สังคมสงเคราะห์ Social work


เมื่อวิเคราะห์พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กับมิติของคุณภาพชีวิตการทำงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ทั้ง 5 มิติ พบว่า

มิติที่ 1 การได้รับความคุ้มครองเกี่ยวกับสภาพการจ้าง

สภาพการจ้างของแรงงานเด็กนั้น ถือว่าเป็นแรงงานที่เป็นกลุ่มเสี่ยงมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง แม้ว่าจะมีมาตราการทางกฎหมายออกมาควบคุมแต่ด้วยความที่เป็นเด็ก เด็กจึงมักถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ใหญ่ซึ่งเป็นนายจ้าง อย่างด้านสุขภาพอนามัยจะพบว่าแรงงานเด็กไม่ได้รับสารอาหารที่พอเพียงกับการ เจริญเติบโต แรงงานเด็กต้องรับประทานอาหารตามที่นายจ้างจัดให้ ถ้านายจ้างไม้สนใจในเรื่องของสารอาหารหรือโภชนาการของเด็ก แต่นึกถึงเพียงผลประโยชน์ของตนเองเท่านั้น แรงงานเด็กจะไม่ได้รับการดูแลที่เพียงพอ รวมทั้งน้ำดื่ม ห้องน้ำ ห้องส้วม และที่พักอาศัยอาจจะไม่ถูกสุขลักษณะและแรงงานเด็กไม่สามารถบอกใครได้ อีกทั้งแรงงานเด็กที่เป็นแรงงานนอกระบบในเรื่องของสวัสดิการ การคุ้มครองดูแลจากภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมาไม่ถึงตัวแรงงานเด็ก

ในส่วนของความปลอดภัยในการทำงาน แรงงานเด็กส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่ไม่เปิดเผย และแรงงานเด็กไม่สามารถรวมตัวกันเป็นกลุ่มเพื่อเรียกร้องและปกป้องตัวเองได้ การทำงานจึงขึ้นอยู่กับความเมตตาของนายจ้าง ถ้านายจ้างให้ทำงานอะไรแรงงานเด็กต้องทำงานตามนั้น แรงงานเด็กจึงเป็นกลุ่มเสี่ยงในเรื่องนี้มาก และเป็นการยากที่จะเข้าถึงตัวแรงงานเด็ก

ในส่วนของชั่วโมงการทำงาน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ได้กำหนดชั่วโมงการทำงานต้องไม่เกิน วันละ 8 ชั่วโมง และสัปดาห์ละ 48 ชั่วโมง รวมทั้งห้ามนายจ้างให้แรงงานเด็กทำงานตั้งแต่เวลา 22.00 – 06.00 น. ซึ่งเป็นการยากในการสอดส่องดูแลนายจ้างไม่ให้ละเมิดกฎหมาย เนื่องจากในความเป็นจริงแรงงานเด็กเป็นแรงงานที่ค่อนข้างไม่เปิดเผย โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานเด็กทำงานบ้าน นายจ้างให้แรงงานเด็กมาพักอาศัยภายในบ้าน จึงเป็นการยากที่จะสามารถกำหนดเวลาการทำงานที่แน่นอนได้ อย่างเช่นถ้านายจ้างต้องการตักบาตรในตอนเช้าแรงงานเด็กจะต้องตื่นขึ้นมา เตรียมของตักบาตรตั้งแต่ 05.00 น. เพื่อนายจ้างจะได้ตักบาตรในเวลา 06.00 น. และเมื่อนายจ้างกลับบ้านดึกแรงงานเด็กต้องคอยจนกว่านายจ้างจะกลับเพื่อคอย บริการนายจ้าง จะเห็นได้ว่าแม้พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานได้กำหนดชั่วโมงการทำงานไว้แต่ ในทางปฏิบัติก็ยากต่อการควบคุมได้

ในเรื่องของวันหยุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ห้ามให้เด็กทำงานล่วงเวลาหรือทำงานในวันหยุด ไม่ว่าเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามแต่ในทางปฏิบัติแรงงานเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานเด็กทำงานบ้านมักจะต้องทำงานทุกวัน ไม่มีวันหยุด

ในส่วนของช่วงเวลาการทำงานไม่ขัดต่อการดำเนินชีวิตปกติของมนุษย์ แต่ขัดกับวัยของเด็ก กล่าวคือวัยเด็กนั้นเป็นวัยของการเรียนรู้ การเจริญเติบโตทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม พัฒนาการต่างๆของวัยเด็กจะพัฒนาได้ดีเด็กต้องมีตัวแบบที่ดี สภาพแวดล้อมที่ดี เด็กต้องมีโอกาสที่จะได้เล่นกับเพื่อนๆวัยเดียวกัน เพื่อเป็นการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆของเด็ก แต่ถ้าเด็กก้าวเข้ามาสู่วัยทำงานเร็วเกินไปเด็กจะขาดโอกาสในการเรียนรู้ตาม วัยของเขา

ถ้ามองในเรื่องของความมั่นคงในการทำงาน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ไม่ได้กำหนดถึงกระบวนการในการเลิกจ้างแรงงานเด็ก เพียงแต่กำหนดว่า ต้องแจ้งการจ้างแรงงานเด็กต่อพนักงานตรวจแรงงานภายใน 15 วัน นับแต่วันที่มีการรับเด็กเข้าทำงาน ต้องจัดทำบันทึกสภาพการจ้าง หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างไว้ ในสถานประกอบการที่จะพนักงานตรวจแรงงานตรวจสอบได้ และต้องแจ้งการสิ้นสุดการจ้างแรงงานเด็ก ต่อพนักงานตรวจแรงงานภายใน 7 วัน นับแต่วันที่แรงงานเด็กได้ออกจากงานเท่านั้น จึงทำให้แรงงานเด็กเสียเปรียบกับนายจ้างในการถูกบอกเลิกจ้าง ซึ่งนายจ้างสามารถกระทำได้โดยง่าย

มิติที่ 2 การได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมในการทำงาน

แรงงานเด็กมักจะถูกนายจ้างเอาเปรียบอันเนื่องมาจากความเป็นเด็ก ซึ่งขัดกับแนวคิดการพิทักษ์สิทธิ แรงงานเด็กควรจะได้รับการปกป้องและคุ้มครองสิทธิในฐานะความเป็นมนุษย์และ ความเป็นเด็ก เพื่อไม่ให้แรงงานเด็กได้รับการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมในการทำงาน อีกทั้งแรงงานเด็กไม่ได้รับการคุ้มครองเท่าที่ควรตามกฎหมาย จึงทำให้ถูกเอาเปรียบในเรื่องต่างๆ เช่น ค่าจ้าง ชั่วโมงการทำงาน และการถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรม เป็นต้น

มิติที่ 3 การมีส่วนร่วมตัดสินใจในสถานประกอบการ

เนื่องจากแรงงานเด็กมีอายุระหว่าง 15 – 18 ปี ซึ่งถือว่าเป็นวัยเด็ก ดังนั้นนายจ้างจึงไม่ให้โอกาสในการมีส่วนร่วมตัดสินใจ ไม่มีกระบวนการการพิจารณาข้อร้องทุกข์มีแต่เพียงการลงโทษเมื่อแรงงานเด็ก ทำงานผิดพลาดเป็นส่วนใหญ่ โดยคิดว่าแรงงานเด็กเป็นแรงงานที่มีศักยภาพและความสามารถในการทำงานน้อยกว่า ปกติ ทำให้แรงงานเด็กไม่สามารถแสดงอิทธิพลต่อการตัดสินใจใดๆได้ แรงงานเด็กจึงมีหน้าที่ทำงานตามที่นายจ้างสั่งเท่านั้น ยากที่จะต่อรองกับนายจ้าง

มิติที่ 4 การได้ทำงานที่ท้าทายความสามารถ

เนื่องจากแรงงานเด็กถูกมองจากนายจ้างว่าเป็นเด็ก ไม่สามารถทำงานได้อย่างผู้ใหญ่ ความสามารถของเด็กมีจำกัด นายจ้างจึงไม่ได้ให้ความไว้วางใจในการทำงาน แรงงานเด็กจึงมีโอกาสได้ทำงานที่มีเนื้องานแบบซ้ำๆ ไม่มีการได้ทำงานที่ท้าทายหรืองานที่แปลกใหม่ ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าการทำงานของแรงงานเด็กนั้นขาดการหมุนเวียนงาน ขาดการทำงานเป็นทีม ขาดการออกแบบงานใหม่ ขาดการขยายขอบเขตงาน และขาดการเพิ่มเนื้อหาของงานอย่างชัดเจน

มิติที่ 5 ความสัมพันธ์ระหว่างงานกับวงจรชีวิต

แรงงานเด็กส่วนใหญ่จะเป็นแรงงานที่เข้าถึงได้ยาก ทำให้มาตรการทางกฎหมายต่างๆยากต่อการที่จะเข้าไปถึงตัวแรงงานเด็กได้ แรงงานเด็กจึงง่ายต่อการถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้างผู้ซึ่งเห็นแก่ ประโยชน์ส่วนตนเพียงอย่างเดียว และแรงงานเด็กไม่สามารถบอกเล่าให้ใครฟังได้ อันเนื่องมาจากเกรงกลัวต่อนายจ้างหรือเมื่อบอกใครแล้วไม่มีใครเชื่อหรือไม่ ได้รับความสนใจจากคนในสังคมเท่าที่ควร จึงเกิดเป็นปัญหาการใช้แรงงานเด็กเฉกเช่นในปัจจุบัน ซึ่งแต่ละปัญหาของการใช้แรงงานเด็กนั้นได้บั่นทอนความสมดุลระหว่างชีวิตกับ งานอย่างชัดเจน ส่งผลกระทบต่อแรงงานเด็กอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว การพักผ่อน และสถานภาพทางสังคมอันเนื่องมาจากการไม่ได้รับการศึกษา แรงงานเด็กจึงกลายเป็นกลุ่มบุคคลที่ด้อยโอกาสทางสังคม

การปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ในโรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า ได้นำหลักการทางสังคมสงเคราะห์มาใช้ดังนี้

1.หลักปัจเจกบุคคล ( Individualization ) นักสังคมสงเคราะห์จำเป็นต้องมองถึงพื้นฐานของบุคคล เพราะบุคคลที่มีพื้นฐานต่างกันจำเป็นที่จะต้องใช้วิธีการที่แตกต่างกันทั้ง ในเรื่องการใช้ภาษาขณะให้คำปรึกษา การสร้างสัมพันธภาพ การสังเกต การประเมินปัญหา เป็นต้น
2.หลักการยอมรับ ( Acceptance ) นักสังคมสงเคราะห์จะต้องยอมรับว่าทุกคนมีศักดิ์ศรีและคุณค่า รวมทั้งต้องยอมรับว่าทุกคนมีปัญหาได้ไม่ว่าจะรวยหรือจน
3.หลักการแสดงออกซึ่งความรู้สึกอย่างมีความหมาย ( Purpose Expression of  Feeling ) นักสังคมสงเคราะห์ควรเปิดโอกาสให้ผู้ใช้บริการได้แสดงความรู้สึกออกมา และจะต้องสื่อความหมายของการกระทำนั้นให้ได้ อาจต้องอาศัยทักษะความเงียบเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง
4.หลักการควบคุมอารมณ์ (Control Emotional Involvement) ในการควบคุมอารมณ์นั้นนั้นสังคมจะต้องสังวรในตนเอง (Self-Awareness) ว่าตนกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ไม่ควรนำเรื่องส่วนตัวมาปะปนกับการทำงาน รวมทั้งจะต้องอดกลั้นอารมณ์ที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ใช้บริการขณะให้บริการ
5.หลักการตัดสินใจด้วยตนเอง (Self-Determination) ถือว่าเป็นส่วนสำคัญของการปฎิบัติงานสังคมสงเคราะห์ เพราะนักสังคมสงเคราะห์จะต้องทำงานร่วมกับผู้ใช้บริการ โดยให้ผู้ใช้บริการตัดสินใจเลือก/คิดวิธีแก้ปัญหาด้วยตนเอง แต่ถ้าหากผู้ใช้บริการไม่สามารถคิดหาวิธีแก้ปัญหาได้ด้วยตนเอง นักสังคมสงเคราะห์อาจเสนอแนวทางแก่ผู้ใช้บริการได้ แต่ต้องให้เขาเลือกเอง
6.หลักการไม่ประฌามหรือติเตียนผู้รับบริการ (Non Judgment Attitude) นักสังคมสงเคราะห์ไม่ควรตำหนิการกระทำของผู้ใช้บริการ เพราะเป็นการตอกย้ำความผิดและอาจทำให้ผู้ใช้บริการเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ ว่าตนไม่มีคุณค่า อันนำมาซึ่งการไม่ต่อสู้ปัญหาชีวิตต่างๆ
7.หลักการมีส่วนร่วม (Participation) หลักการข้อนี้นักสังคมสงเคราะห์ทางการแพทย์จะให้ผู้ใช้บริการได้มีส่วนร่วม ในกระบวนการเสมอ เช่น ในเรื่องของการตัดสินใจเลือกวิธีการแก้ไขปัญหาต่างๆ
8.หลักการรักษาความลับ (Confidentially) มีความจำเป็นอย่างยิ่งเพราะถือเป็นจรรยาบรรณของวิชาชีพ นักสังคมสงเคราะห์จะต้องไม่นำเรื่องราวของผู้ใช้บริการไปเล่าให้ผู้อื่นฟัง ยกเว้นแต่เพื่อประโยชน์อันจะเกิดแก่กระบวนการช่วยเหลือและตัวผู้ใช้บริการ รวมทั้งไม่วางใบบันทึกประวัติทิ้งไว้
9.สิทธิผู้ป่วย หมายถึง ความชอบธรรมที่ผู้ป่วยซึ่งรวมถึงผู้ที่ใช้บริการด้านสุขภาพสาขาต่างๆจะพึง ได้รับเพื่อคุ้มครองหรือรักษาผลประโยชน์ อันพึงมีพึงได้ของตนเองโดยไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น

