสนองได้ไม่เพียงพอ  มีสาเหตุ ดังนี้
ทั้งในแง่ปริมาณที่ภรรยาไม่ยอมมีเพศสัมพันธ์
แง่คุณภาพ  ที่ภรรยาไม่สามารถตอบสนองความต้องการทางเพศที่แตกต่างไปจากที่เป็นอยู่ตามความต้องการของตน
ครอบครัวแตกแยก ภรรยาหนีไปมีสามีใหม่หรือเลิกรากันไป แล้วทิ้งบุตรสาวให้อยู่ในในการดูแลของสามี ความโกรธแค้นภรรยาจึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้กระทำลงมือกระทำกับบุตรสาวโดยมองว่าบุตรสาวเป็นสัญลักษณ์ หรือมีภาพซ้อนของตัวตนภรรยาที่ทำให้ตนเองเสียใจ  เมื่อไม่สามารถกระทำกับภรรยาได้จึงใช้บุตรสาวเป็นที่รองรับอารมณ์
ผู้กระทำเคยมีประสบการณ์ทางเพศกับหญิงบริการ แต่เพราะมีรายได้น้อยทำให้ไม่สามารถไปใช้บริการทางเพศได้บ่อยครั้งตามความต้องการ ประกอบกับการได้ใกล้ชิดและได้รับความไว้ใจจากผู้ถูกกระทำ ซึ่งในระยะต่อมาผู้กระทำได้พยายามสร้างโอกาสในการกระทำเช่นนั้นมากขึ้น  จนในที่สุดก็เข้าสู่การข่มขืนกระทำชำเราในเวลาต่อมา
ความเป็นหญิง  ชาย และความเชื่อของผู้กระทำ เช่น มองว่าบุตรสาวเป็นสมบัติชิ้นหนึ่งที่ตนสามารถทำอะไรก็ได้ ประกอบกับความรู้สึกที่แฝงด้วยความเหยียดหยามผู้หญิง  และคิดว่าวันหนึ่งบุตรสาวของตนก็ต้องมีเพศสัมพันธ์จึงเป็นเรื่องปกติที่ตนเลี้ยงดู ย่อมมีสิทธิที่จะได้สิ่งนั้นก่อนชายอื่น
การมีความเชื่อว่าการได้มีเพศสัมพันธ์ทางเพศกับผู้หญิงบริสุทธิ์จะให้ความสุขทางเพศที่ดีกว่า
ผู้กระทำมีความต้องการทางเพศมากกว่าที่ภรรยาตอบสนอง ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากปัจจัยภายนอกที่ทำให้ภรรยามีเพศสัมพันธ์กับผู้กระทำน้อยลง
เกิดความต้องการสิ่งแปลกใหม่โดยเฉพาะกับเด็กผู้หญิงหรือหญิงสาว
ผู้กระทำเคยข่มขืนกระทำชำเรามาก่อน
ผู้กระทำมองหญิงเสมือนเป็นที่บำบัดความใคร่  ไม่มีอำนาจในการต่อสู้ และขาดความยับยั้งชั่งใจ
การข่มขืนกระทำชำเราอาจเกิดจากการแก้แค้น เป็นการทำลายหรือลงโทษบุคคลที่ผู้กระทำมีความรู้สึกเป็นศัตรู
ผู้กระทำมีความรู้สึกในประเด็นความเป็นหญิงชายไปในทางลบ หรือมีความเชื่อในลักษณะที่ดูถูกเหยียดหยามผู้หญิง

สาเหตุจากผู้ถูกกระทำ

เพราะผู้ถูกกระทำอยู่ภายใต้การปกครองของผู้กระทำที่ส่วนใหญ่เป็นคนโมโหร้าย ทำให้ผู้ถูกกระทำตกอยู่ในความหวาดกลัว หรือไม่กล้าบอกหรือปรึกษาในเรื่องที่เกิดขึ้น  ซึ่งมีสาเหตุ ดังนี้
ผู้ถูกล่วงละเมิดอยู่ในวัยเด็กมีปัญหาและสับสนในการแยกแยะระหว่างการแสดงความรักตามฐานะความสัมพันธ์ทางสังคมกับการก้าวล่วงเข้าสู่เขตแดนของการล่วงละเมิดทางเพศ
แม้ผู้ถูกกระทำจะบอกถึงพฤติกรรมที่ถูกกระทำชำเรา แต่มักไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร ทำให้กระบวนการข่มขืนกระทำชำเราสามารถดำเนินต่อไปได้
ผู้ถูกกระทำมีการแต่งการไปในทางล่อแหลม ไม่มิดชิด ตลอดจนการเดินหรืออยู่ในสถานที่เปลี่ยว ตามลำพัง
ความไว้วางใจต่อผู้ถูกกระทำ เป็นสาเหตุหนึ่งในการก่อให้เกิดการข่มขืนกระทำชำเรา เช่น พ่อเลี้ยงกับลูกเลี้ยง