สำหรับประเทศไทย องค์กรวิชาชีพด้านสุขภาพ อันได้แก่ แพทยสภา สภาการพยาบาล สภาเภสัชกรรม ทันตแพทยสภา และคณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลป์ ได้ร่วมกันจัดทำคำประกาศสิทธิของผู้ป่วยซึ่งประกาศ ณ วันที่ 16 เมษายน 2541 มีสาระสำคัญที่ประชาชนทั่วไปพึงได้รับทราบเพื่อประโยชน์ในด้านการขอรับ บริการด้านสุขภาพของตนดังนี้
1.  ผู้ป่วยทุกคนมีสิทธิพื้นฐาน ที่จะได้รับบริการด้านสุขภาพ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
2.   ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะด้รับบริการจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ โดยไม่มีการเลือกปฎิบัติเนื่องจากความแตกต่างด้านฐานะ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา ลัทธิการเมือง เพศ อายุ และลักษณะความเจ็บป่วย
3.   ผู้ป่วยที่ไปขอรับบริการด้านสุขภาพมีสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูล อย่างเพียงพอและเข้าใจชัดเจนจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเลิอกตัดสินใจในการยินยอมหรือไม่ยอมให้ผู้ประกอบ วิชาชีพด้านสุขภาพปฎิบัติต่อตน เว้นแต่เป็นการช่วยเหลือในส่วนหรือจำเป็น
4.   ผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะฉุกเฉิน เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต มีสิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือรีบด่วนจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ โดยทันทีตามความจำเป็นแก่กรณี โดยไม่คำนึงถึงว่าจะรร้องขอความช่วยเหลือหรือไม่
5.   ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับทราบชื่อ – สกุล และประเภทของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพที่เป็นผู้ให้บริการแก่ตน
6.   ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะขอความเห็นจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพอื่น ที่มิได้เป็นผู้ให้บริการแก่ตน และมีสิทธิในการขอเปลี่ยนผู้ให้บริการ และสถานบริการได้
7.   ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับการปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับตนเองจากผู้ประกอบวิชาชีพ ด้านสุขภาพ โดยเคร่งครัดเว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากผู้ป่วยหรือการปฏิบัติหน้าที่ตาม กฎหมาย
8.  ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วนในการตัดสินใจเข้าร่วม หรือถอนตัวจากการเป็นผู้ถูกทดลองในการทำวิจัย ของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ
9.  ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลเฉพาะของตน ที่ปรากฏในเวชระเบียนเมื่อร้องขอ ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิส่วนตัวของบุคคลอื่น
10.  บิดามารดาหรือผู้แทนโดยชอบธรรม อาจใช้สิทธิแทนผู้ป่วยที่เป็นเด็กอายุยังไม่เกิน 18 ปี บริบูรณ์ ผู้บกพร่องทางกายหรือจิต ซึ่งไม่สามารถใช้สิทธิด้วยตนเอง

คนชนบทอพยพจากภูมิลำเนาเข้ามาในกรุงเทพ หวังว่าจะมาสร้างเนื้อสร้างตัวที่กรุงเทพ หวังว่าจะเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ  เพราะต่างจังหวัดส่วนมากจะทำงานด้านการเกษตร ทำให้ได้รายได้น้อย ผลผลิตส่วนใหญ่จะราคาต่ำ มีโรงงานอุตสาหกรรมตั้งอยู่ในพื้นที่เป็นจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับในตัวเมือง ทั้งนี้เพราะรัฐบาลรับแนวคิดด้านทุนนิยมมาช่วยในการพัฒนาประเทศ จึงทำให้เน้นการพัฒนาด้านอุตสาหกรรม การทำงานเกษตรกรรมจึงด้อยค่าลง คนในต่างจังหวัดได้รับผลกระทบอย่างมากเพราะ ราคาสินค้าต่ำลงและยังคงต้อง แข่งขันราคากับสินค้าเกษตรกรรมที่รัฐบาลอนุญาตให้นำเข้าจากต่างประเทศโดย ไม่มีกำแพงภาษี  คนในชนบทส่วนมากจึงตัดสินใจที่จะอพยพเข้ามาหางานทำในตัวเมือง หารายได้เพื่อจุลเจือตนเองและครอบครัวทดแทนรายได้ที่ขาดหายไป

เมื่อจำนวนคนในต่างจังหวัดที่อพยพเข้ามาในเมืองหลวงเพิ่มจำนวนมากขึ้น เรื่อยๆปริมาณคนจะมีมากกว่าปริมาณงานที่มี ทำให้เกิดปัญหาคนว่างงานและเมื่อไม่มีรายได้ สภาพชีวิตก็จะตกต่ำลง บางพวกกลายเป็นคนเร่ร่อน บางพวกกลายเป็นขอทาน บางพวกตัดสินใจทำงานทุจริต เป็นต้น

ปัญหานี้เป็นปัญหาทางสังคมที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  มีผลกระทบทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
ประการที่หนึ่ง   กระทบต่อสังคมในเมืองหลวงจะเห็นได้จาก จำนวนคนต่างจังหวัดที่อพยพเข้ามาในเมืองและคนเมืองได้รับผลกระทบ เช่น หางานทำยากขึ้น ,ต้องเผชิญกับมลภาวะต่างๆที่เกิดจากจำนวนคนเพิ่มขึ้น (มลภาวะทางอากาศ ,ทางน้ำ,ทางเสียง)และความเครียดที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากสภาพแวดล้อมแออัด เกิดสลัมและแหล่งเสื่อมโทรม

ประการที่สอง  กระทบต่อสังคมในชนบท จะเห็นได้จากการที่วิถีชีวิตเกิดการเปลี่ยนแปลง  จากที่อยู่อาศัยเป็นครอบครัวใหญ่  ช่วยกันทำเกษตรกรรมหรือปศุสัตว์ขนาดเล็กในครอบครัว  แต่ในปัจจุบันผลผลิตตกต่ำถูกพ่อค้าคนกลางกดราคาเกิดความยากจนทั่ว  คนหนุ่มสาวจึงต้องอพยบเข้ามาในเมืองเพื่อหางานทำ  เมื่อคนหลุ่มสาวที่เป็นเหมือนแขนขาของพื้นดินได้จากไป  ผู้เฒ่าผู้แก่เด็กๆถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง  ก่อให้เกิดปัญหาสังคม  เป็นภาระแก่สังคมเพิ่มมาขึ้น

สามารถแก้ปัญหาได้โดยที่รัฐ ควรจะสนับสนุนการสร้างสร้างงานตามพื้นที่ในต่างจังหวัดและส่งเสริมการแปรรูป ผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลผลิตระดับประฐมภูมิให้เป็ระดับทุติยภูมิ  เพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าจากการเกษตรเป็นรูปแบบอื่นๆ เช่น ผลไม้กวน หรือผลไม้แช่อิ่ม เพิ่มการกระจายรายได้ให้มากขึ้น สนับสนุนการค้าทางเกษตร เช่น ยกเลิกหรือลดการนำเข้าสินค้าทางเกษตรกรรมที่สามารถผลิตได้ในประเทศ ตั้งสหกรณ์เพื่อลดการผ่านพ่อค้าคนกลาง  สนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืชเศณฐกิจเพื่อการส่งออกเพิ่มขึ้น  เมื่อต่างจังหวัดมีงานที่มากพอ และมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น  เมื่อมีงานทำในท้องถิ่นปริมาณคนที่อพยพเข้าเมืองหลวงก็จะลดลงได้อย่างแน่นอน

กรณีศึกษา

ข้อมูลส่วนบุคคลโดยย่อ

ชื่อ        บัวแก้ว  กุลบุตร   (นามสมมุติ)
เพศ     หญิง
อายุ     42ปี
ชีวิตครอบครัว
พ่อแม่ยังอยู่ด้วยกัน มีพี่น้องทั้งหมด 9  คน เป็นผู้หญิง 4   คน ผู้ชาย  5   คน แต่เสียชีวิต 2  คน เพราะคนแรกเมื่อคลอดออกมาแล้วไม่แข็งแรง  เสียชีวิตเมื่อคลอดออกมาได้ไม่กี่วัน  ส่วนคนที่ 2  ตอนอายุ   3   ขวบเสียชีวิตเพราะโรคบิด   ทางบ้านมีฐานะยากจน เนื่องจาก พ่อแม่ต้องเลี้ยงลูก 8 คน จึงมีเงินไม่พออยู่พอกิน  พี่บัวแก้วเป็นลูกคนที่สอง    ขณะที่เรียนหนังสือกลับมาบ้านต้องช่วยงานพ่อแม่หลายอย่าง ทั้งงานบ้าน และทำนา   เวลาไปโรงเรียนก็ต้องเดินไปโรงเรียน     เงินที่เอาไปทานที่โรงเรียนก็น้อยมาก  บางครั้งก็ไม่มีเงินไปโรงเรียน   แต่ก็ต้องอดทน  ตนเองเป็นคนขยันทำงานมาก เพราะอยากให้พ่อแม่อยู่สบาย ไม่ต้องทำงานหนัก  ที่บ้านตนเป็นบ้านไม้  ชั้นเดียว  มีที่นาเป็นของพ่อแม่  5   ไร่  ปัจจุบันมีพี่ชายคนโตทำนาให้พ่อ   และให้เช่านาในหมู่ญาติราคาถูก ๆ   ภูมิลำเนาเดิม  21หมู่1 บ้านปงหลวง ต.เสริมขวา อ.เสริมงาม จ.ลำปาง
เมื่อจบการศึกษา อายุ   25  ปีได้แต่งงานกับนายสมบูรณ์  (นามสมมุติ)   มีลูกสาวหนึ่งคนต่อมาได้แยกทางกันเนื่องจากไม่มีเวลาให้กัน ตนเองทำงาน เลิกเย็น แต่นายสมบูรณ์ ทำงานเลิกตอนดึก ไม่มีเวลาให้ตนเองและลูก  และนายสมบูรณ์เป็นคนติดเหล้า ชอบมาขอเงินตนเองไปซื้อเหล้ากินกับเพื่อนๆ ตนเองจึงตัดสินใจเลิก จนได้ไปทำงานที่ไต้หวัน  จึงตกลงใจแต่งงานกับสามีคนปัจจุบัน และมีลูกสาวอีกหนึ่งคน
ปัจจุบันย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ อยู่บ้านเลขที่    240   ถ.อิสรภาพ   แขวงวัดอรุณ   เขต บางกอกใหญ่ กทม.  และแต่งงาน สามีชื่อ ศักดา(นามสมมุติ)  มีลูก  2   คน เป็นผู้หญิงทั้งคู่ ลูกคนโตอายุ 14  ปี เรียนอยู่ มัธยมศึกษา ปีที่3      คนเล็กอายุ  3  ขวบ ยังไม่ได้เข้ารับการศึกษา

ข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษา และการตัดสินใจเลือกอาชีพ

การศึกษา
เรียน       ชั้นประถมปีที่ 1-6  ที่โรงเรียนบ้านปงหลวง ต.เสริมขวา อ.เสริมงาม จ.ลำปาง
เรียน      มัธยมศึกษาปีที่1-3  ที่โรงเรียนเสริมงามวิทยาคม อ.เสริมงาม จ.ลำปาง
เรียน        ปวช.ปี1 -3 ที่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาลำปาง อ.เมือง จ.ลำปาง
เรียน        ปวส.ปี1-2 ที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาลำปาง อ.เมือง จ.ลำปาง
การเลือกอาชีพ
เมื่อจบจากวิทยาลัยอาชีวศึกษาลำปาง ระดับอนุปริญญา พี่บัวแก้วได้เลือกทำอาชีพ ทำนา เป็นอาชีพแรกเพราะ พ่อแม่บังคับ เป็นอาชีพที่ทำมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า พ่อแม่อยากให้ตนทำงานอยู่ใกล้ๆตัว แต่พอทำไปได้ไม่กี่ปี ฟ้าฝนไม่ตก ได้ข้าวน้อย ไม่พอกับรายจ่ายที่ต้องจุลเจือครอบครัว โดยเฉพาะเรื่องทุนการศึกษาน้อง ๆ จึงได้หางานใหม่ที่มีเงินเดือนที่แน่นอน ไม่เหมือนการทำนา เงินที่ได้จะไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับฟ้าฝน
งานที่สองที่เลือกทำ คือ รับจ้างเฝ้าร้านหนังสือเช่า ที่ลำปาง  เพราะอยู่ในพื้นที่ใกล้บ้านสะดวกในการเดินทางไปกลับ และได้อยู่กับครอบครัว  แต่ทำงานอยู่ได้ไม่ถึงปี  ก็ลาออก  เพราะเงินเดือนน้อยไม่พอใช้จ่าย   และเจ้าของร้านคอยจับผิดต่าง ๆ  ไม่ไว้วางใจ  ทำให้มีความอึดอัดในการทำงานมาก
งานที่สามที่เลือกทำ คือ  พนักงานขายอะไหล่ รถยนต์  ที่ลำปางอยู่ได้ประมาณ  1  ปี  เพราะคิดว่าดีกว่าร้านขายหนังสือเช่า  เงินเดือนดีกว่า  แต่ต้องลาออกเพราะในหนึ่งวันทำงานหนัก  ตั้งแต่  7.00 น-18.00 น. รวมทั้งต้องยกอะไหล่ซึ่งมีน้ำหนักมากขนขึ้นรถให้ลูกค้า  จนเกิดอาการปวดหลังเรื้อรัง   ทางที่ทำงานไม่มีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลให้  และยังเมื่อขอย้ายงานก็ไม่ย้ายงานอื่นให้  ตนเองจึงกลับมาอยู่บ้านทำนาช่วยบ้านอีก  2   ปี  แต่มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายไม่พอ  ก็เลยสมัครไปทำงานต่างประเทศ
ได้ไปทำงานที่ประเทศไต้หวัน   เพราะคิดว่าการไปทำงานต่างประเทศจะได้ค่าแรงสูงกว่าเมืองไทย  พอไปทำงานจริงได้งานบริษัท  อิเลคโทรนิค ขนาดใหญ่   ที่เมืองไทเป   ชื่อบริษัท General Instrument of Taiwan LTD.  อยู่ประมาณ  2  ปี  มีเงินเหลือกลับมาประเทศไทยประมาณ  200,000 กว่าบาท   เหตุที่กลับหมดสัญญาจ้าง และตนเองไม่ตัดสินใจกลับไปทำงานต่อเพราะ อยากอยู่กับลูก และเริ่มต้นชีวิตที่เมืองไทยกับสามีคนใหม่
อาชีพที่กลับมาทำที่เมืองไทยคือ   พนักงานขายเครื่องหนัง   เพื่อนเป็นผู้แนะนำงานให้  ทำงานอยู่ได้ประมาณ  3  เดือนก็ลาออก   เพราะผู้บริหารมีนิสัยจุกจิกจู้จี้  ขี้บ่น    ที่ทำงานอยู่ห่างจากที่พักเดินทางไม่สะดวกต้องตื่นเช้ามาก  พาหนะเดินทางก็หายาก    งานที่ทำนี้อยู่กรุงเทพ  ตนเองต้องอาศัยอยู่กับเจ้านายเก่าของสามี เมื่อกลับมาก็ต้องช่วยงานบ้านเจ้านายสามีด้วยไม่มีเวลาเป็นของตนเอง เหนี่อยมากเพราะเจ้าของบ้านที่อาศัยอยู่ก็มีนิสัยจุกจิก ระเบียบจัด ตนเองไม่สามารถนำลูกสาวมาอยู่ด้วย เพราะเจ้าของบ้านไม่อนุญาต  ตอนนั้นลูกสาวคนโตจึงอยู่กับยายที่ลำปาง
อาชีพสุดท้ายคือ   เป็นพนักงานทำบัญชีที่อู่ซ่อมรถยนต์   ในกรุงเทพฯ   เริ่มทำงานนี้เมื่อพ.ศ.2540   จนถึงปัจจุบัน เลือกทำที่นี่เพราะสามีย้ายจากที่ทำงานเก่ามาเป็นช่างเครื่องอยู่ที่อู่นี้ประมาณ  5  เดือนก่อน  พอดีพนักงานทำบัญชีออก  สามีจึงแนะนำให้มาทำงานด้วยกัน  ที่ทำงานนี้  มีที่พักอาศัย  ตลอดจนค่าไฟ  ค่าน้ำ  ฟรี  อยู่ได้ประมาณ  1  ปีจึงย้ายลูกสาวคนโตมาเรียนที่กรุงเทพ  และมีลูกสาวคนเล็กตอนพ.ศ. 2547
ชีวิตการทำงาน (ครั้งล่าสุด)

พิจารณาตามมิติ ของคุณภาพชีวิตการทำงาน
1.  การได้รับความคุ้มครองในปัญหาพื้นฐานการทำงาน
-  ด้านสุขภาพอนามัย
ทางอู่ซ่อมรถมีการตรวจสุขภาพพนักงานทุกปี เพราะทางนายจ้างมีความเข้าใจหลักการที่ว่าถ้าสุขภาพดีงานที่ทำออกมาก็จะได้คุณภาพดีตามไปด้วย ซึ่งตรงตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ในหมวดที่ 8 มาตรา 107 ที่กำหนดให้นายจ้างจัดให้มีการตรวจสุขภาพของลูกจ้าง
มีประกันสังคมให้  โดยลูกจ้างไม่ถูกหักเงินประกันสังคมจากเงินเดือน เพราะนายจ้าง ออกให้ทั้งหมด
-  ค่าจ้างและสวัสดิการ
ค่าจ้างที่ได้รับเป็นรายเดือนๆ ละ  6 ,600  บาท (มากกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ ซึ่งได้ประกาศให้มีผลใช้บังคับ ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม 2550 เป็นเงิน 191 บาท ) ค่าจ้างที่ได้รับเป็นที่พอใจ เพราะมีที่พัก ค่าน้ำ ค่าไฟ อาหารกลางวันฟรี   และมีการขึ้นค่าจ้างให้ปีละ 300  บาท รวมทั้งมีเบี้ยขยันถ้าไม่มีการหยุดงานในหนึ่งเดือน  ได้เพิ่มอีกเดือนละ  300  บาท  พร้อมสิ้นปีมีโบนัสให้อีกหนึ่งเดือน
ส่วนสวัสดิการ  มีการทำประกันสังคมให้กับพนักงานทุกคน  โดยทางบริษัทออกค่าประกันสังคมทั้งหมดโดยไม่ได้หักเงินจากพนักงานเลย (ในพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 กำหนดให้มีการจัดเก็บเงินสมทบจากนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล) พร้อมที่พักอาศัย  ค่าไฟ  ค่าน้ำ    อาหารกลางวันฟรี
-  ความปลอดภัยในการทำงาน
ทำงานในห้องแอร์   งานไม่มีอันตราย  ไม่ต้องยกอะไหล่หนัก ไม่มีการเสี่ยงภัย นั่งทำงานในออฟฟิตทั้งวัน มีเพียงเสียงซ่อมเครื่องยนต์รถดังเข้ามาในห้องนิดหน่อยเท่านั้น ถือว่ามีมาตรฐานด้านสุขภาพอนามัย และความปลอดภัยที่เหมาะสม
-  ชั่วโมงการทำงาน
8 ชั่วโมงต่อวัน ชั่วโมงการทำงาน 8ชม. ซึ่งตรงกับมาตรฐานชม.การทำงานที่เหมาะสมของILO เริ่มทำงานตั้งแต่  8.00น  -  17.00น.  พัก 12.00น.-13.00น.   มีความเหมาะสม  ไม่มีผลเสียต่อการดำเนินชีวิต  เพราะเป็นการทำงานในช่วงเช้า พร้อมกับสามี และลูกที่ออกไปเรียน ส่วนลูกคนเล็กจะจ้างเด็กที่พักในที่ทำงานเลี้ยง วันละ 50 บาท โดยจ้างแค่ในเวลาที่ตนทำงาน  และเมื่อเลิกงานก็เลิกงานพร้อมสามี และลูกที่กลับมาจากโรงเรียน ในเวลาใกล้เคียงกัน ทำให้มีเวลาให้กับครอบครัวมากขึ้นกว่าแต่ก่อนที่ทำงานที่ไต้หวันและการเป็นพนักงานขายเครื่องหนัง

-  ความมั่นคงในงาน
ไม่มีสัญญาจ้างงานเพราะเป็นอู่ซ่อมรถขนาดกลาง  แต่กรณีมีการเลิกจ้างงานโดยปิดกิจการ  จะจ่ายเงินชดเชยให้  6  เดือน พี่บัวแก้วคิดว่างานของตนเองมั่นคง เพราะ ตราบใดที่เธอไม่ได้ทำผิดร้ายแรง เช่น การโกงบัญชี เธอจะไม่ถูกไล่ออก เพราะนายจ้างเป็นคนใจดี
2. การได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรมในการทำงาน และใช้สิทธิตามกฎหมาย
-  การคุ้มครองจากการถูกเลิกจ้าง
ในกรณีที่พนักงานทำงานเกิน 6 ปี จะได้รับค่าชดเชยในการเลิกจ้าง เป็นจำนวน 6 งวดเงินเดือน ในกรณีที่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า หากทางบริษัทไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าเช่น ถ้ากำหนดการจ่ายค่าจ้างของตนเป็นวันที่ 30 ของเดือนพอถึงวันที่ 30 นายจ้างบอกว่าจะเลิกจ้างตนจากการเป็นเสมียณของบริษัท ตนจะได้รับค่าชดเชยจากการไม่ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้าเพิ่ม เป็นจำนวน 1งวดเงินเดือน
-  การใช้สิทธิตามกฎหมาย
ในตอนที่พี่บัวแก้วท้องได้ใช้สิทธิลาเพื่อคลอด บุตร เป็นเวลาสามเดือน และทางบริษัทจ่ายค่าจ้างให้เท่ากับวันทำงานเป็นเวลา50วัน
ไปรับบริการทางการแพทย์  ตั้งแต่การฝากครรภ์จนถึงการคลอดบุตร ณ โรงพยาบาลศิริราช ตามสิทธิในประกันสังคม
    ใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน การจ่ายค่าจ้างในกรณีที่พี่บัวแก้วคลอดบุตรเป็นเวลา50วัน (เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ คือ45วัน)
ใช้สิทธิวันหยุดประจำปี โดยเมื่อเข้ามาทำงาน 5 ปีแรกได้หยุดประจำปี 6 วัน  และเมื่อเข้าปีที่6 จนถึงปัจจุบัน ทางบริษัทเพิ่มให้เป็น 7 วัน โดยกำหนดร่วมกันกับนายจ้างว่าจะให้วันหยุดประจำปีหยุดต่อจากช่วงเทศกาลสงกรานต์ หรือปีใหม่ เพื่อให้ตนเองมีเวลากลับไปเยี่ยมพ่อแม่และญาติพี่น้องที่ลำปาง  (ตรงตามสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปีตามพรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541)
3.  การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ในสถานประกอบการ
-  กระบวนการพิจารณาข้อร้องทุกข์ของลูกจ้าง
ในบริษัท ไม่มีกระบวนการพิจารณาข้อร้องทุกข์ของพนักงาน เวลาที่พนักงานมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการจ้างงาน ต้องนำไปปรึกษาเพื่อนร่วมงานคนอื่นเอง หรือถ้าเป็นเรื่องเร่งด่วนสำคัญมาก ก็ต้องรอให้เจ้าของบริษัทเข้ามาดูงานจึงแจ้งให้ทราบโดยตรง
-  อิทธิพลในการตัดสินใจ มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
ไม่มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของบริษัท  ไม่มีอิทธิพลในการตัดสินใจของนายจ้าง  นายจ้างไม่มีการสอบถามความเห็น ในเรื่องต่างๆ เช่น การเลือกพนักงานใหม่  การเปลี่ยนแปลงองค์การ

4.  การได้ทำงานที่ท้าทายความสามารถ
หน้าที่งานที่พี่บัวแก้วทำที่บริษัทคือทำบัญชีอย่างเดียว เป็นงานเดิมที่ทำมาตั้งแต่เริ่มเข้าบริษัท  เป็นเวลา10 ปีแล้ว ทางที่ทำงานไม่มีการ หมุนเวียนงาน หรือการเพิ่มขอบเขตงาน และเนื้อหางาน เลย
เป็นเหตุให้พี่บัวแก้วไม่มีแรงจูงใจในการทำงานเพราะ ที่งานทำเป็นงานอย่างเดียวซ้ำ ๆ อยู่ตลอดเวลาไม่มีความหลากหลายของงาน    ก่อให้เกิดความเบื่อหน่าย  นำมาซึ่งพฤติกรรมทางลบของพี่บัวแก้ว  เช่น  พี่บัวแก้วมักจะหยุดงานบ่อย  (เดือนหนึ่ง สองถึงสามวัน) ทั้งที่ที่ทำงานมีเบี้ยขยันให้เดือนละ 300 บาท  และ ทำงานด้วยความเฉี่อยชา  บางครั้งลงบัญชีผิด ทำให้เวลานายจ้างมาตรวจสอบบัญชีแล้วจะโดนว่าเป็นประจำ  สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพราะพี่บัวแก้วขาดความพึงพอใจในการทำงานและทำงานเพียงเพื่อให้งานผ่านพ้นไปวัน ๆ
5. ความสัมพันธ์  ระหว่างงานกับวงจรชีวิต  ความสมดุลระหว่างชีวิตกับงาน
-  ความรับผิดชอบทางสังคมของสถานประกอบการ
บริษัทที่พี่บัวแก้วทำงานอยู่มีความรับผิดชอบต่อสังคมระดับจริยธรรม  คือ  รับผิดชอบกระทำในสิ่งที่ถูกที่ควร  สอดคล้องกับค่านิยมและความคาดหวังของสังคม  แม้ว่าจะไม่ได้ระบุให้ทำโดยกฏหมายและไม่ใช่เพื่อแสวงหาผลกำไรให้องค์การ  รวมทั้งคำนึงถึงสุขภาพพนักงานและประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง   เช่น  ไม่เทน้ำมันเสียจากการซ่อมเครื่องยนต์ลงในท่อระบายน้ำเพราะจะทำให้อุดตัน  สกปรก  ต่อชุมชน     มีผ้าใบกันเวลาพ่นสีรถ  เพื่อสุขภาพของพนักงาน และ ชุมชน   ไม่ทำงานล่วงเวลา (โอที) ที่มีการเคาะเสียงดัง เพราะรบกวนเวลาพักผ่อนของ พนักงาน และ ประชาชนใกล้เคียง
-  ความสมดุลระหว่างงาน ครอบครัว  และการพักผ่อน
วงจรชีวิตของพี่บัวแก้วค่อนข้างสมดุล   มีเวลาในการทำงาน  8   ชม.  (8.00 – 17.00 น.)   และเมื่อเลิกงานก็เลิกพร้อมสามี และ ลูกสาวคนโตจะกลับถึงที่พักในเวลาใกล้เคียงกัน    (โรงเรียนเลิก 16.00น.)  ครอบครัวของพี่บัวแก้วจึงมีเวลาในการใช้ชีวิตร่วมกันสูง  แต่บางครั้งลูกสาวคนเล็กของพี่บัวแก้วที่มีอายุ  3 ปีจะรบกวนเวลาพักผ่อน และเวลานอนของพี่บัวแก้ว  เพราะต้องคอยดูแลตลอดเวลา
-  งาน  สถานะภาพทางสังคม  ชนชั้น
ในที่ทำงานพนักงานทุกคนมาจากต่างจังหวัด   มีทัศนะคติในการใช้ชีวิตคล้ายคลึงกัน   เช่น   ต้องประหยัดในการใช้จ่ายเงินเพราะต้องส่งเงินไปจุนเจือทางบ้าน   สภาพสังคมมาจากครอบครัวมีฐานะยากจนเหมือนกัน   เกิดความสบายใจในการทำงาน เข้ากับผู้ร่วมงานคนอื่นได้ดี

ทัศนคติต่องาน ความก้าวหน้าในอาชีพ   รายได้   ความมั่นคง

ทัศนคติต่องาน
พี่บัวแก้วคิดว่างานที่ทำเป็นงานที่น่าเบื่อ   จำเจ ทำงานให้เสร็จไปวันๆ ไม่มีความท้าทาย ไม่มีแรงจูงใจในการทำงาน และ ไม่ได้ออกนอกออฟฟิต    แต่เนื่องจากทางอู่มีสวัสดิการ  ที่พักอาศัย  น้ำไฟฟรี  มีอาหารกลางวัน   อยู่ได้ทั้งครอบครัว   รวมทั้งสามารถเข้ากับผู้ร่วมงานได้   เธอจึงเลือกที่จะทำงานในบริษัทนี้เป็นเวลานานถึง  10  ปี
ความก้าวหน้าในอาชีพ
งานของพี่บัวแก้วไม่มีความก้าวหน้า  เพราะทางอู่ซ่อมรถเมื่อเริ่มทำงานครั้งแรกเป็นกิจการขนาดกลาง  มีแผนกฝ่าย บัญชีอยู่เพียงตำแหน่งเดียว  ตอนที่พี่บัวแก้วได้เข้ามาทำงานตำแหน่งนี้เพราะพนักงานคนเก่า  ลาออก และเมื่อทำงานไปเรื่อยๆจนถึง 10 ปี ทางบริษัทไม่ได้มีการขยายกิจการ จึงไม่มีตำแหน่งที่สูงกว่าให้ เช่น หัวหน้าฝ่ายบัญชี หรือ หัวหน้าฝ่ายตรวจสอบบัญชี
รายได้
6 ,600  บาทต่อเดือน  ตกปีละ 79,200  เป็นรายได้ที่พี่บัวแก้วบอกว่าเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายของ ตน  เป็นบางเดือน เพราะ ไม่ต้องออกค่าที่พัก ค่าไฟ ค่าน้ำ และค่าอาหารกลางวัน  และมีเงินเดือนสามีมาช่วยจุลเจือ แต่ในบางเดือนที่ต้องจ่ายค่าเทอมลูกสาวคนโต เธอต้องขอเจ้านายเบิกเงินเดือนล่วงหน้า ซึ่งเจ้านายก็เข้าใจ และยอมให้เธอเบิกเงินล่วงหน้า เพราะเธอเป็นพนักงานที่ทำงานมานาน  พี่บัวแก้ว ได้อธิบายว่า เงินเดือนที่เธอได้รับไม่ได้มากมายอะไร แต่ว่า การที่มีที่พัก มีอาหารกลางวัน ค่าน้ำ ค่าไฟ ฟรี และสามารถอยู่กันได้ทั้งครอบครัว พร้อมหน้าพร้อมตา ทำให้เธอตัดสินใจอยู่ที่นี่ได้ถึง 10 ปี  เพราะเธอชอบอยู่กับครอบครัว อยู่ที่นี่ทำให้เธอมีเวลาอยู่กับลูกมากขึ้น  ไม่เหมือนกับงานที่เธอไปทำที่ประเทศไต้หวัน ถึงจะได้เงินมากก็จริง แต่เธอไม่ได้พบหน้าลูก เธอต้องฝากลูกไว้กับยายที่ลำปาง
ความมั่นคง
ไม่มีสัญญาจ้างงานเพราะเป็นอู่ซ่อมรถขนาดกลาง  แต่ที่เจ้านายเคยบอกตนคือ กรณีมีการเลิกจ้างงานโดยปิดกิจการ และ ตนเองไม่ได้มีความผิดอะไร  จะจ่ายเงินชดเชยให้  6  เดือน  เพราะพี่บัวแก้วทำงานมา 10 ปี
ความจริง ตามพรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 แล้วพี่บัวแก้วต้องได้รับเงินชดเชยในกรณีข้างต้นเป็นเงินชดเชย 10 เดือน เพราะพี่บัวแก้วได้ทำงานมาแล้ว 10 ปี ขึ้นไป