สาเหตุภายนอกของการข่มขืนกระทำชำเราที่เกิดจากบุคคลในครอบครัว

ผู้ที่เกี่ยวข้อง

กรณีที่ทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์กันทางโลหิต  ผู้เกี่ยวข้องหรือบุคคลใกล้ชิดมีความสำคัญต่อการเกิดเหตุการณ์ข่มขืนกระทำชำเราจากบุคคลภายในครอบครัวในลักษณะที่เป็นได้ทั้งปัจจัยกระตุ้น  ส่งเสริม  หรือยับยั้ง  ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมและการมีอิทธิพลต่อผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ  ในกรณีที่ครอบครัวอยู่ร่วมกัน  บุคคลที่ใกล้ชิดมีอิทธิพลต่อผู้กระทำและผู้ถูกกระทำคือ  มารดาของผู้ถูกกระทำ  แต่เพราะในครอบครัวขาดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันทำให้การข่มขืนกระทำชำเราสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องปราศจากการยับยั้งหรือสกัดกั้นจากมารดา ผู้กระทำและผู้ถูกกระทำอาศัยอยู่ร่วมกันตามลำพัง  มีเพียงเพื่อนบ้านที่ผู้ถูกกระทำเลือกที่จะขอความช่วยเหลือหลังเกิดเหตุ  เป็นต้น
การข่มขืนกระทำชำเรามิได้เกิดโดยปราศจากพฤติกรรมนำเพราะทุกกรณีเคยถูกบิดากระทำอนาจารมาก่อนอย่างน้อย 1 ครั้ง  และเกือบทั้งหมดมารดาได้รับการบอกกล่าวจากบุตรสาว  พฤติกรรมมีทั้งการกอด  จูบ  ลูบ  คลำ  จับหน้าอก  จนถึงสัมผัสอวัยวะเพศ  ให้ดูหนังสือหรือวิดีโอที่ยั่วยุกามารมณ์  จงใจมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาให้บุตรสาวเห็น  พฤติกรรมอวดอวัยวะเพศของตน  และเมื่อผู้ถูกกระทำเล่าถึงพฤติการณ์ทั้งหมดให้ผู้ใกล้ชิดฟัง  แต่ทุกอย่างก็ยังคงเหมือนเดิม  ในบางกรณียังถูกตำหนิว่าคิดมากหรือหวาดระแวงจนเกินไป  ทำให้ผู้ถูกกระทำต้องต่อสู้กับความรู้สึกที่สับสนแต่เพียงคนเดียว  การนิ่งเฉยของบุคคลใกล้ชิดไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดล้วนแต่เป็นปัจจัยเสริมหรือกระตุ้นให้ผู้คิดจะกระทำขาดความยับยั้งชั่งใจและดำเนินการต่อไปได้ตามที่ตนเองต้องการ  ในบางครั้งยังถูกใช้เป็นข้ออ้างว่า  ภรรยาของตนเองก็เห็นด้วยและพึงพอใจที่ตนทำเช่นนั้น
กรณีที่ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ความสัมพันธ์ทางสายโลหิต  บุคคลที่เกี่ยวข้องในกรณีพ่อเลี้ยงกับลูกเลี้ยง  คือ  มารดาของผู้ถูกกระทำซึ่งความสัมพันธ์ก็ดูเหมือนมีเรื่องของการมีสามีใหม่เข้ามาทำให้ทั้งสองฝ่ายห่างเหินและรู้สึกแปลกแยกต่อกัน  เมื่อมารดาได้รับการบอกเล่าเรื่อพฤติกรรมก็มักจะไม่ได้ให้ความสนใจ  เพราะส่วนหนึ่งก็เชื่อว่า  เด็กสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อเรียกร้องความสนใจและต่อต้านสามีใหม่ของตนเอง  อีกส่วนหนึ่งก็เพราะเคยเห็นสามีใหม่ของตนกอด  จูบ  บุตรสาวเป็นประจำ  จึงคิดว่าเป็นการแสดงออกถึงความรักความห่วงใยในฐานะพ่อที่มีต่อบุตรสาว