ปัญหาในที่ทำงาน นอกที่ทำงาน และการแก้ปัญหา

ปัญหาในที่ทำงาน
เกี่ยวกับการทำงานกับเจ้านายอารมณ์ร้อน   เวลาจะเข้าไปติดต่อเจ้านาย ต้องดูจังหวะให้ดี  ถ้าอารมณ์ไม่ดีต้องนิ่งก่อนจนกว่าเจ้านายจะอารมณ์เย็นลงค่อยอธิบายที่หลัง    บางครั้งเจ้านายไม่อยู่  โทรมาสั่งงานกับตน และ สั่งให้ตนบอกต่อหัวหน้าช่าง   จะเกิดปัญหากับหัวหน้าช่าง หัวหน้าช่างจะไม่พอใจเหมือน เธอเป็นแค่พนักงานบัญชีแต่ไปสั่งงาน เขาซึ่งเป็นถึงหัวหน้าช่างซ่อมรถ
การแก้ปัญหา   เรื่องเจ้านายผู้ชายอารมณ์ร้อน  แก้โดย ในขั้นแรก ตนเองต้องอย่าไป หงุดหงิด หรือมีอารมณ์ ร่วมไปกับอารมณ์เจ้านาย เมื่อเจ้านายอารมณ์เสีย ตนต้องพยายามใจเย็น อย่าไปขัดใจเจ้านาย  หรือเถียงเจ้านาย เพราะไม่ก่อให้เกิดผลดี  และเมื่อเจ้านายใจเย็นลงแล้ว ค่อยเข้าไปอธิบายด้วยเหตุผล ทั้งนี้พี่บัวแก้วยังอธิบายอีกว่า การที่ตนทำงานมานาน ทำให้รู้นิสัยเจ้านาย ในตอนเข้ามาทำงานตอนแรกตนเองก็ตกใจ เพราะเจ้านายจะเป็นคนเสียงดัง ดุ  ถ้าไม่พอใจลูกน้องก็จะว่าตรงๆ แต่ เมื่อทำงานไปเรื่อยๆ จึงรู้ว่าแม้ว่าเจ้านายจะชอบ ดุ แต่ว่าเดี๋ยวก็ลืม ไม่ได้เก็บมาคิด ติดใจ เจ้านายจริงๆแล้วเป็นคนโกรธง่ายหายเร็ว  ใจดีกับลูกน้อง วันไหนมีงานเข้ามามาก ทำงานเหนื่อย ก็จะสั่งอาหารมาเลี้ยงลูกน้องในตอนเย็น
ส่วนการสั่งงานกับหัวหน้าช่าง  ถ้าเป็นเรื่องสำคัญก็จะบอกเจ้านายให้สั่งกับช่างเอง  และบอกเหตุผลว่าเพราะตนเองเกรงใจช่าง ไม่อยากให้รู้สึกว่าตนไปสั่งงานเขา เพราะอยู่คนละสายงานกัน กลัวว่าการสื่อสารจะมีอุปสรรค์ เช่น ความไม่เข้าใจในเนื้อหางานทำให้ตนเองสั่งงานผิดพลาด และอาจก่อให้เกิดความเสียหาย   หรือไม่ตนเองจะบอกให้นายจ้างรอ และ ส่งเสียงผ่านอินเตอร์คอล ไปเรียกหัวหน้าช่างให้ขึ้นมาคุยกับนายจ้าง
ปัญหานอกที่ทำงาน
เป็นเรื่องเกี่ยวกับครอบครัวของช่างซ่อมเครื่องที่อาศัยอยู่ในที่ทำงานด้วยกัน  ลูกของช่างชื่อ ต้น ( นามสมมุติ ) เรียนโรงเรียนเดียวกับลูกสาวคนโตของพี่บัวแก้ว ต้นเป็นเด็กเกเร ชอบขโมยของ เคยขโมย หมวกกันน็อกของที่อู่ไป 3 ใบ   เวลาต้นมีปัญหา  ครูที่ร.ร เรียกผู้ปกครองของต้นไปพบเกี่ยวกับลูกของเขาแต่เขาไม่ไปพบ  คุณครูเลยให้พี่บัวแก้วมาเตือนผู้ปกครองของต้นว่าต้นทำผิดในเรื่องใดบ้าง   ซึ่งเป็นปัญหาหนักใจสำหรับพี่บัวแก้ว เพราะบอกช่างคนนั้นไม่ได้  เขารักลูกมากไม่เชื่อที่ครูบอกให้มาเตือน  และอาจจะทำให้ผิดใจกันเพราะเขาอาจจะคิดว่าตนเองไปใส่ร้ายลูกของเขา บางครั้งเวลาต้นไปเที่ยว หรือหายไป เขาจะโทษว่าเป็นเพราะลูกพี่บัวแก้วชวนออกไปเที่ยว เขาเป็นพ่อแม่ที่เชื่อแต่ลูกตัวเอง  ลูกเขาค่อนข้างมีปัญหากับร.ร.  ตนเองก็เลยต้องรับรู้เรื่องของต้นจากคุณครู เป็นปัญหาที่กวนใจพี่บัวแก้ว
การแก้ปัญหา   พี่บัวแก้วนั้นยังไม่ได้คิดทางแก้ปัญหาในตอนนี้ เพราะเรื่องที่เกิดเพิ่งมาเริ่มตอนไม่กี่สัปดาห์  สิ่งที่พี่บัวแก้วทำ คือการ บอกครูว่ายังไม่มีเวลาจะเตือนผู้ปกครองของต้นให้ และพยายามหลบหน้าครูที่โรงเรียนลูกสาว เพราะไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี เธอกลัวว่าครูจะโกรธ และหาว่าเธอใจแคบ ไม่ยอมช่วยเหลือต้น
ปัญหาเรื่องที่พักอาศัยที่อยู่ในที่ทำงานต้องใช้ครัวเดียวกันทั้งสามครอบครัว  ปัญหาที่ตามมาคือการรักษาความสะอาด   เจ้านายเป็นคนรักความสะอาดมาก  บางครั้งครอบครัวที่อยู่ด้วยกันไม่ค่อยรักษาความสะอาด  เวลาเจ้านายเข้าบริษัทมาก็จะโดนว่าเป็นคนแรกเพราะนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิตเดียวกับเจ้านาย   จึงเป็นภาระให้ตนเองต้องทำความสะอาดทั้งที่ไม่ได้เป็นคนทำให้สกปรก
การแก้ปัญหา  พี่ส้มโอได้พยายามตักเตือน ครอบครัวอีกสองครอบครัวให้พยายามรักษาความสะอาด แต่ผลที่ได้คือ ในช่วงที่เธอคอยเตือนก็จะสะอาดขึ้น แต่พอนานไปก็จะสกปรกเหมือนเดิม บางครั้งเธอจึงยอมเป็นคนทำความสะอาด เพื่อเป็นการตัดปัญหา

ความต้องการบริการสังคม และสังคมสงเคราะห์

บริการสังคม
ความต้องการของตัวพี่บัวแก้วเอง
พี่บัวแก้วนั้น ต้องการกองทุนเงินสะสม โดยตนเองจ่ายเงินสะสมเข้ากองทุนโดยให้นายจ้างหักจากค่าจ้างและให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน โดยตนเองอยากให้หักเงินไปเดือนละประมาณ 500 บาท เมื่อครบปีตนเองจะมีเงินสะสมเป็นจำนวน 6,000 บาทและให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนด้วย เป็นจำนวนเงิน200 บาท เพื่อที่เวลาพี่บัวแก้วออกจากงาน เกษียณ หรือ เสียชีวิต สามี และลูกก็ยังคงมีเงินเก็บไว้ หรือเวลาที่ตนเองและสามีแก่จนทำงานไม่ได้แล้ว จะได้มีเงินไว้กินอยู่ ให้ลูกสร้างเนื้อสร้างตัว
ความคิดเห็นของนักศึกษา
พี่บัวแก้วยังต้องการสวัสดิการในเรื่อง ให้นายจ้างจัดให้มี คณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการประกอบด้วยผู้แทนฝ่าย   ลูกจ้างอย่างน้อยห้าคน เพื่อร่วมหารือ และเสนอแนะความเห็นแก่นายจ้างในการจัดสวัสดิการสำหรับลูกจ้าง และตรวจตรา ควบคุม ดูแลการจัด สวัสดิการที่นายจ้างจัดให้แก่ลูกจ้าง  เพราะ จากการสัมภาษณ์ พบว่า ในบางกรณี ทางบริษัทนั้นไม่ได้ปฏิบัติตาม กฎหมายบังคับตามพรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ในเรื่องดังต่อไปนี้
การจ่ายเงินชดเชย  ตามปกติแล้ว  ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 3 ปีแต่ไม่ครบ 6 ปี มีสิทธิได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน เท่ากับ 6 เดือน ส่วน ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันครบ 10 ปีขึ้นไป มีสิทธิ์ได้รับค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 300 วัน เท่ากับ 10 เดือน แต่พี่บัวแก้วนั้นจะได้รับค่าชดเชยในกรณีมีการเลิกจ้างงานโดยปิดกิจการ หรือ การให้ออกโดยที่ตนเองไม่ได้มีความผิดอะไร เป็นเงินชดเชย 6 เดือน ( ตามพรบ. แล้วเท่ากับลูกจ้างที่ทำงานครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี ) ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะพี่บัวแก้วทำงานมากว่า10 ปี ต้องได้ค่าชดเชย 10 เดือน
สังคมสงเคราะห์
ความต้องการของตัวพี่บัวแก้วเอง
ตัวพี่บัวแก้วเองยังไม่เข้าใจในเรื่องการสังคมสงเคราะห์ นักศึกษาเลยอธิบายให้พี่บัวแก้วฟังคร่าวๆ  เช่น ว่าการสังคมสงเคราะห์นั้นคือการช่วยเหลือผู้อื่นเพื่อให้เขาช่วยเหลือตนเองได้ (Help them to help themselves) พี่บัวแก้ว จึงพอเข้าใจ และบอกว่า เธอต้องการให้นักสังคมสงเคราะห์ คอยดูแล และให้ความรู้ เรื่องสิทธิผลประโยชน์ที่ แรงงานอย่างตนเองควรได้ เพราะในบางสิ่งตนเองควรได้รับตามกฎหมายแต่ว่าไม่รู้จนกระทั่งได้มาสัมภาษณ์ กับนักศึกษา
ความคิดเห็นของนักศึกษา
ในฐานะที่เป็นนักสังคมสงเคราะห์ นักศึกษาจะให้ความรู้เรื่องการร้องทุกข์ของลูกจ้าง ว่าลูกจ้างสามารถเรียกร้องสิทธิของตน  อันเนื่องมาจากการฝ่าฝืนกฎหมายแรงงาน ของนายจ้างได้ เช่น  การนำคดีไปฟ้องศาลแรงงาน  ยื่นคำร้องทุกข์ต่อพนักงานตรวจแรงงาน  หรือ  ยื่นต่อพนักงานตรวจแรงงานในท้องที่ที่ลูกจ้างทำงานอยู่ เพราะทางบริษัทไม่มีกระบวนการพิจารณาข้อร้องทุกข์ของพนักงาน ไม่มีแบบฟอร์มเวลาที่พนักงานมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการจ้างงาน ต้องนำไปปรึกษาเพื่อนร่วมงานคนอื่นเอง หรือถ้าเป็นเรื่องเร่งด่วนสำคัญมาก ก็ต้องรอให้เจ้าของบริษัทเข้ามาดูงานจึงแจ้งให้ทราบโดยตรง

ความคิดเห็นของนักศึกษาต่อกรณีศึกษา

อดีตที่ผ่านมาของพี่บัวแก้ว เธอได้ย้ายงานมาหลายงาน ลองทำงานมาหลายชนิด แต่ทุกๆงานที่ผ่านมาทำให้ตนเองไม่มีเวลาให้สามี และลูก ในอดีต และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ตนเองต้องแยกทางกับสามีคนแรก ในปัจจุบันพี่บัวแก้วได้ให้ความสำคัญกับครอบครัวของเธอมาก เพราะจากอดีตที่ผ่านมาเธอไม่ได้ให้เวลากับครอบครัวเลย มัวแต่จะทำงานหาเงินอย่างเดียว เพราะคิดว่าเงินเป็นสิ่งที่จะทำให้ครอบครัวเธอมีความสุข(ในอดีตครอบครัวเธอยากจน มีพี่น้องหลายคน ต้องอยู่กันอย่างลำบากอยากเข็ญ) แต่ในตอนที่ได้เริ่มทำงานที่บริษัทนี้ และให้ลูกสาวคนโตที่อยู่ที่ลำปางกับยาย ย้ายมาอยู่กับเธอ พร้อมทั้งสามีที่ทำงานที่เดียวกัน ทั้งสามคนอยู่ด้วยกันในที่พักในบริเวณบริษัท  เธอจึงได้รู้สึกว่า การที่ครอบครัวได้อยู่ด้วยกัน  ทำงานเลิกพร้อมกัน  มีเวลาให้กัน นั้นมีความสำคัญมาก ทำให้เธอมีความสุข และลูกสาวคนโตก็สนิทกับเธอมากขึ้น เธอชอบชีวิตการทำงานแบบนี้มากที่สุดในบรรดางานที่เธอเคยทำ  และเมื่อ 3  ปีที่แล้วเธอก็ได้มีลูกกับสามีคนปัจจุบัน มีชีวิตครอบครัวที่อบอุ่น และเข้าใจกันมากขึ้น
ถึงแม้ชีวิตครอบครัวของพี่บัวแก้วจะสมบูรณ์ แต่ชีวิตการทำงานของพี่บัวแก้ว  ยังขาดมิติการทำงานดังต่อไปนี้