การข่มขืนกระทำชำเรา(rape) เป็นปรากฏการณ์ที่มีมาตั้งแต่ในอดีต   ไม่ว่าจะโดยประเพณีของการประพฤติต่อหญิงชั้นต่ำหรือหญิงี่ตกอยู่ในประเทศที่เป็นฝ่ายแพ้สงคราม  เช่น  สงครามรัสเซียตะวันออกและเบอร์ลิน  ในปี  ค.ศ. 1945  และสงครามระหว่างปากีสถานกับบังคลาเทศ ในปี  ค.ศ. 1971  หรือในสงครามโลกครั้งที่  2   ที่มีผู้หญิงจำนวนมากถูกทหารฝ่ายตรงข้ามกระทำการล่วงเกินทางเพศเพียงเพราะต้องการแสดงถึงชัยชนะ  การเหยียดหยาม  และการทำลายผู้หญิงให้รู้สึกต่ำต้อยเท่านั้น
นอกจากนี้ยังพบว่าในกฎหมายฮัมบูราบี  กฎหมายฮิบรู  กฎหมาย คริสเตียนและกฎหมายอังกฤษได้กำหนดค่าเพศหญิงให้เป็นเพียงทรัพย์สินของเพศชายและไม่ได้มีฐานะเป็นมนุษย์  รวมทั้งมีสถานภาพและคุณค่าทางเพศ (sexual  worth) ที่แตกต่างกันตามการประพฤติตนของหญิงคนนั้นว่าดีเป็นที่ยอมรับได้หรือไม่   ดังนั้นการข่มขืนกระทำชำเราตามกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นเสมือนสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่ง  ทรัพย์สมบัติและกรรมสิทธิ์ในตัวผู้หญิง  ซึ่งลักษณะที่กล่าวมาข้างต้นนั้นได้แสดงให้เห็นถึงแนวคิดและความเชื่อพื้นฐานในเรื่องลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างชายและหญิงที่ว่า  ผู้หญิงมีความด้อยกว่าและเป็นสัญลักษณ์ของการมีอำนาจของผู้ชาย  ความเชื่อพื้นฐานนี้ส่งผลต่อการทำความข้าใจระหว่างชายและหญิง  รวมไปถึงการมองว่าปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราเป็นความผิดและมีสาเหตุมาจากเพศหญิง
สำหรับประเทศไทยจะเห็นได้ว่า  นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  ปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น  ดังจะเห็นได้จากอดีตผู้ที่ถูกข่มขืนกระทำชำเราส่วนใหญ่จะเป็นหญิงสาวหรือหญิงวัยกลางคน  แต่ในปัจจุบันผู้หญิงทุกวัยตั้งแต่เด็กอายุไม่กี่เดือน  จนกระทั่งหญิงชราก็ตกอยู่ในสภาพที่เสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อการข่มขืนการกระทำชำเราได้เช่นกัน   และยิ่งไปกว่านั้นก็คือผู้ลงมือข่มขืนกระทำชำเรามิใช่จะมีแต่เฉพาะชายแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนเท่านั้น   แต่จากสถิติข่าวการละเมิดทางเพศ ปี 2546  ของมูลนิธิเพื่อนหญิง  พบว่ามีการถูกกระทำจากเครือญาติหรือบุคคลในครอบครัวเดียวกัน (Incest)  เช่น  พ่อ  พ่อเลี้ยง  อา ปู่ ตา  พี่ชาย  น้องชาย  ฯลฯ    จำนวน  35  กรณี    ได้แก่  . พ่อ-ลูก  จำนวน 12   ราย     พ่อเลี้ยง-ลูกเลี้ยง จำนวน  10  ราย     และเครือญาติ จำนวน 13  ราย  โดยความสัมพันธ์ทางเพศกับบุคคลในครอบครัวส่วนใหญ่จะค่อยๆเกิดขึ้น  และเกิดขึ้นอย่างนุ่มนวลโดยที่เด็กไม่รู้ว่าบางสิ่งบางอย่างที่ผิดปกติเกิดขึ้นกับตน  เมื่อเวลาผ่านไปความรุนแรงของการกระทำก็จะเพิ่มขึ้น  จนอาจนำไปสู่การอวดอวัยวะเพศ (exhibitionism)  การเลีย (cunnilingus)  การดูดที่อวัยวะเพศ(fellatio) การจับหรือลูบคลำ(genital  manipulation)  การสำเร็จความใคร่ให้กันและกัน(mutual  