1.  มิติการทำงานที่สาม  คือ  การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ในสถานประกอบการ  ทางบริษัทควรเน้นการบริหารที่ให้ลูกจ้างมีส่วนร่วม เป็นส่วนสำคัญในงาน โดยพยายามชี้ให้เห็นความสำคัญของการทำงานบัญชี และภาพรวมของบริษัทว่าถ้าไม่มีงานบัญชีแล้ว บริษัทนั้นก็อยู่ไม่ได้ เพราะงานทางด้านบัญชี (สายงานสนับสนุน)ก็มีความสำคัญเท่ากับงานซ่อมเครื่องยนต์ (สายงานตรง) รวมทั้ง เปิดโอกาส ให้ทำงานเสร็จตั้งแต่ต้นจนจบ มีอิสระในการคิด และตัดสินใจในการวางแผนงาน และกำหนดขั้นตอนการทำงานด้วยตนเอง เพื่อให้  พี่บัวแก้วรู้สึกรับผิดชอบต่อผลงาน เช่น ฝึกอบรมให้พี่บัวแก้วรู้จักโทรติดต่อลูกค้าให้มารับรถ และจ่ายเงิน โดยให้พี่บัวแก้วเป็นคนรับเงินลูกค้า และนำมาลงบัญชี
2.  มิติการทำงานที่สี่   คือ   การได้ทำงานที่ท้าทายความสามารถ  พี่บัวแก้วควรเสนอให้ทางบริษัทเพิ่มความหลากหลายในหน้าที่งานของพี่บัวแก้ว  เช่น   การขยายขอบเขตงาน  โดยการเพิ่มเนื้อหางาน  ให้โอกาสพี่บัวแก้ว  ในการวางแผนผลงานและประเมินผลงานของตนเอง  มีการรับเงินลูกค้า   พูดคุยกับลูกค้า  เพื่อจะได้ไม่ต้องนั่งโต๊ะทำบัญชีเพียงอย่างเดียว   และเป็นการสร้างสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าด้วย  ทั้งหมดนี้จะทำให้พี่บัวแก้วรู้สึกว่างานนี้มีความหมาย  เกิดความรับผิดชอบต่อผลของงาน  และได้รู้ผลรับของงาน  ทำให้มีแรงจูงใจเพิ่มมากขึ้นในการทำงาน  พร้อมที่จะทุ่มเทและสร้างผลงานที่ดี
นอกจากนี้ พี่บัวแก้วยังมีทักษะการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในที่ทำงานสูง เธอไม่หลีกเลี่ยงปัญหาในการทำงาน  และสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อมาถึงปัญหานอกที่ทำงาน เธอเลือกที่จะหลีกหนีปัญหา ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ เธอจะไม่มีความสมดุลในชีวิต  เพราะไม่มีความสุข และเวลาการพักผ่อนจะน้อยลง ทางแก้ไขเพิ่มเติมในปัญหานอกที่ทำงานของพี่บัวแก้วมีดังนี้
1. ปัญหาเรื่องของต้น         พี่บัวแก้วควรอธิบายกับครูว่าครูต้องไปเตือนกับผู้ปกครองของต้นเองโดยตรง   เพราะเดี๋ยวจะเกิดความเข้าใจผิดหาว่าพี่บัวแก้วไปว่าลูกเขา และอธิบายว่าที่ไม่อยากไปเตือน เพราะ จะทำให้เกิดความบาดหมางระหว่างครอบครัวขึ้น เพราะ ทั้งสองครอบครัวพักอาศัยอยู่ใกล้กัน กลัวว่าถ้ามีปัญหาจะมองหน้ากันไม่ติด และอีกอย่าง สามีของพี่บัวแก้วนั้นทำงานเป็นช่างเครื่อง เหมือนกับ พ่อของต้น เวลาทำงานต้องมีการติดต่อสื่อสาร ประสานงานกัน ถ้ามีเรื่องบาดหมางเกิดขึ้น จะส่งผลให้การทำงานไม่มีประสิทธิภาพ หรือเกิดความเสียหาย เพราะในการซ่อมเครื่องยนต์รถนั้นต้องใช้ความรอบคอบ และสื่อสารระหว่างช่างด้วยกัน ถ้าเกิดซ่อมผิดพลาด ความเสียหายที่ตามมาจะหนัก   เมื่อพี่บัวแก้วอธิบายอย่างเหตุผลความจำเป็นแล้วจะทำให้ครูเข้าใจ  และพี่บัวแก้วก็ไม่ต้องคอยหลบหน้าครู และรู้สึกไม่สบายใจอีกต่อไป
2.  ปัญหาเรื่องครัวไม่สะอาด              ควรจะจัดเวรทำความสะอาดของทั้งสามครอบครัว โดยทำความสะอาดกันครอบครัวละ 2 วัน ให้แต่ละครอบครัวเลือกวันที่ตนสะดวก และ ถือว่าวันเสาร์เป็นวันว่าง ไม่มีเวรทำความสะอาด  เพราะ ตอนวันอาทิตย์เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์นายจ้างไม่มาดูแลงาน ส่วนเรื่องที่นายจ้างจะมาตรวจดูความสะอาดนั้น ถ้าวันไหนครัวสกปรก ก็ให้เจ้านาย ดูที่ตารางเวรว่าครอบครัวไหนเป็นคนรับผิดชอบ

บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ในการขยายขอบเขตการบริการ
1. บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ในการเป็นตัวกลางในการประสานงานระหว่างรัฐกับองค์กรเอกชน  รัฐกับประชาชน  องค์กรเอกชนกับประชานชน  และประชาชนกับประชาชน  ในฐานะผู้ให้ข้อมูลต่างเสนอแก่หน่วยต่างๆในสังคมที่มีความเกี่ยวข้อง  เพื่อให้หน่วยทางสังคมนั้นทราบข้อมูลที่กว้างขึ้น  เฉพาะ  และเป็นปัจจุบัน  เช่นลักษณะสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป  การกระจายตัวของประชากร หรือ ความต้องการสวัสดิการของประชาชนในปัจจุบัน เพื่อให้การขยายขอบเขตการให้บริการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างตรงความต้องการ
2. บทบาทนักสังคมสงเคราะห์ในการเป็นผู้เผยแผ่ข้อมูลวิธีการป้องกันภันอันตรายจากคนแปลกหน้า  คนใกล้ตัว  ลักษณะความผิดปกติที่มีความเสี่ยงในการก่อเหตุอันตราย  การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ  เช่น การกลับบ้านตอนกลางคืนคนเดียว การแต่งตัวล่อแหลม หรือ การรักษาความปลอกภัยของห้องพักอาศัย
3. บทบาทนักสังคมสงเคราะห์ในการทำงานร่วมกับสหวิชาชีพ  ในด้านการดำเนินงานเรื่อง   การเสนอแนวทางการป้องกัน  การร่วมกันแก้ไขและฟื้นฟูผู้ที่ขโมยของ และฝ่ายที่ถูกกระทำให้เป็นไปตามหลักยุติธรรม  และมีความเหมาะสม
4. บทบาทนักสังคมสงเคราะห์ในการเป็นผู้เผยแผ่ข้อมูลที่เที่ยงตรง  ถูกต้อง  ชัดเจน  ให้แก่คนที่อาศัยอยู่ในบ้านเอื้ออาทร และสอบถามความต้องการเพิ่มเติมของผู้อยู่อาศัย

การจัดทำโครงการบ้านเอื้ออาทรของรัฐบาล ที่จัดสร้างขึ้นเพื่อให้การช่วยเหลือแก่ผู้ที่มีรายได้น้อยที่ไม่มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ปลอดภัย โดยยึดหลักการ การบรรเทาความเดือดร้อน และยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ด้อยโอกาส และผู้ที่มีรายได้น้อย โดยร่วมมือกับภาคเอกชน พันธมิตรทางธุรกิจในการดำเนินการบ้านเอื้ออาทร เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยได้ซื้อที่อยู่อาศัยพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งที่จำเป็นในราคาถูก นอกจากนี้ยังมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินโครงการบ้านเอื้ออาทรที่สำคัญคือ เพื่อเสริมสร้างสายสัมพันธ์อันดีระหว่างภายในครอบครัว ชุมชน และสังคม รวมทั้งสนับสนุนกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกส่วนฝ่ายในการพัฒนาชุมชนของตน เพื่อนำไปสู่ความเป็นชุมชนน่าอยู่อย่างยั่งยืน และเป็นการสร้างโอกาสให้กับผู้อยู่อาศัยในชุมชนให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจากผลดำเนินการสร้างบ้านเอื้ออาทรให้แก่ผู้ที่มีรายได้น้อยนั้น บริการที่รัฐบาลจัดให้นั้นในทางปฏิบัติ บริการบ้านเอื้ออาทรยังกระจายไม่ทั่วถึงกลุ่มเป้าหมาย และมีบ้านเอื้ออาทรบางส่วนที่ตกเป็นของผู้ที่มีรายได้ ในขณะที่ผู้มีรายได้น้อยและด้อยโอกาสจริงๆ ไม่สามารถเข้าถึงบริการที่รัฐจัดให้ ทั้งนี้มีสาเหตุมาจากการจัดการบริหารโครงการบ้านเอื้ออาทรในตอนเริ่มโครงการที่มีการสำรวจกลุ่มเป้าหมายและมีการลงชื่อแสดงเจตจำนงนั้น ไม่มีการหาข้อมูลด้านรายได้ของผู้ลงชื่อแสดงเจตจำนงอย่างลงลึก หรือหาข้อมูลจริงๆ เป็นเพียงการเชื่อจากหลักฐานรายได้ทางเอกสารเท่านั้น ส่งผลทำให้บริการบ้านเอื้ออาทรส่วนหนึ่งนั้นไม่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง นอกจากนี้ในเรื่องของการส่งเสริมให้ภาคเอกชนและพันธมิตรทางธุรกิจเข้ามีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการบ้านเอื้ออาทร เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยได้ซื้อที่อยู่อาศัยพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งที่จำเป็นในราคาถูก โดยมีการประมูลโครงการเพื่อนำไปจัดสร้างนั้น ผลของการประมูลของโครงการบ้านเอื้ออาทรบางโครงการนั้น ตกอยู่ในกลุ่มผู้ประมูลโครงการที่หวังผลประโยชน์  ทำให้การจัดสร้างบ้านเอื้ออาทรไม่เป็นไปตามมาตรฐาน บ้านเอื้ออาทรส่วนหนึ่งจึงมีปัญหาด้านโครงสร้างบ้านที่แตกร้าวและทรุดตัว และปัญหาด้านความปลอดภัย เนื่องจากบางพื้นที่ที่จัดสร้างบ้านเอื้ออาทรอยู่ในแหล่งชุมชน สถานที่ที่ไม่ปลอดภัย
นอกจากจะมีปัญหาการกระจายบริการ ปัญหาด้านครงสร้างบ้าน และความปลอดภัยซึ่งไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการแล้ว ในส่วนของการส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสให้กับผู้อยู่อาศัยใน  ชุมชนให้มีรายได้เพิ่มขึ้นนั้น ประชาชนในชุมชนยังไม่ได้รับโอกาสดังกล่าวอย่างแท้จริง เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่ตกอยู่ในภาคเอกชนและในวัตถุประสงค์เรื่องความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ให้มีลักษณะประสานการทำงานแบบองค์รวมนั้น ผลการดำเนินการโครงการยังขาดการบูรณาการ ขาดการทำงานแบบร่วมกันทั้งของชุมชน รัฐบาลและภาคเอกชน
จากการดำเนินโครงการบ้านเอื้ออาทรที่ผ่านมา บริการบ้านเอื้ออาทรที่รัฐจัดให้แก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยนั้น ประชาชนส่วนหนึ่งยังไม่สามารถเข้าถึงบริการ และบ้านเอื้ออาทรที่สร้างเสร็จไปแล้วบางส่วนประสบกับปัญหาด้านโครงสร้างความปลอดภัย ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่รัฐควรตระหนักถึงในการจัดทำโครงการบ้านเอืออาทรในระยะต่อไป คือ การจัดการบริหารโครงการอย่างเป็นระบบ และมีความโปร่งใส ทั้งนี้โดยยึดหลักพื้นฐานที่สำคัญคือ การคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายและความมั่นคง ปลอดภัยของผู้ที่อยู่อาศัย

หลักการและเหตุผล
แก้ไขปัญหาความไม่มั่นคงด้านที่อยู่อาศัย
บรรเทาความเดือดร้อน และยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ด้อยโอกาส+มีรายได้น้อย
ร่วมมือกับภาคเอกชนในการดำเนินการบ้านเอื้ออาทร

วัตถุประสงค์
เพื่อสร้างที่อยู่อาศัยที่มั่นคง และมีราคาที่ผู้มีรายได้น้อยสามารถซื้อได้
สนับสนุนกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกส่วนฝ่ายในการพัฒนาชุมชนของตน เพื่อนำไปสู่ความเป็นชุมชนน่าอยู่อย่างยั่งยืน
เพื่อส่งเสริมให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับผู้อยู่อาศัยในชุมชน
เพื่อให้มีการประสานความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้ด้อยโอกาสกลุ่มผู้มีรายได้น้อยในลักษณะองค์รวม

จัดทำโครงบ้านเอื้ออาทร
ผู้ด้อยโอกาส+ ผู้มีรายได้น้อย

ผลการดำเนินงาน
บริการยังกระจายเข้าไม่ถึงกลุ่มเป้าหมาย
บ้านที่จัดสร้างมีปัญหาเรื่องความมั่นคงและความปลอดภัย
การดำเนินงานยังขาดการร่วมมือประสานงานทั้งชุมชน สังคมและหน่วยงานภาคเอกชน

บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ในการป้องกันและการช่วยเหลือ

บทบาทของนักสังคมสงเคราะห์ในการเป็นตัวกลางในการประสานงานระหว่างรัฐกับองค์กรเอกชน  รัฐกับประชาชน  องค์กรเอกชนกับประชานชน  และประชาชนกับประชาชน  ในฐานะผู้ให้ข้อมูลต่างเสนอแก่หน่วยต่างๆในสังคมที่มีความเกี่ยวข้อง  เพื่อให้หน่วยทางสังคมนั้นทราบข้อมูลที่กว้างขึ้น  เฉพาะ  และเป็นปัจจุบัน  เช่นปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดการกระทำ  ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดการถูกกระทำ  แนวคิด  ทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไป  กฏหมายที่เกี่ยวข้อง  และค่านิยมทางสังคม

บทบาทนักสังคมสงเคราะห์ในการเป็นผู้เผยแผ่ข้อมูลวิธีการป้องกันภันอันตรายจากคนแปลกหน้า  คนไกล้ตัว  ลักษณะความผิดปกติที่มีความเสี่ยงในการก่อเหตุอันตราย  การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ  เพราะที่ฝ่ายผู้กระทำนั้นเสียเปรียบเนื่องจากว่าไม่อาจต่อส็กับความคิดในใจตนเองได้เช่น  ผู้กระทำเป็นผู้ที่มีอำนาจเหนือตนเช่น  พ่อ  พ่อเลี้ยง  ทำให้เด็กไม่กล้าขัดขืน  จึงควรให้ทางโรงเรียนมีการจัดสื่อต่างๆให้เด็กกล้าที่จะต่อต้านและเห็ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผิด  และควรที่จะต่อต้าน  ต่อสู้กับมัน