masturbation)  การใช้นิ้วสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศหรือทวารหนักของเด็ก(manual  penetration of vagina  or  anus)    และ/หรือทางอวัยวะเพศ(anal  intercourse)(vaginal  intercourse)   เมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นเด็กจะมีปฏิกิริยาตอบสนองโดยการปกปิดเป็นความลับ (Sex- Stress  Situation) และวิตกกังวลว่าเรื่องจะถูกเปิดเผยขณะเดียวกันก็เกิดความรู้สึกสับสน  ไม่รู้ว่าจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ใครฟัง   โดยเฉพาะถ้าผู้กระทำเป็นบิดาจะรู้สึกโกรธบิดาที่ทำร้ายตนและไม่มีที่พึ่ง  เด็กจะรู้สึกสับสนกับบทบาทของตนเองในครอบครัว  หรือรู้สึกว่าถ้าเรื่องราวถูกเปิดเผยโดยตัวเด็กเองจะเป็นการทรยศต่อครอบครัวและบิดา   กลัวถูกทอดทิ้ง   ไม่มีคนเชื่อถือ  และถูกลงโทษที่ปล่อยให้มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น
ดังนั้นกลุ่มผู้จัดทำจึงต้องการที่จะศึกษาถึงปัญหาการข่มขืนกระทำชำเราที่เกิดจากบุคคลที่อยู่ภายในครอบครัวเดียวกันซึ่งเป็นความรุนแรงทางเพศรูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นในสังคมจากอดีตจนถึงปัจจุบันที่ส่งผลกระทบในด้านต่างๆตามมามากมาย  โดยจะทำการศึกษาถึงบุคลิกภาพ   พฤติกรรมและสาเหตุที่แท้จริงของการข่มขืนกระทำชำเราที่เกิดจากบุคคลที่อยู่ภายในครอบครัวเดียวกัน

การข่มขืนกระทำชำเราบุคคลภายในครอบครัว หมายถึง การที่บุคคลหนึ่งใช้กำลังหรืออำนาจบังคับหญิงที่อาศัยอยู่ภายในครอบครัวเดียวกันที่มิใช่ภรรยาตนเองเพื่อกระทำชำเราโดยอีกฝ่ายหนึ่งมิได้ยินยอมโดยสมัครใจ
ผู้ข่มขืนกระทำชำเรา หมายถึง บุคคลที่ศาลมีคำสั่งเด็ดขาดว่าเป็นผู้กระทำความผิดในฐานข่มขืนกระทำชำเรา
ภรรยาผู้กระทำ หมายถึง บุคคลที่เป็นภรรยากับผู้กระทำ โดยยึดหลักการเป็นภรรยาโดยพฤตินัย
อนามัยเจริญพันธุ์ (reproductive health) หมายถึง ภาวะที่มีความสุขสมบูรณ์ครบถ้วน ทั้งทางร่างกาย จิตใจและสังคม โดยครอบคลุมถึงสภาพ เหตุการณ์ และกระบวนการทั้งหมดตลอดทุกช่วงชีวิตของบุคคล นับตั้งแต่การมีพัฒนาการทางเพศอย่างสมบูรณ์ การได้รับความพึงพอใจทางเพศ การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย ความมีศักยภาพและอิสระในการให้กำเนิด มีสิทธิในการได้รับบริการที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
ความเป็นหญิงชาย (Gender) หมายถึง บทบาททางสังคม วัฒนธรรมของผู้ชายและผู้หญิงที่ได้รับการเรียนรู้มาตั้งแต่เกิด
พฤติกรรมนำ หมายถึง พฤติกรรมที่แสดงถึงการล่วงละเมิดทางเพศ ก่อนที่จะข่มขืนกระทำชำเราจริง เช่น การใช้คำพูดและการใช้สายตาที่มีนัยถึงการล่วงละเมิดทางเพศ การโอบกอด สัมผัสร่างกาย จูบ เผยอวัยวะเพศหรือการมีเพศสัมพันธ์ให้เห็น เป็นต้น
วัฏจักรการข่มขืนกระทำชำเรา หมายถึง กระบวนการข่มขืนกระทำชำเราที่เกิดขึ้นซ้ำภายหลังจากเกิดขึ้นในครั้งแรก โดยผ่านขั้นตอนการตัดสินใจของผู้กระทำในการสร้างโอกาสเพื่อการข่มขืนกระทำชำเราในครั้งต่อๆไป

เมื่ออาชญากรรมไม่ได้มีคำจำกัดความเพียงแค่บุคคลแปลกหน้ากระทำต่อกันเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากบุคคลใกล้ชิด แม้แต่สมาชิกในครอบครัว หรือบุคคลซึ่งมีสายเลือดเดียวกัน แต่ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจไปว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นใต้ชายคาบ้านแต่ละหลังนั้น เป็นเรื่องภายในครอบครัว เป็นเรื่องที่บุคคลภายนอกไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว ทำให้ยากต่อการรวบรวมสถานการณ์ความรุนแรงภายในครอบครัวที่เกิดขึ้นในสังคมวันนี้ เนื่องจาก เมื่อมีความรุนแรงเกิดขึ้น สมาชิกในครอบครัวมักจะปกปิด และทนกล้ำกลืนยอมรับการกระทำนั้นจนถึงที่สุด แม้แต่เพื่อนบ้านส่วนใหญ่ก็ยังเพิกเฉย ละเลย เพราะคิดว่าไม่ใช่เรื่องของตัว ข้อมูลจากองค์กรพัฒนาเอกชนด้านเด็กและสตรีที่ให้ความช่วยเหลือเด็ก และสตรี ที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงพบว่า จำนวนของผู้ที่มาปรึกษาและขอความช่วยเหลือ โดยเฉพาะเรื่อง การถูกล่วงละเมิดทางเพศมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี สถิติจากองค์การอนามัยโลก ระบุชัดเจนว่า มีผู้หญิงถูกสามีล่วงละเมิดทางเพศถึง 40% ขณะที่ บรรดานักจิตวิทยาส่วนใหญ่ เชื่อว่า ผู้ที่กระทำส่วนใหญ่มีพื้นฐานมาจากที่เคยตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงมาก่อน หรือเคยอยู่ในเหตุการณ์ หรือรู้เห็นความรุนแรงที่เกิดขึ้น งานวิจัยหลายชิ้น พยายามศึกษาถึงต้นตอที่มาของการล่วงละเมิดทางเพศ ที่สมาชิกในครอบครัวหรือบุคคลใกล้ชิดกระทำต่อกัน ซึ่งพอจะสรุปได้ว่า ปัจจัยหลักๆ นั้น มาจากปัญหาเศรษฐกิจ , สภาพจิตใจ และภูมิหลัง รวมถึงสภาพแวดล้อมที่บุคคลผู้นั้นเติบโตขึ้นมา นอกจากนี้ ยังพบว่า เด็ก และผู้หญิง คือกลุ่มที่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงมากที่สุด
ในโลกของความจริงที่เป็นอยู่นั้น มีเด็ก และ ผู้หญิงจำนวนไม่น้อย ตกเป็นเหยื่อการล่วงละเมิดทางเพศ และผ่านความบอบช้ำทั้งร่างกาย และจิตใจจากการล่วงละเมิดทางเพศของคนในครอบครัว ท่ามกลางความเฉยเมย และไม่ใส่ใจของเพื่อนบ้าน หรือคนแวดล้อม คำถามจึงมีอยู่ว่า หลังบาดแผลบนร่างกายจางหาย มีอะไรตกค้างอยู่ในจิตใจของพวกเขาบ้าง และจะเป็นอย่างไร ถ้าหากว่า เหยื่อไม่ได้รับการช่วยเหลือ จะเป็นอย่างไร ถ้าหากว่า เหยื่อ ถูกทำร้ายอย่างรุนแรง และเรื้อรัง และเราจะมีทางออกให้กับคนเหล่านี้ ที่ดีกว่าการจำยอมของผู้ถูกกระทำหรือไม่ จะทำอย่างไร ที่จะสร้างความเข้าใจกับสังคม ชุมชน ให้ตระหนัก และเข้าใจตรงกันว่า ไม่มีใครมีสิทธิทำร้ายร่างกาย และจิตใจใคร แม้ว่าจะเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน เพราะทุกคนมีสิทธิที่จะอยู่บนโลกใบนี้อย่างปลอดภัยและเท่าเทียมกัน

Next Page »