บทบาทนักสังคมสงเคราะห์ในการทำงานร่วมกับสหวิชาชีพ  ในด้านการดำเนินงานเรื่องคดีข่มขืน  การเสนอพรบ.คุ้มครอง  การเสนอแนวทางการป้องกัน  การร่วมกันแก้ไขและฟื้นฟูผู้ที่เป็นฝ่ายกระทำและฝ่ายที่ถูกกระทำให้เป็นไปตามหลักยุติธรรม  และมีความเหมาะสมเฃ่นในการสัม๓ษณ์ผู้ถูกกระทำในขั้นตอนการพิสูจน์หลักฐาน  ซึ่งเป็นการทำร้ายทางจิตใจซึ่งต้องมีการพิทักษ์และปกป้องผู้เสียหายด้วยวิธีที่ปลอบโยน  เบี่ยงเบน  ไม่ให้กระทบกระเทือนจิตใจมากนัก  แต่ให้ได้ข้อมูลที่ละเอียด  ถูกต้อง  และเป็ฯประโยชน์ในคดี

บทบาทนักสังคมสงเคราะห์ในการเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเป็นผู้บำบัด  ฟื้นฟู  ดูแล  โดยการเอาทฤทษฏ๊การแก้ไขปัญหา  ภสวะวิกฤต  การเสริมพลังมาใช้ในโปรแกรมด้วย  ไม่เพียงแต่ฟี้นนฟูทางร่างการเท่านั้นแต่ต้องเป็นการฟื้นฟูจิตใจที่ถูกทำร้ายให้กลับมาเข้มแข็ง  และพร้อมจะต่อสู้ในสังคมต่อไปได้  ร่วมทั้งเป็นผู้ประสานกับหน่วยงานที่มีความเกี่ยวข้องการผู้หญิงเพื่อสอนการป้องกันตัวจากภัยอันตรายต่างๆ  และอาจรวมถึงการแนะนำการสอนทักษะทางอาชีพแกเด็กให้มีวิชาชีพติดตัวเพื่อดำรงอยู่ในสังคมได้ด้วยตนเอง

บทบาทนักสังคมสงเคราะห์ในการเป็นผู้เผยแผ่ข้อมูลที่เที่ยงตรง  ถูกต้อง  ชัดเจน  และเป็นปัจจุบันแก่สังคมเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิด  ทัศนคติ  และความเชื่อเดิมๆให้สังคมได้มีความเข้าใจในปัญหาและสถานการณ์ข่มขืน   ว่าฝ่ายหญิงที่สูญเสียพรรมจารีย์โดยการถูกข่มขืนนั้นเป็นสิ่งที่ผิด  หรืเป็นความผิดของเหยื่อแต่ฝ่ายเดียวเนื่องจากว่าเธอยอมให้ผู้อื่นข่มขืน  แต่ความจริงแล้วมันเป็นเหตุการณ์ที่เธอไม่สามารถต่อสู้ได้หรือพยายามแล้วแต่ไม่สำเร็จ  แต่เหยื่อเป็นฝ่ายที่ถูกข่มเหง  โดยไม่มองว่าหญิงเหล่านี้เป็นปัญหาแกสังคม  หยุดการประนามหยามเหยียด  แต่ต้องให้กำลังใจและมองที่การทำดีแก่สังคมมากกว่า  เพื่อให้ทุกคนลุกขึ้นปกป้องสิทธิของลูกหลานของเราที่อ่อนแอกว่าในสังคม  ให้เด็กรู้จักเพศศึกษาในแนวทางการสอนที่ดีเพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่อาจคาดไม่ถึงได้

ความต้องการทางเพศในวัยรุ่นนั้นมีมาก ทั้งนี้เป็นธรรมชาติของคนที่เป็นไปตามวัย โดยเฉพาะในวัยรุ่นชายจะเห็นได้อย่างชัดเจน จะเป็นช่วงที่มีความต้องการทางเพศสูงสุด ระหว่างแถวๆ อายุประมาณ 16-17 ปีเลยทีเดียว วัยรุ่นหญิงก็มีความต้องการเช่นกัน เช่น ถ้าดูภาพยนตร์ อ่านหนังสือที่พรรณนาบทพลอดรักหรือการร่วมเพศ หรือดูภาพโป๊ จะเกิดอารมณ์ทางเพศมากได้อย่างรวดเร็วรุนแรง วัยรุ่นที่มีความรู้จะสามารถปลดปล่อยอารมณ์ หรือสนองความต้องการเหล่านี้ได้อย่างถูกวิธี เช่น การสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง แต่ถ้าความต้องการไม่รุนแรง อาจทดแทนด้วยวิธีอื่นๆ เช่น เล่นกีฬา มีกิจกรรมอื่นๆ ได้ คนที่ไม่รู้อาจกลัวด้วยว่าการสำเร็จความใคร่จะเป็นอันตราย หรือคิดว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดี ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์มานานว่าเป็นเรื่องปกติ ใช้ได้ทั้งหญิงชาย แม้คนที่เป็นสามีภรรยากันแล้ว บางครั้งคู่ของตนไม่สามารถตอบสนองทางเพศได้ตามต้องการก็ยังสามารถสำเร็จความใคร่ได้ทั้งสามีและภรรยา เช่น เวลาความต้องการไม่ตรงกัน หรือสามีป่วย ภรรยาป่วย เป็นต้น มีข้อท้วงนิดหน่อยเกี่ยวกับการสำเร็จความใคร่ คือ ขอเพียงอย่าหมกมุ่นและกระทำบ่อยจนร่างกายอ่อนเพลีย เช่น กระทำวันละหลายๆ ครั้ง หรือเป็นสิบๆ ครั้งต่อวัน

มีสาวในวัยเรียนจำนวนไม่น้อย ต่างเดินเข้าสู่ประตูค้าเซ็กซ์ ทั้งด้วยเหตุจำเป็น และที่น่าตะลึง! ที่สุด คือความหลงผิด คิดแบบโลกตะวันตก มองว่า เพศสัมพันธ์จรรโลงโลกแห่งความรัก โลกีย์ชุดนักศึกษาแบ่งระดับขายตัว

บนถนนโลกีย์หญิงสาวในชุดนักศึกษาหรือชุดนักเรียน ที่เดินเข้าสู่การค้าประเวณี เมื่อวิเคราะห์กันจะมี 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

1. กลุ่มสาวใจแตก

2. กลุ่มสาวไฮโซ โมเดิร์น และ

3. กลุ่มสาวที่ฟุ้งเฟ้อ หรือวัตถุนิยมครอบงำ

ประเภทแรกกลุ่มสาวใจแตก หรือศัพท์ที่นักล่าสวาทใช้เรียกสาวๆ กลุ่มนี้ว่า “ไก่” พวกเธอเหล่านี้มักจะเตร็ดเตร่อยู่ตามสถานบันเทิง เช่น ผับ เธก หรือวันไหนที่ต้องไปโรงเรียน มักจะหลบเลี่ยงหนีเรียนไปนั่งอยู่ตามศูนย์การค้า

กลุ่มนี้มักจะได้รับอิทธิพลจากปัญหาสภาพครอบครัว เช่น พ่อแม่แยกทางกัน พ่อแม่ไม่รัก ถูกตามใจมากเกินไป ถูกบีบคั้นมากเกินไป ถูกผู้ชายหลอกลวง ฯลฯ

เรื่องเพศสัมพันธ์ หรือพฤติกรรมทางเพศข องพวกเธอ จะขึ้นอยู่กับความพอใจ นิยมนอนกับผู้ชายคนไหนก็ได้ ที่ทำให้เธอมีความสุข โดยเรื่องเงินไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เธอยอมแลกกาย ความพึงพอใจในบางครั้ง “เบียร์เพียงขวดเดียว” ก็สามารถทำให้พวกเธอพลีกายให้ชายได้

ประเภทที่สอง เป็นกลุ่มสาวไฮโซ ทันสมัย กลุ่มนี้มักจะเป็นนักเรียน นักศึกษา ที่มาจากครอบครัวที่ร่ำรวย มีฐานะ มีชาติมีตระกูล พวกเธอจะเป็นสาวที่ทันสมัย หัวสมัยใหม่ ยึดวัฒนธรรมแบบตะวันตก

พฤติกรรมทางเพศจึงเป็นแบบตะวันตก “ฟรีเซ็กซ์” มองเรื่องเพศสัมพันธ์คือประสบการณ์ของชีวิต ไม่แคร์สังคม และเงินไม่ใช่สิ่งที่พวกเธอต้องการเพราะพวกเธอมี อันจะกินอยู่แล้ว มักมีทัศนคติว่า เซ็กซ์คือความต้องการทางอารมณ์ ที่ควรแสวงหาจากชายหลายๆ คน พวกเธอเหล่านี้ มักจะจับกลุ่มหรือนั่งแสวงหาความสุขอยู่ตามผับระดับไฮโซหรือโรงแรมระดับหรูชื่อดัง และกล่าวกันว่าผู้หญิงกลุ่มนี้เป็นที่หมายปองของนักเที่ยวกลางคืน นักธุรกิจ และนักการเมืองหนุ่มกลัดมัน

ประเภทสุดท้าย คือกลุ่มสาวที่ฟุ้งเฟ้อทางด้านวัตถุและบ้าค่านิยมแบบผิดๆ หนทางเข้าสู่ถนนโลกีย์ของเธอเหล่านี้ จึงก้าวเข้ามาเพราะเหตุจำเป็นในเรื่อง “เงิน” มีหญิงสาววัยศึกษาหลายรายต่างไม่ปรารถนานักที่จะกลายเป็น “ดอกไม้ริมทาง” แต่หลายคนก็ต้องเลือก เนื่องจากต้องการยกระดับตัวเองเข้าสู่สถาบันการศึกษาระดับไฮโซ หรือมหาวิทยาลัยเอกชน ดีกว่าที่จะเลือกเรียนในมหาวิทยาลัยเปิด อย่างมหาวิทยาลัยรามคำแหง หรือมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เพราะต่างเชื่อว่าจะสามารถคบหา หรือมีสังคมกับคนมีฐานะได้

ดังนั้นค่าเทอมและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทุนทรัพย์จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้พวกเธอต้องแสวงหา (อ่านรายละเอียดในล้อมกรอบ)เนื่องจากครอบครัวของเธอบางคนอยู่ในฐานะยากจนพ่อแม่ไม่มีทุนทรัพย์ที่จะส่งเสียลูก ให้เรียนได้อย่างสุขสบาย เด็กสาวบางคนก็จึงเลือกที่จะแสวงหาทุนทรัพย์ด้วยการค้าเซ็กซ์ เพราะได้เงินง่าย

ในขณะเดียวกัน “บุษบามหาวิทยาลัย” ที่ต้องหันเหชีวิตมาสู่การค้าเซ็กซ์นอกจากจะต้องการนำเงิน มาจ่ายค่าเทอมแล้วยังต้องนำมาเพื่อบำเรอความสุขจากค่านิยมแห่งความฟุ้งเฟ้อทางด้านวัตถุ สนองความต้องการในเรื่องของแฟชั่นเสื้อผ้า, กระเป๋านอก, รองเท้ายี่ห้อดัง และเครื่องมือสื่อสาร ทั้งเพจเจอร์ โทรศัพท์มือถือ สิ่งเหล่านี้กลายเป็นความจำเป็นสำหรับวัยรุ่นและเป็นความทันสมัย ที่พวกเธอยอมแลกมาด้วยร่างกาย

จะรู้ได้อย่างไรเมื่อเราอ้วนเกินนั้นทราบได้จากน้ำหนักตัวของเราเองการกินบ่อย ๆ กินมากๆ ไม่ได้ ทำให้อ้วนได้ทุกคน บางคนกินทั้งวัน กินจุกกินจิก ก็ยังไม่เห็นอ้วน เพราะวันนั้นอาจมีแขกที่เราไม่ได้เชิญมาช่วยกินด้วย อย่างเช่น  พยาธิตัวแบน ตัวกลม ตัวตืด  ทั้งหลายมาช่วยร่วมวงด้วย บางคนกินมาก ๆ กินจุ แต่ไม่อ้วน  เพราะ ระบบการเผาผลาญของร่างการดี  บางคนกินน้อย กลับอ้วนมาก
โรคอ้วน คือ อะไร ?
“ความอ้วน” ในที่นี้หมายถึง ความอ้วนที่มากเกินไป มีน้ำหนักตัวมากกว่าที่ควรจะเป็น
ไม่ใช่อ้วนกำลังดี อ้วนพองามหรือกำลังสวย คำว่า “อ้วน” ตามความหมายของพจนานุกรม
ฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง มีเนื้อและไขมันมาก โต อวบ ซึ่งเป็นความหมายที่ไม่น่า
ปรารถนาของคนทั่ว ๆ ไป

“คนอ้วน” หรือคนที่เป็นโรคอ้วนนั้น หมายถึง ผู้ที่มีปริมาณไขมันอยู่ในร่างกายมากกว่าเกณฑ์ปกติ ซึ่งตามหลักสากลกำหนดว่า
ผู้ชาย ไม่ควรมีปริมาณของไขมันในตัวเกินกว่า ร้อยละ 12 – 15 ของน้ำหนักตัว
ผู้หญิง ไม่ควรมีปริมาณของไขมันในตัวเกินกว่า ร้อยละ 18 – 20 ของน้ำหนักตัว
ซึ่งในการตรวจหาปริมาณไขมันนี้ต้องทำในห้องปฏิบัติการ ซึ่งเป็นวิธีที่ยุ่งยาก
โรคอ้วน หมายถึง สภาวะที่ร่างกายเรามีไขมันสะสมไว้ตามส่วนต่าง ๆ มากเกินไปนั่นเอง
จะทราบได้อยางไรว่า ท่านอ้วนเกินไปหรือไม่ แต่ก่อนเราใช้วิธีง่ายๆเช่น การเอาส่วนสูงเป็นเซนติเมตร ลบด้วย 110 ในผู้หญิง จะได้น้ำหนักที่เหมาะสม แต่วิธีนี้ยังไม่ละเอียดเท่าที่ควร ปัจจุบันเราวัดค่าที่เรียกว่า “ดรรชนีมวลของร่างกาย” หรือ Body Mass Index เรียกย่อ ๆ ว่า “BMI” ค่า BMI นี้จะได้จาก

BMI = น้ำหนัก(ก.ก.) / ส่วนสูง(เมตร)

เช่น ผู้หญิงสูง 160 ซ.ม. หนัก 50 ก.ก. จะมี    BMI = 50 ก.ก. / 1.6 เมตร = 19.5 ก.ก./เมตร
จากค่าที่เราจะนำมาเทียบกับมาตราฐาน เข่น ผู้หญิงไทยอายุระหว่าง 20- 29 ปี
ควรมี BMI 18 – 21 ก.ก./เมตร ถ้ามากกว่านี้ถือว่าเริ่มอ้วนแล้ว และถ้าต่ำกว่า  18 ก็จะผอมมากเกินไป (ถ้าคุณไม่ไช่นางแบบ) ในขณะเดียวกัน เมื่ออายุมากขึ้น BMI ก็จะสูงตามไปด้วย (ในผู้หญิงอายุ 40-49 ปี อาจมี BMI ได้ตั้งแต่ 19-23 กก./เมตร) เป็นต้น
นอกจากนี้ยังวัดได้จากชั้นไขมันใต้ผิวหนังในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย  และนำมาคำนาณหาค่าร้อยละของไขมันทั้งหมดในร่างกาย (Body Fat Percentage) ซึ่งจะบอกปริมาณการสะสมของไขมันได้ดียิ่งขึ้น

ความอ้วนเกิดจาก

1. ความอ้วนที่เกิดจากสาเหตุภายนอก อันเนื่องมาจากตามใจปากมากเกินไป กินมากเกินความต้องการของร่างกาย อาหารที่คุณกินเนื้อ ไขมัน หรือแป้ง สิ่งเหล่านี้จะถูกเก็บสะสมไว้ในร่างกาย ถ้ามีมากเกินไปก็จะกลายเป็นไขมัน พอกพูนตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
2. ความอ้วนที่มาจากสาเหตุภายใน พบได้จากความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ เช่น ต่อมใต้สมอง ต่อมไทรอยด์ ทำให้มีไขมันตามบริเวณต้นแขน ต้นขา และหน้าท้อง
3. อ้วน เพราะกรรมพันธุ์ในหญิงหรือในชาย
จากการสำรวจโดยทั่วไปผู้หญิงมักอ้วนมากกว่าผู้ชาย เพราะผู้หญิงกินเก่งกว่า แต่ออกกำลังน้อยกว่า สรุปแล้วผู้หญิงอ้วนมากกว่าผู้ชาย 4 : 1  หญิงและชายที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป มักจะอ้วนง่ายเพราะคนวัยนี้ยังอยู่ในวัยทำงานมาก กินมากขึ้นเพื่อชดเชยกำลังงานที่ถูกใช้ไป แต่ออกำลังน้อยลง นี่ก็เป็นสาเหตุทำให้อ้วนง่ายมาก
คนมีสุขภาพจิตดี มักมีรูปร่างสมส่วนแข็งแรง บางคนสุขภาพจิตไม่ดี อารมณ์เครียดประจำทำให้เกิดความท้อถอย เบื่อหน่าย ขี้เกียจออกกำลังโรคอ้วนก็จะตามมา

สาเหตุ
1. กรรมพันธุ์
ถ้าพ่อและแม่อ้วนทั้งสองคนลูกจะมีโอกาสอ้วนได้ถึงร้อยละ 80 ถ้าพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งอ้วนลูกจะมีโอกาส อ้วนได้ถึงร้อยละ 40 แต่ไม่ควรจะวิตกกังวลจนเกินเหตุไม่ใช่ว่าคุณจะหมดโอกาสผอมหรือหุ่นดีเหมือนคนอื่น
2. นิสัยในการรับประทานอาหาร
คนที่มีนิสัยการรับประทานที่ไม่ดี ที่เรียกว่ากินจุบกินจิบไม่เป็นเวลาก็ทำให้อ้วนได้
3. ขาดการออกกำลังกาย
ถ้ารับประทานอาหารมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ แต่ได้ออกกำลังกาย บ้างก็อาจทำให้อ้วนช้าลง แต่หลายคนที่รับประทานพอดีหรือมากกว่าความต้องการของร่างกายแล้วนั่ง ๆ นอน ๆ โดยไม่ได้ยืดเส้นยืดสายออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมใด ๆ ในไม่ช้าจะเกิดการสะสมเป็นไขมันในร่างกาย
4. จิตใจและอารมณ์
มีคนเป็นจำนวนไม่น้อยที่การรับประทานอาหารนั้นขึ้นอยู่กับจิตใจและอารมณ์ เช่น การรับประทานอาหารเพื่อดับความโกรธ ความคับแค้นใจ กลุ้มใจ กังวลใจหรือดีใจ บุคคลเหล่านี้จะรู้สึกว่าอาหารททำให้จิตใจสงบ จึงหันมายึดเอาอาหารไว้เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความสบายใจ
ตรงกันข้ามกับบางคนกลุ้มใจเสียใจก็รับประทานอาหารไม่ได้ถ้าในระยะเวลานาน ๆ ก็มีผลทำให้ขาดอาหาร เป็นต้น
5. ความไม่สมดุลย์ระหว่างความรู้สึกอิ่มกับความหิวหรือความอยากอาหาร

เมื่อใดที่ความอยากเพิ่มขึ้นเมื่อนั้นการบริโภคก็จะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งถึงขั้นที่เรียกว่า “กินจุ” ในที่สุดก็จะทำให้อ้วน
6. เพศ
เพศหญิงมักมีโอกาสอ้วนได้ง่ายกว่าเพศชาย เพราะโดยธรรมชาติมักสรรหาอาหารมารับประทานกันได้ตลอดเวลา อีกทั้งเพศหญิงจะต้องตั้งครรภ์ซึ่งทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น เพราะต้องรับประทานอาหารมากขึ้น เพื่อบำรุงร่างกายและทารกในครรภ์ และหลังจากคลอดบุตรแล้วก็ไม่สามารถลดน้ำหนักลงมาให้เท่ากับ เมื่อก่อนตั้งครรภ์ได้ นอกจากนี้ ในขณะตั้งครรภ์นั้นมักจะรับประทานอาหารในประมาณที่มาก ทำให้ติดเป็นนิสัยจึงทำให้น้ำหนักยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
7. อายุ
เมื่อมีอายุมากขึ้นก็มีโอกาสอ้วนง่ายขึ้นทั้งเพศชายและเพศหญิง ซึ่งอาจเนื่องมาจากการใช้พลังงานน้อยลง
8. กระบวนการทางเคมีที่เกิดขึ้นในร่างกาย
อัตราการเปลี่ยนแปลงทางเคมีภายในร่างกาย คือ อัตราความสามารถในการใช้พลังงานของร่างกายจะค่อย ๆลดลงตามอายุ นอกจากนี้อัตราการเผาผลาญยังขึ้นอยู่กับเพศ รูปร่าง กรรมพันธุ์และวิธีการดำเนินชีวิตของแต่ละบุคคลด้วย
9. ยา
ผู้ป่วยบางโรค จะได้รับฮอร์โมนสเตียรอยด์เป็นเวลานานก็ทำให้อ้วนได้ และในเพศหญิงที่ฉีดยาหรือรับประทานยาคุม กำเนิดก็ทำให้อ้วนได้เช่นกัน

อันตรายจากความอ้วน
ความอ้วน ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดความไม่สวยงามเท่านั้น ยังเป็นเสมือนมะเร็งเนื้อร้ายที่เกาะกิน ทำลายจิตใจของของเจ้าของเรือนร่าง อีกด้วย    ทั้งนี้จากการศึกษาทางการแพทย์เราพบว่า ผู้ที่มีน้ำหนักเกินมาตราฐานมักจะขาดความเชื่อมั่นในตนเอง แม้จะประสบความสำเร็จในด้านอื่นๆก็ตาม ผู้ที่น้ำหนักเกินมาตราฐานจะเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ มากกว่าผู้ที่มีน้ำหนัก อยู่ในเกณฑ์ปกติ และแน่นอนผู้ที่เป็นโรคอ้วนจะมีอายุสั้นกว่า
อายุเฉลี่ยของคนทั่ว ๆ ไป

รคที่พบบ่อยในคนอ้วน

1. ภาวะไขมันในเลือดสูง
ซึ่งจะนำไปสู่ความผิดปกติของระบบอื่นๆ โดยเฉพาะเมื่อไขมันไปเกาะตามผนัง หลอดเลือด ก็จะทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับหัวใจและความดันโลหิตตามมาได้

2. ความดันโลหิตสูง

ซึ่งหากเป็นมาก ๆ อาจทำให้เกิดภาวะเส้นเลือดในสมองแตก ถึงแก่ชีวิตหรือพิการ เป็นอัมพาตได้

3.โรคหัวใจและหลอดเลือด

ซึ่งในปัจจุบันป็นสาเหตุของการตายอันดับหนึ่งของประเทศอุตสาหกรรม หรือประเทศที่พัตนาแล้ว รวมทั้งประเทศไทยด้วย เนื่องจากไขมันไปเกาะตามผนังหลอดเลือด ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดตีบหรืออุดตัน หัวใจทำงานเพิ่มมากขึ้น ถ้าเป็นกับเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงหัวใจแล้ว ก็ทำให้เกิดโรคหัวใจ
ขาดเลือด และหัวใจวายถึงแก่ชีวิตได้

4.โรคเบาหวาน
ซึ่งมักพบควบคู่กันเสมอในสภาวะที่เป็นโรคอ้วนอยู่ เมื่อเป็นเบาหวานแล้วมักเป็นแผลเรื้อรังไม่ค่อยหาย บางทีเป็นแผลกดทับในรายที่ต้องนั่งหรือนอนนาน ๆ ประกอบกับมีการเสี่ยงต่อการติดเชื้อราง่ายขึ้น เพราะมีการอับชื้น ของซอกแขนและซอกขามากกว่าปกติ

5. โรคข้อและข้อเท้า

เนื่องจากต้องรับน้ำหนักตัวมากเกินพิกัด บางคนที่อ้วนมาก ๆ อาจจะ ยืนหรือเดินไม่ได้เลย เพราะข้อเท้าไม่สามารถรับน้ำหนักได้

6. โรคของระบบทางเดินหายใจ
เนื่องจากในคนอ้วนมักมีการเคลื่อนไหวน้อย ชอบนั่งหรือนอนมากกว่า ปอดจึงขยายตัวไม่ได้เต็มที่
จึงทำให้เกิดภาวะการติดเชื้อของทางเดินหายใจได่บ่อยกว่าปกติ

7.โรคมะเร็งบางชนิด และปัญหาสุขภาพอื่นๆ

เราจะพบว่าคนอ้วนมีอัตราการเสี่ยงต่อการเป็นโรคต่าง ๆ รวมทั้งการเกิด โรคมะเร็งได้มากกว่าคนที่มีสุขภาพดี นอกจากปัญหาสุขภาพร่างกายที่กล่าวทั้งหมดแล้ว คนอ้วนยังมีปัญหาสุขภาพ จิตใจด้วยเริ่มตั้งแต่ถูกเพื่อนๆ ล้อเลียนเป็นตัวตลกขาดความมั่นใจในตัวเอง และเนื่องจากคนอ้วนมักมีกิจกรรมพิเศษ หรือการออกกำลังกายน้อยเกินไปจึงทำให้อารมณ์ไม่เบิกบานแจ่มใสเท่าที่ควร อาจพบภาวะของโรคอารมณ์เศร้าหมองร่วมไปด้วย โดยเฉพาะในหญิงสาวซึ่งเมื่อมีความไม่
สบายใจ ก็มักจะหาทางออกด้วยการรับประทานอาหารหรือของโปรด เช่นไอศครีม ช็อคโกแลต ซึ่งอาจจะช่วยให้อารมณ์ช่วงนั้นดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการทำร้ายตัวเองมากยิ่งขึ้นไปอีก
ผลต่อสุขภาพ มีการศึกษาจนมีหลักฐานแน่ชัดว่า ความอ้วนทำให้อัตราการเกิดโรคในระบบต่างๆ มากขึ้น ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือในคนไข้ที่เป็นเบาหวานอยู่แล้ว ความอ้วนจะทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินฮอร์โมนได้

เราอาจจะไม่สามารถสูงเท่าเพื่อนที่มีพ่อแม่สูงได้ เราอาจจะมีโครงสร้างหรือโครงกระดูกที่  ใหญ่ไม่สามารถจะผอม บางเป็นนางแบบ  แต่ทุก ๆ คนก็สามรถจะมีรูปร่างที่ดีควบคู่ไปกับสุขภาพที่แข็งแรง โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ มีสารอาหารครบถ้วน ในปริมาณที่พอดีกับความต้องการของร่างกาย และหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดปริมาณไขมันสะสมในร่างกาย รวมทั้งเราควรลดน้ำหนักให้ถูกวิธีอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะถ้าเราลดน้ำหนักอย่างไม่ถูกวิธีแล้วจะส่งผลให้เกิดโรคจากการลดน้ำหนัก

คือบุคคลที่มีช่วงอายุประมาณ 11-20 ปี ปัจจุบันเด็กจะเข้าสู่วัยรุ่นเร็วกว่าในอดีต เนื่องจากโภชนาการสื่อต่างๆก็ทำให้เด็กเข้าสู่วัยรุ่นเร็วขึ้นในเรื่องพัฒนาการทางสังคมและการเรียนรู้ เด็กผู้หญิงจะเข้าสู่วัยรุ่นเร็วกว่าเด็กผู้ชายประมาณ 2 ปี บางคนบอกว่า วัยรุ่นเป็นวัยวุ่น เห็นจะเป็นจริงอย่างมาก โดยเฉพาะในสังคมปัจจุบัน หากพิจารณาถึงสถิติการทำผิดของวัยรุ่นในสมัยนี้ ทั้งในสังคมตะวันตก และในเมืองไทย ปรากฏว่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าวิตก บางคนถึงขนาดตั้งฉายาวัยนี้ว่า วัยวิกฤติ วัยพายุบุแคม

คำว่า “วัยรุ่น” หมายถึง เป็นวัยที่เจริญเติบโตไปสู่วัยผู้ใหญ่ เป็นวัยที่เชื่อมระหว่างวัยเด็กกับวัยผู้ใหญ่ โดยอาศัยความเจริญด้านร่างกายเป็นเกณฑ์ตัดสิน เนื่องจากมีการศึกษาและพบว่า เด็กชายจะเจริญเติบโตเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นช้ากว่าเด็กหญิงประมาณ 2 ปี จึงมีการแบ่งวัยรุ่นออกเป็น 4 ระยะ

วัยเริ่มเข้าสู่วัย ชายอายุระหว่าง 13 –15 ปี หญิงอายุระหว่าง 11 – 13 ปี

วัยรุ่นตอนต้น ชายอายุระหว่าง 15 – 17 ปี หญิงอายุระหว่าง 13 –17 ปี

วัยรุ่นตอนปลาย ชายอายุระหว่าง 18 – 21 ปี หญิงอายุระหว่าง 19 – 20 ปี

วัยรุ่นเป็นวัยแห่งหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต (Turning point) ระหว่างความเป็นเด็ก และความเป็นผู้ใหญ่ ท่จะจัดเข้าฝ่ายใดไม่ได้ เป็นวัยที่สภาพทางร่างกาย และสภาพทางอารมณ์ไม่คงที่ หากเปรียบชีวิตเหมือนกันการเดินทาง ช่วงวัยรุ่นจะเป็นช่วงการเดินทาง ที่ยุ่งยากมากเป็นพิเศษ เพราะมีความสับสนวุ่นวายใจอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากการไม่รู้ว่า ตนเองเป็นเด็ก หรือเป็นผู้ใหญ่กันแน่

นักจิตวิทยาหลายคนให้ความเห็นว่า วัยรุ่นเป็นวัยวิกฤติแห่งพัฒนาการ เป็นวัยแห่งความเครียด และความรุนแรง ซึ่งทั้งหมดนั้นมีผลต่อพัฒนาการในขั้นต่อไปของชีวิต

โลกของวัยรุ่นในปัจจุบัน มีสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากมาย ทั้งยาเสพย์ติด อันธพาล เซ็กซ์ และความเครียดจากการแข่งขัน อย่างเอาเป็นเอาตายในการเรียน ฯลฯ หลายคนเห็นสิ่งเหล่านี้ เปนเรื่องไกลตัว แต่ความจริงมันอยู่แค่ปลายจมูกเราเท่านั้น ซึ่งจะมองข้ามไม่ได้เป็นอันขาด มีตัวเลขที่น่าตกใจเกี่ยวกับวัยรุ่น ดังนี้ วัยรุ่นไทยมีประมาณ 17 ล้านคน มีเพียง 1 ใน 20 ที่ได้รับการศึกษาต่อเนื่อง ถึงขั้นอุดมศึกษา 1 ใน 6 หาเลี้ยงตนเองและครอบครัว และ 3 ใน 5 ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว วัยรุ่นกว่าหกแสนคน เกี่ยวข้องกับยาเสพย์ติด โดยเฉลี่ยวัยรุ่นชายมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกเมื่ออายุ 15 ปี และวัยรุ่นหญิงในเมืองร้อยละ 20 มีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน การที่เราจะช่วยให้วัยรุ่นข้ามพ้นวัยวิกฤตินี้ไปได้ด้วยดี จำเป็นต้องรู้จักลักษณะ และธรรมชาติของวัยรุ่น เพื่อจะได้เข้าใจ และช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสมในรูปแบบที่วัยรุ่นเป็น

วิถีชีวิตวัยรุ่นตามความเห็นของ Aaro Wold, Kannas และ Rimpela (1986) หมายถึง “แบบแผนพฤติกรรม ลักษณะอุปนิสัย เจตคติ และค่านิยมที่มีความคงที่เป็นแบบแผนการดำเนินชีวิตของกลุ่มคน” ส่วน Wenzel (1982) ให้ความหมายวิถีชีวิตของบุคคล หมายถึง “แบบแผนพฤติกรรมตามบรรทัดฐานของสังคมที่เกิดจากกระบวนการขัดเกลาทางสังคม” โดย Wenzel อธิบายต่อไปว่า การทำความเข้าใจวิถีชีวิตของบุคคลใช่เพียงศึกษาเฉพาะพฤติกรรมตามบรรทัดฐานของสังคม  แต่จะต้องศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับค่านิยม และเจตคติของบุคคลอย่างสัมพันธ์กับแบบแผนความเป็นอยู่ เช่น สภาพความเป็นอยู่ทางสังคมและสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับพฤติกรรมการอยู่อาศัย ตลอดจนทรัพยากรทางวัตถุ และวัฒนธรรมของบุคคลนั้นด้วย
Bronfenbrenner (1979) ได้เสนอการศึกษาวิถีชีวิตวัยรุ่นจะต้องเข้าใจบทบาทหน้าที่ของบุคคลในกระบวนการขัดเกลาทางสังคมที่จะต้องพิจารณาถึงบทบาทตามแนวคิดด้านจิตวิทยา และสังคมวิทยาในฐานะเป็นกลไกเชื่อมโยงบุคคลกับโครงสร้างทางสังคมเพราะโครงสร้างทางสังคมจะหล่อหลอมบทบาทของวัยรุ่นตามความมุ่งหวังที่วัยรุ่นประสงค์จะเรียนรู้ เช่น  ความคาดหวังในการแสดงบทบาทที่แตกต่างกันจะขึ้นอยู่กับอายุ และความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทของหญิงและชาย และความคาดหวังในการแสดงบทบาท ยังมีอิทธิพลต่อการแสดงพฤติกรรมของวัยรุ่นชายและวัยรุ่นหญิงตามช่วงอายุที่แตกต่างกัน
พัฒนาการของวิถีชีวิตวัยรุ่น สามารถสืบค้นศึกษาได้จากค่านิยมการดำเนินชีวิตด้านสังคม ด้านการศึกษา ด้านอาชีพการพักผ่อนหย่อนใจและการใช้เวลาว่าง แนวคิดของวิถีชีวิตวัยรุ่นจึงสามารถทำการศึกษาได้จากหลายทิศทางจากการศึกษาในประเทศอังกฤษ (Leo B.Hendry และคณะ, 1989) เสนอว่า การเปลี่ยนแปลงสรีรร่างกาย ทำให้วัยรุ่นต้องกำหนดภาระงานให้กับตนเองเพื่อแสวงหาความสัมฤทธิผลดังนี้
1. ความสัมฤทธิผลในการเสริมสร้างความมีเกียรติและศักดิ์ศรีของตนเอง
2. ความสัมฤทธิผลในการเสริมสร้างปรัชญาและค่านิยมของตนเอง
3. ความสัมฤทธิผลในการเสริมสร้างการปรับตัวเพื่อไปสู่ความอิสระ
4. ความสัมฤทธิผลในการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับผู้ใหญ่และบุคคลที่มีอำนาจ
5. ความสัมฤทธิผลในการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มเพื่อนและกับเพศตรงข้าม
6. ความสัมฤทธิผลในการเสริมสร้างบทบาทของผู้ประกอบอาชีพ ทั้งที่ไม่ได้รับการจ้าง หรือผู้ทำงานบ้านที่ไม่ได้รับค่าแรง

ผลผลิตในชีวิตวัยรุ่น (Adolescent Outcomes) เกิดจากปัจจัยสำคัญ 2 ประการ
1. สิ่งแวดล้อมของครอบครัว
2. ค่านิยมของวัยรุ่น

1. สิ่งแวดล้อมของครอบครัว
พ่อแม่ในครอบครัวไทยยังคงให้ลูกหลานรักษาระเบียบวินัย และเชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ และมักไม่ค่อยให้ลูกมีอิสระมากนัก กล่าวคือ ลูกต้องอยู่ในโอวาท การให้ลูกเป็นศูนย์กลางเพื่อแสดงพฤติกรรมที่เป็นอิสระทั้งการกระทำ และทางความคิดจึงมาจากแนวทางปฏิบัติของพ่อแม่ ดังนั้น การปฏิบัติตนและความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่จึงมีอิทธิพลต่อกระบวนการขัดเกลาให้กับเด็กและวัยรุ่นในสังคมไทย

2. ค่านิยมของวัยรุ่น
ค่านิยมของวัยรุ่นเกิดจากกระบวนการขัดเกลาทางสังคม และการอบรมบ่มนิสัยภายในครอบครัว โดยวัยรุ่นจะกระทำในสิ่งที่พึงพอใจ และไม่กระทำในสิ่งที่ตนเองไม่พึงพอใจ พฤติกรรมการแสดงออกของวัยรุ่นจึงเกิดจากอิทธิพล ปัจจัยแวดล้อมในเรื่องความเป็นอิสระส่วนตัว การปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณีการเคารพพ่อแม่ และอยู่ในโอวาทเชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ค่านิยมที่วัยรุ่นยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติ และการแสดงออกทางพฤติกรรมของตนเอง ได้แก่ การรู้จักควบคุมตนเองเห็นคุณค่าของค่านิยมดั้งเดิม เช่น การทำบุญประเพณี การไปวัด ไปโบสถ์และมัสยิด พฤติกรรมสนับสนุนเชิงสังคม และการแสดงความเชื่อมั่นด้านความยุติธรรม และความสงบสุข เชื่อมั่นในการอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว เห็นคุณค่าความเป็นอิสระโดยการแสดงความสามารถที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างมีเหตุผล
- มองอนาคตถึงความสำเร็จในด้านความมั่นคง ฐานะตำแหน่ง และสถานภาพที่ดีในสังคม
- มองความสำเร็จและให้เกียรติกับตนเอง
- สร้างความเป็นปัจเจกบุคคล (Individualism) โดยการยอมรับ ความรับผิดชอบในการกระทำของตนเอง พอใจที่จะทำงานเพียงลำพังมากกว่าการร่วมเป็นกลุ่ม

(ผลการวิจัยของ รศ.ดร.มาฆะ ขิตตะสังคะและคณะ, พ.ศ.2546)

ลักษณะที่สำคัญของวัยรุ่น

วัยรุ่นเป็นวัยแห่งหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต ผลลัพธ์ของพฤติกรรมในวัยนี้ จะมีผลต่อบุคคลในระยะยาว ในช่วงวัยอื่นต่อมา ทั้งด้านการเรียน การทำงาน การใช้ชีวิตคู่ เจตคติที่มีต่อสิ่งต่างๆ ในสังคม ความสับสนในบทบาทที่ไม่ชัดเจนของตนเอง เช่น ไม่แน่ใจว่าตนเองเป็นเด็ก หรือเป็นผู้ใหญ่ ความคาบเกี่ยวระหว่างความเป็นเด็ก กับความเป็นผู้ใหญ่นี้ มีผลต่อความรู้สึกนึกคิดของเด็กมาก เด็กจะรู้สึกวางตัวยาก ไม่รู้ว่า จะทำตัวอย่างไร จึงจะถูกต้องและเหมาะสม

  • เป็นวัยแห่งการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม และทัศนคติในวัยรุ่น จะคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่เกิดขึ้น เช่น การเปลี่ยนแปลงความสนใจ ความไม่มั่นใจ เกี่ยวกับความสามารถ และความถนัดของตนเอง เป็นวัยแห่งปัญหา อาจกล่าวได้ว่า วัยรุ่นเป็นวัยเจ้าปัญหามากที่สุด ส่วนใหญ่ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากสาเหตุที่มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายนั่นเอง ภาวะความว้าวุ่นใจ ไม่สบายตัว ไม่สบายใจ ทำให้เกิดความหงุดหงิด วิตกกังวล อารมณ์เสียง่าย ไม่อยากพูดคุยกับใคร หรือพูดจายียวน จนทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันในกลุ่มเพื่อน หรือพี่น้อง เกิดเป็นปัญหาทางอารมณ์ และปัญหาทางสังคมของเด็กวัยนี้
  • เป็นวัยที่ต้องการเรียนรู้ความเป็นตัวของตัวเอง เด็กจะแสดงให้เห็นว่า เขาต้องการการยอมรับจากกลุ่ม และถือเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม แต่กระนั้น เด็กเองยังไม่แน่ใจในบทบาทของตน เขาต้องการรู้ว่า เขาต้องแสดงลทบาทใดในสังคม เขามีความสำคัญอย่างไรในสังคม หรือเขายังเป็นเด็ดอยู่ หรือว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว สิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า เขาต้องการความเป็นตัวของเขาเอง คือ การพยายามหาเอกลักษณ์ของตนเอง จากการแต่งกาย การใช้คำพูดที่เข้าใจกัน เฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นเท่านั้น
  • เป็นช่วงวัยแห่งจินตนาการ วัยรุ่นชอบฝันสร้างวิมานในอากาศ จินตนาการตนเองเป็นสิ่งต่างๆ หรือบุคคลต่างๆ ที่ตนเองชอบ เด็กสามารถแสดงออกในรูปของการประพันธ์เพลง เขียนบทกลอนประกอบเพลง หรือแม้กระทั่งการแต่งกายตามแบบบุคคลในสังคม ที่ตนชื่นชอบ และต้องการเอาอย่าง ธรรมชาติของวัยรุ่น
  • เป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทางบุคลิกลักษณะ นอกจากจะมีรูปร่างลักษณะ ที่เหมือนกับผู้ใหญ่มากขึ้นแล้ว เด็กยังมีความคิดอยากใกล้ชิดสนิทสนมกับผู้ใหญ่ โดยการเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ต้องการแสดงความคิดเห็นของตนเองบ้าง ทั้งนี้เพื่อต้องการให้ผู้ใหญ่ยอมรับว่า ตนไม่ใช่เด็กอีกต่อไป
  • เป็นวัยที่ต้องการอิสรภาพมาก การดิ้นรนเป็นอิสระของเด็ก คือ การปลีกตัวออกจากการเกี่ยวพันทางบ้าน รวมทั้งจะไม่ชอบให้พ่อแม่พี่น้อง มายุ่งเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของเขา อิสรภาพที่เด็กวัยรุ่นต้องการ ได้แก่ อิสรภาพทางการแต่งกาย อิสรภาพทางการคบเพื่อน อิสรภาพด้านการเที่ยวเตร่
  • เป็นวัยที่รัก และต้องการเพื่อนมาก เด็กวัยรุ่นอยากอยู่กับเพื่อนมากกว่าอยู่บ้าน มักจะเชื่อเพื่อนมากกว่าพ่อแม่ เด็กจะเลียนแบบซึ่งกันและกัน ทางด้านการแต่งกาย การพูดจา การแสดงพฤติกรรมต่างๆ เนื่องจากต้องการให้เพื่อนในกลุ่มยอมรับ การเป็นสมาชิกของกลุ่ม
  • เป็นวัยที่เริ่มให้ความสนใจในเพศตรงข้าม ธรรมชาติของวัยรุ่นทำให้มีพฤติกรรม เรียกร้องความสนใจเพศตรงข้าม ในรูปแบบต่างๆ เช่น การแต่งกายให้สะดุดตา การแสดงความสนใจด้วยการให้ดอกไม้ ให้รูปถ่าย ให้สิ่งของต่างๆ เป็นที่ระลึก หรือมีการเขียนจดหมาย การพูดคุยทางโทรศัพท์ ในทางตรงข้าม หากเด็กวัยรุ่นคนใด ไม่มีความสนใจในเพศตรงข้าม และมีพฤติกรรมดูถูกเหยียดหยาม หรือฝักใฝ่ในเพศเดียวกัน ตลอดเวลา นั่นแสดงความผิดปกติของวัยรุ่น ผู้ใหญ่ต้องหมั่นสังเกตพฤติกรรมของเด็ก และหาทางป้องกันแก้ไข ก่อนที่จะสายเกินไป
  • เป็นวัยที่ต้องการให้ผู้ใหญ่ยอมรับ เด็กวัยรุ่นจะพยายามเลียนแบบพฤติกรรมของผู้ใหญ่ เพื่อแสดงให้เห็นว่า เขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว เช่น เด็กชายจะเริ่มสวมกางเกงขายาว พิถีพิถันกับทรงผม รูปร่างหน้าตามากขึ้น หัดสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า เที่ยวเตร่ยามวิกาล บางรายต้องการได้งานทำ เพื่อจะได้ไม่ต้องขอเงินจากพ่อแม่ ส่วนวัยรุ่นหญิงเริ่มใช้เครื่องสำอาง สวมรองเท้าส้นสูง แต่งกายแบบผู้ใหญ่ เป็นต้น

Next Page »